วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ทำไม คสช.อยากควบคุมโลกไซเบอร์? แล้วทำด้วยวิธีไหน? ชวนกลับไปอ่าน "หลังรัฐประหาร 57 คสช. คุมเน็ตด้วยวิธีใด?"

วันพุธ, มิถุนายน 13, 2561


ทำไม คสช.อยากควบคุมโลกไซเบอร์? แล้วทำด้วยวิธีไหน? ชวนกลับไปอ่าน "หลังรัฐประหาร 57 คสช. คุมเน็ตด้วยวิธีใด?"





หลังรัฐประหาร 57 คสช. คุมเน็ตด้วยวธีใด?


2015.12.24
Thai Netizen


ทำไม คสช.อยากควบคุมโลกไซเบอร์? แล้วทำด้วยวิธีไหน? “เศรษฐกิจดิจิทัล” ถูกยกขึ้นมาบังหน้าหรือไม่? คสช.ต้องมีอะไรบ้าง หากอยากคุมเน็ตได้แบบจีน? อ่านสรุปเสวนา “ระบอบการกำกับดูแลโลกไซเบอร์ไทย นับแต่รัฐประหาร 22 พ.ค. 57”


เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.58 เครือข่ายพลเมืองเน็ตจัดเสวนา “ระบอบการกำกับดูแลโลกไซเบอร์ไทย นับแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557” ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ ชั้น 11 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวิทยากรได้แก่ ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กิตติพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และมีอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต เป็นพิธีกร

ทำไม คสช.อยากควบคุมโลกไซเบอร์

“ที่ผ่านมา กปปส.ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือทำให้เสียงข้างน้อย สามารถทำให้รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากอยู่ไม่ได้”

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พูดถึงความสำคัญของอินเทอร์เน็ตต่อกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง เขากล่าวว่า จากพลังของเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เคยถูกนำมาใช้เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างในกรณีกลุ่ม กปปส. หรือตัวอย่างที่โลกได้เห็นมาแล้วจากเหตุการณ์การลุกฮือของประชาชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลในตะวันออกกลาง (Arab Spring) ที่ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือจนทำให้เผด็จการทหารอยู่ไม่ได้ เหล่านี้เป็นบทเรียนที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงของไทยเกิดความกลัว ผนวกกับการที่ไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่จัดว่าค่อนข้างสูง ทหารจึงเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องเข้ามากำกับควบคุมพื้นที่บนอินเทอร์เน็ต

เขากล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว การกำกับควบคุมพื้นที่อินเทอร์เน็ตมีหลายรูปแบบด้วยกัน ได้แก่
รูปแบบแรก ใช้ในยุคแรกของการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ต เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตถูกกำกับโดยปราศจากรัฐ และให้การพัฒนาของเทคโนโลยีเป็นตัวกำกับ

รูปแบบที่สอง การให้ผู้ประกอบการเอกชนกำกับดูแลกันเอง โดยมีกลไกตลาดเป็นแรงจูงใจ เห็นได้จาก “เงื่อนไขการใช้งาน” บริการออนไลน์ต่างๆ ที่ผู้บริการแต่ละรายกำหนดขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้ประกอบการจะกำหนดเงื่อนไขอะไรขึ้นมาก็ได้ เพราะหากผู้บริโภคไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขเหล่านั้นก็จะหันไปใช้บริการจากผู้ประกอบการเจ้าอื่นแทน

รูปแบบที่สาม การกำกับร่วมกับระหว่างรัฐกับเอกชน รวมถึงการพยายามทำให้สังคมเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลด้วย

รูปแบบสุดท้ายคือ การกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตแบบรวมศูนย์อยู่ที่รัฐ รัฐเป็นทั้งผู้ออกกฎและบังคับใช้กฎหมาย โมเดลสุดท้ายนี้มีประเทศจีนเป็นต้นแบบ

ทศพลกล่าวว่า รัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกที่จะใช้การกำกับอินเทอร์เน็ตในรูปแบบสุดท้าย นั่นคือแบบรวมศูนย์อยู่ที่รัฐ

อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์การกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของไทยและจีนแตกต่างกัน จีนออกแบบระบบที่รวมศูนย์เช่นนี้มาตั้งแต่แรกของการมีอินเทอร์เน็ตในประเทศ ขณะที่ประเทศไทย ในช่วงแรกอินเทอร์เน็ตถูกกำกับดูแลโดยเอกชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ก่อนที่จะมาถูกเปลี่ยนเป็นการกำกับดูแลแบบรวมศูนย์หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2557 ทศพลตั้งคำถามว่า ภายใต้บริบทที่ต่างกันเช่นนี้ ความพยายามกำกับควบคุมอินเทอร์เน็ตของรัฐไทยจะประสบความสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาการที่รัฐบาลพยายามเข้าหารือกับบริษัทเอกชนอย่างเฟซบุ๊กและกูเกิล แสดงให้เห็นว่าในการกำกับดูแลดังกล่าว รัฐไทยไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับบริษัทเอกชน
คสช. คุมอินเทอร์เน็ตด้วยวิธีไหน

ทศพลกล่าวถึงวิธีการควบคุมแบบรวมศูนย์ของ คสช.ว่า มีทั้งการใช้การสอดแนม ใช้สายลับ ใช้วิธีเจรจาผลประโยชน์กับผู้ประกอบการเอกชน การใช้กฎหมาย ใช้วิธีแบบการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism) ใช้สงครามไซเบอร์ และใช้วิธีชนะใจประชาชน

เรื่องการสอดแนมนั้น เห็นได้ตั้งแต่ความพยายามในการควบคุมการจราจรของข้อมูลที่ส่งผ่านระหว่างประเทศ มีการตั้งชุดจับตาการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ชาวไทย มีการปิดกั้นเว็บไซต์และดำเนินคดีกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต รวมทั้งชุดร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และแนวคิดการจัดตั้งซิงเกิลเกตเวย์

ส่วนการใช้วิธีการแบบสายลับ อาทิ การให้เจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้าไปในกรุ๊ปในเฟซบุ๊กเพื่อจับตาผู้ใช้ การใช้เครือข่ายประชาชนช่วยเฝ้าระวัง เช่น โครงการลูกเสือไซเบอร์ โครงการร้านเน็ตใสสะอาด และมีการให้รางวัลผู้ที่พบเห็นการโพสต์เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย

มีการเจรจาผลประโยชน์กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และบริษัทเอกชนที่ให้บริการด้านไอซีที

ส่วนการใช้กฎหมาย ได้แก่ การใช้กฎหมายความมั่นคง เช่น มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557, กฎอัยการศึก, คำสั่งคสช. มีความพยายามออกกฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ศาลทหารในการจัดการกับพลเรือน โดยเฉพาะในคดีที่มีการฟ้องร้องกันด้วย กฎหมายอาญามาตรา 112, 113, 116

ส่วนวิธีการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism) มีทั้งการรับสมัครแฮกเกอร์มาทำงานกับหน่วยงานรัฐ การซื้อซอฟต์แวร์สอดแนมจากบริษัท แฮ็กกิงทีม(Hacking Team) การทำฟิชชิ่งเพื่อเก็บข้อมูลของประชาชน (ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ที่พบว่ามีแอปพลิเคชั่นของตำรวจแอบเก็บข้อมูลของผู้ใช้เฟซบุ๊ก) ทศพลกล่าวว่า การพยายามขโมยข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ตัวบุคคลดังกล่าว (เช่น เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่าใครเป็นแอดมินเพจใด) เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน เขาตั้งคำถามด้วยว่า การกระทำดังกล่าวกระทำโดยมีหมายศาลหรือไม่ ถ้ากระทำก่อนแล้วค่อยขอหมายศาลก็เป็นการกระทำที่มีปัญหา แต่ถ้าศาลอนุญาต ก็มีคำถามต่อมาว่าศาลใดเป็นผู้อนุญาต แล้วทำไมถึงอนุญาตให้กระทำการเช่นนั้นได้

การใช้วิธีก่อสงครามไซเบอร์ (cyber warfare) เช่น การสร้างหน่วยรบไซเบอร์ของกองทัพ การโจมตีเพจเฟซบุ๊กของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR)

ส่วนวิธีการสุดท้ายคือ การใช้ “ไม้อ่อน” เพื่อพยายามชนะใจประชาชน เช่น การพยายามโฆษณาชวนเชื่อ (สติ๊กเกอร์ไลน์ “คืนความสุข” ของกองทัพ) มีการสร้างเพจเฟซบุ๊กจำนวนมากเพื่อโพสต์เนื้อหานิยมชมชอบรัฐบาล มีการจ้างเจ้าหน้าที่ควบคุมทิศทางการนำเสนอข่าว การพยายามเข้ามาแทรกแซงการประมูลคลื่น รวมทั้งการพยายามขีพเส้นว่า เรื่องใดที่ประชาชนพูดได้ และเรื่องใดที่ห้ามพูด
ยก “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขึ้นมาบังหน้า?

ทศพลกล่าวว่า ในขณะที่รัฐบาลนี้บอกว่าตนต้องการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การกระทำทั้งหมดที่ว่ามาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาล คสช.ไม่เข้าใจว่าเศรษฐกิจดิจิทัลคืออะไร

“สาระสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลคือต้องการกระตุ้นให้คนมาใช้อินเทอร์เน็ตมากๆ แต่ตอนนี้คนไทยไม่กล้า กลัวว่าถ้าโพสต์แบบนี้ไปจะโดนมาตรา 112 มันทำให้เกิดวัฒนธรรมเซ็นเซอร์ตัวเอง ซึ่งไม่ได้เอื้อต่อการเกิดเศรษฐกิจดิจิทัล”

“อินเทอร์เน็ตควรจะเป็นพื้นที่ที่คนรู้สึกสบายใจที่เข้าไปใช้ ไม่ใช่พอใจใช้ ต้องเหมือนเตรียมพร้อมจะไปรบ แล้วจะถูกฟ้อง…มันกระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัล หรือเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”

ทศพลกล่าวด้วยว่า การควบคุมอินเทอร์เน็ตแบบรวมศูนย์ดังกล่าวของ คสช.ยังทำให้ความไว้ใจ (trust) ในการใช้อินเทอร์เน็ตถูกกระทบโดยตรง กลุ่มคนอีกกลุ่มที่จะเดือดร้อนมากคือกลุ่มธุรกิจไอที และบรรยากาศการควบคุมอินเทอร์เน็ตแบบนี้จะไม่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจไอที ต่างจากสิงคโปร์และฮ่องกงโดยสิ้นเชิง

สุดท้ายเขากล่าวว่า จากทั้งหมดที่ว่ามา ตนเชื่อคสช.ยกคำว่าเศรษฐกิจดิจิทัลขึ้นมา เพื่อต้องการทำอย่างอื่นมากกว่า
หลังรปห. รัฐใช้กฎหมายความมั่นคงควบ พ.ร.บ.คอมฯ จัดการผู้ใช้เน็ต

ด้านสาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตต่อการควบคุมอินเทอร์เน็ตหลังรัฐประหาร พ.ศ.2557 ว่า

ในช่วงหลังรัฐประหาร เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามเอาผิดกับผู้แสดงความคิดเห็นในโลกอินเทอร์เน็ต โดยนำกฎหมายด้านความมั่นคงซึ่งมีโทษสูง เช่น กฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 มาใช้ แทนที่จะใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 เพียงอย่างเดียว รวมทั้งยังทำให้คดีเหล่านี้ถูกพิจารณาในศาลทหารไม่ใช่ศาลพลเรือน เธอเห็นว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลต้องการให้คดีเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรง ทำให้ประชาชนคนอื่นเกิดความหวาดกลัว จนกระทั่งต่อไปนี้จะกดไลก์ไม่อาจไม่กล้า

ซึ่งในประเด็นศาลทหารนี้ ปัญหาของศาลทหารคือ กระบวนการพิจารณาคดีของศาลทหารจะมีศาลเพียงชั้นเดียว จำเลยไม่สามารถอุทธรณ์ได้ มีผู้พิพากษาเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่จบนิติศาสตร์ส่วนผู้พิพากษาอีกสองคนเป็นทหาร นอกจากนี้ ศาลทหารยังมีประเด็นเรื่องสิทธิของจำเลย

เธอกล่าวด้วยว่า การควบคุมโลกออนไลน์ด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นไม่ได้มาจากรัฐบาลหรือทหารฝ่ายเดียว แต่เป็นประชาชนด้วยกันเองด้วย

ส่วนทิศทางการควบคุมอินเทอร์เน็ตไทยในอนาคต สาวตรีมองว่า ตนคิดว่าประเทศไทยจะยังมีการควบคุมอินเทอร์เน็ตแบบนี้ต่อไปอีกนาน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจนกว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเมื่อมองในระดับโลก ตนคิดว่าการควบคุมอินเทอร์เน็ตโดยรัฐก็จะเข้มงวดขึ้นด้วย เพราะมีประเด็นเรื่องการก่อการร้าย และในอนาคต รัฐไทยก็อาจจะนำข้ออ้างเรื่องการก่อการร้ายมาใช้ควบคุมอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น รัฐไทยก็ดูจะมีความชอบธรรมมากกว่าเสียอีก เพราะเรื่องการก่อการร้ายกำลังเป็นกระแสในโลกปัจจุบัน

สุดท้าย สาวตรีได้ฝากข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
ควรมีศาลชำนาญการพิเศษในเรื่องไอทีโดยเฉพาะ และมีผู้พิพากษาสมทบที่มีความรู้เรื่องนี้
กฎหมายอาญาต้องบัญญัติให้ชัดเจน และต้องตรวจสอบการใช้ดุลพินิจได้
ควรมีการปรับแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อระบบเท่านั้น ไม่รวมเรื่องเนื้อหา
รัฐบาลต้องทบทวนดูอีกครั้งว่า มีความจำเป็นต้องมี พ.ร.บ.ว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือไม่ เพราะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ก็คือการกระทำผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ในระดับร้ายแรง ซึ่งสามารถเพิ่มเนื้อหาเข้าไปใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่มีอยู่แล้วได้ หรือหากจะมี พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ ก็ควรเป็นเรื่องของการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อป้องกันและดูแลความปลอดภัยไซเบอร์มากกว่า
ควรมีองค์กรที่เข้มแข็งจะมาคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของประชาชน
ต้องแก้รัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญใหม่ต้องกำหนดให้นำผู้ที่ทำรัฐประหารเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อที่รัฐประหารจะได้ไม่เกิดขึ้นอีกเหมือนดังที่หลายประเทศทำมาแล้ว
ต้องมีการปฏิรูปกองทัพ โดยลดบทบาททางการเมืองและลดงบประมาณของกองทัพลง เพื่อให้ทหารกลายเป็นทหารอาชีพจริงๆ แต่คำถามคือรัฐบาลพลเรือนที่จะเข้ามาจะกล้าทำหรือไม่
ควรมีการตั้งองค์กรตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย สาวตรีย้ำว่าวคำว่า “ประชาธิปไตย” ในที่นี้ต้องเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบไหนความหมายไทยๆ โดยยกตัวอย่างว่าในประเทศเยอรมนีก็มีองค์กรเช่นนี้
ในเรื่องพยานหลักฐานดิจิทัล กฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญาต้องเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยเข้าถึงพยานหลักฐานดิจิทัลปฐมภูมิได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเก็บข้อมูล ฝ่ายจำเลยมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นเพื่อค้นหาพยานหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์เช่นกัน
พยานหลักฐานดิจิทัล: โยนภาระพิสูจน์ความบริสุทธิ์บางส่วนให้จำเลย?

สาวตรีกล่าวถึงเรื่องพยานหลักฐานดิจิทัลต่อว่า เนื่องจากคดีที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานดิจิทัลเป็นคดีที่ไม่มีประจักษ์พยาน ตัวพยานหลักฐานจึงอยู่ในการรับรู้ของจำเลยมากกว่า กระแสของโลกในตอนนี้จึงมีการผลักภาระในการพิสูจน์บางส่วนไปอยู่ที่ฝ่ายจำเลย (พิสูจน์ว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์) ด้วยกระแสที่เป็นแบบนี้ ยิ่งทำให้การที่ทั้งสองฝ่ายเข้าถึงพยานหลักฐานดิจิทัลได้เท่าเทียมกันยิ่งมีความสำคัญ

กิตติพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค หนึ่งในวิทยากรเสริมว่า อย่างไรก็ตาม หากจำเลยสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานได้ ก็มีความท้าทายเราจะสามารถทำให้แน่ใจได้อย่างไรว่าพยานหลักฐานนั้นจะไม่มีการปนเปื้อน (เรื่องของการรักษา chain of custody)

หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาตั้งข้อสังเกตชวนให้คิดต่อ โดยระบุว่า การที่กระแสโลกปัจจุบันผลักภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์บางส่วนไปให้จำเลย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนหลักการของกฎหมายอาญาที่ให้ภาระการพิสูจน์ความผิดต้องตกอยู่กับโจทก์เท่านั้น ว่าพยานหลักฐานดิจิทัลเป็นเรื่องทางเทคนิคที่มีความซับซ้อน การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในคดีที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานดิจิทัลไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปจะทำได้ ปัญหานี้จะจัดการอย่างไร

ทศพลเสริมในประเด็นพยานหลักฐานดิจิทัลด้วยว่า หากภาระในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต้องตกอยู่กับจำเลย ก็อาจทำให้คนหวาดกลัวและไม่สบายใจที่จะใช้อินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าสิ่งนี้จะกระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งมีอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นฐานอย่างแน่นอน

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต พิธีกรกล่าวเสริมว่า ในการช่วยโจทก์หรือจำเลยพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลนั้น จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่จำนวหนึ่ง แต่ปัญหาก็คือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่อยากมาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีบางคดีเพราะเกรงว่าจะไปกระทบกับหน้าที่การงาน หลายคนจึงขอปฏิเสธที่จะมีชื่อปรากฎอยู่ในคดีเหล่านี้
คสช.ต้องมีอะไรบ้าง หากอยากคุมเน็ตได้แบบจีน

กิตติพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค หนึ่งในวิทยากรกล่าวว่า ถ้าจะกล่าวเฉพาะในทางเทคนิค หากรัฐบาลต้องการควบคุมพื้นที่อินเทอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์ รัฐก็ต้องมีขีดความสามารถดังต่อไปนี้
มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเป็นเงื่อนไขแรกที่ต้องมี กิตติพงษ์กล่าวว่า ความพยายามจัดตั้งซิงเกิลเกตเวย์เป็นความพยายามหนึ่งในการสร้างขีดความสามารถนี้
มีความสามารถในการคัดกรองข้อมูลที่ได้มา
มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลที่หามาได้ ซึ่งต้องอาศัยพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับการเก็บข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมหาศาลบนอินเทอร์เน็ต
มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล
มีทรัพยากรบุคคลที่พร้อม มีความรู้และทักษะที่จำเป็น ซึ่งกิตติพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันระเบียบของหน่วยงานรัฐไทยยังไม่สามารถดึงดูดคนที่มีความสามารถเข้ามาทำงานด้วยได้

กิตติพงษ์กล่าวหา หากรัฐไทยมีขีดความสามารถทางเทคนิคข้างต้นครบ เราก็สามารถเป็นอย่างประเทศจีน ซึ่งควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างเบ็ดเสร็จได้ อย่างไรก็ตาม แม้เราจะใช้งบประมาณลงทุนมหาศาลเพื่อสร้าง “กำแพงไฟร์วอลล์อันยิ่งใหญ่” (The Great Firewall) เหมือนจีน แต่กำแพงนั้นก็มีช่องโหว่และสามารถใช้การหลบเลี่ยงได้เสมอ เหมือนที่หลายคนใช้เครื่องมือหลบเลี่ยงเพื่อเข้าถึงแอปที่ถูกปิดกั้นในจีนอย่างเฟซบุ๊ก “ถ้าผมเป็นรัฐบาลเผด็จการ สิ่งที่ผมจะถามคือมันคุ้มหรือเปล่า แล้วถ้าจะทำอย่างนี้เราจะต้องเสียอะไรไปบ้าง” กิตติพงษ์กล่าว

อาทิตย์เสริมว่า ในกรณีของจีน จีนเป็นทั้งผู้ผลิตเทคโนโลยีเอง มีจำนวนคนมหาศาล ต่างกับไทย นอกจากนี้ ตนคิดว่าจีนได้พัฒนามาจนถึงจุดที่ว่าสามารถคัดกรองได้แล้วว่า คนกลุ่มใดรัฐควรต้องจับตา และคนกลุ่มไหนที่รัฐไม่ควรเข้าไปยุ่ง การมีเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนทำให้จีนมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายการสอดแนมและควบคุมอินเทอร์เน็ตกับคนกลุ่มที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องด้วย

วงเสวนายังได้ตั้งคำถามถึงความปลอดภัยไซเบอร์หากประเทศมีอินเทอร์เน็ตเกตเวย์เดียว กิตติพงษ์กล่าวว่า หากซิงเกิลเกตเวย์โดนแฮ็ก ข้อมูลของคนทั้งประเทศก็จะไม่ปลอดภัย นี่จะทำร้ายระบบเศรษฐกิจดิจิทัลเพราะมันจะทำให้ความปลอดภัยในการทำธุรกกรรมออนไลน์เป็นศูนย์ และผู้ประกอบการก็จะไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องย้ายไปลงทุนต่างประเทศ

“การลงทุนครั้งนี้จะเป็นการลงทุนเพื่อทำเครื่องมือให้แฮ็กเกอร์เข้ามาใช้หรือเปล่า” อาทิตย์ พิธีกรกล่าวสรุปคำพูดข้างต้นของวิทยากรก่อนจบการเสวนา

ชมคลิปบันทึกการเสวนา

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ขอขอบคุณข้อมูล :
(Bangkok Post, 19 Jul 2015)

เพิกเฉยคำสั่งนายกฯ! “บ้านพักดอยสุเทพ” พบข้าราชการ 30 ครอบครัว เริ่มเข้าอยู่แล้ว

วันพุธ, มิถุนายน 13, 2561

เพิกเฉยคำสั่งนายกฯ! “บ้านพักดอยสุเทพ” พบข้าราชการ 30 ครอบครัว เริ่มเข้าอยู่แล้ว





เพิกเฉยคำสั่งนายกฯ! “บ้านพักดอยสุเทพ” พบข้าราชการ 30 ครอบครัว เริ่มเข้าอยู่แล้ว


12 มิ.ย. 2561
PPTV


อีก 1 สัปดาห์จะถึงกำหนดส่งมอบบ้านพักตุลาการ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ เฟสสุดท้าย ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพรอคอย เพราะหมายความว่ากระบวนการหลังจากนั้น จะเข้าสู่ช่วงการปรับพื้นที่เพื่อคืนพื้นป่าให้ดอยสุเทพ ตามที่ทุกฝ่ายตกลงกัน แต่ดูเหมือนการแก้ปัญหาจะถูกยืดเวลาออกไปเมื่อผู้รับเหมาก่อสร้างจะเลื่อนกำหนดการส่งมอบงาน เพราะยังก่อสร้างไม่เสร็จ ขณะที่การเข้าตรวจสอบพื้นที่ของเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ล่าสุดถูกห้ามไม่ให้เข้าพื้นที่


วันนี้ (12 มิ.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เสื้อผ้าที่ถูกตากไว้ริมระเบียงอาคารที่พักภายในศาลอุทธรณ์ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ คือ สิ่งที่ทำให้เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กังวลว่า ข้าราชการศาลยุติธรรมและข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนิ่งเฉยต่อมติการหารือร่วมกันระหว่างภาคประชาชนกับตัวแทนรัฐบาล ที่ระบุว่าจะไม่มีการใช้อาคารดังกล่าวเป็นที่พักของข้าราชการ เพราะจุดนี้รุกล้ำพื้นที่ป่าเชิงดอยสุเทพ นายบัณรส บัวคลี่ โฆษกเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า ได้รับข้อมูลว่ามีข้าราชการเข้าพักอาศัยในอาคารดังกล่าวกว่า 30 ครอบครัว และเมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ธุรการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้รับคำตอบว่ายังไม่มีคำสั่งหรือแผนให้ข้าราชการกลุ่มนี้ย้ายออกจากบ้านพักดังกล่าว





นอกจากนี้ยังพบว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา พบการเปิดไฟฟ้าส่องสว่างในพื้นที่ ซึ่งทางเครือข่ายฯคาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงที่ผู้รับเหมาทดสอบระบบน้ำ-ไฟส่องสว่าง ก่อนส่งมอบอาคารบ้านพักจำนวน 45 หลัง แต่การตรวจสอบข้อมูลพบว่า การก่อสร้างอาจล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้ผู้รับเหมาไม่สามารถส่งมอบบ้านพักชุดสุดท้ายในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ได้





ขณะที่การเดินทางมาที่หน้าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วันนี้ เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ระบุว่า เป็นการเดินทางมาตามนัดหมายของคณะอนุกรรมการศึกษาการดำเนินการในส่วนของสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้พื้นที่เป็นป่าสมบูรณ์ และคณะอนุกรรมการศึกษาการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับเป็นป่าสมบูรณ์ ที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน แต่เจ้าหน้าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้กลุ่มภาคประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการเข้าตรวจสอบ โดยอนุญาตให้เฉพาะคณะอนุกรรมการฯที่เป็นตัวแทนจากหน่วยงานราชการ และนักวิชาการเท่านั้น





โดยหลังจากนี้ นายบัณรส ระบุว่า จะแจ้งเรื่องให้คณะกรรมการรับทราบ เพราะการแต่งตั้งภาคประชาชนเป็นคณะอนุกรรมการเป็นการดำเนินการตามแนวทางหาทางออกปัญหาข้อพิพาทเรื่องการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ




...




หมดเวลาของพวกคุณแล้ว !!!
บ้านตุลาการบนดอยสุเทพ ต้องหยุดก่อสร้างและเลิกยื้อ !!!

เครือข่ายและชาวเชียงใหม่ ยอมยืดเวลามาให้ถึง 18 มิ.ย. 61
เพราะพวกคุณอ้างว่า ผู้รับเหมาจะฟ้อง หากไม่ส่งงานงวดสุดท้าย

งานนี้ ผู้รับเหมาซึ่งได้รับการขยายเวลามาเกือบ 3 ปี เป็นคนผิดสัญญา
เพราะทำไม่เสร็จเอง จึงไม่มีข้ออ้างอันใดอีก

สำนักงานศาลยุติธรรม ต้องแถลงการณ์ออกมา ว่าพวกคุณจะคืนพื้นที่
วันไหน ??

ข้าราชการที่เข้าไปอยู่ทั้ง 30 ครอบครัว ต้องย้ายออกไป
ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี !!!

เพราะนี่คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับเครือข่ายฯและชาวเชียงใหม่ !!!
หากไม่ปฏิบัติตาม...ชาวเชียงใหม่พร้อมแล้วครับ

( การปล่อยให้ผู้รับเหมาทำต่อ ก็หมายถึงการต้องตัดต้นไม้ใหญ่บริเวณที่จะสร้างรั้วที่ยังไม่เสร็จอีกนับ 10 ต้น.....พอได้แล้ว )

ขอบคุณข้อมูลจาก PPTV

เวียดนามเลื่อนลงมติร่าง กม.เปิดทางต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี หลังประท้วงใหญ่ ผู้ประท้วงกังวลว่านักลงทุนจีนจะเข้ามาถือครองที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว - แล้ว"พ.ร.บ.อีอีซี"ของไทยละ... ขายชาติ?

เวียดนามเลื่อนลงมติร่าง กม.เปิดทางต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี หลังประท้วงใหญ่ ผู้ประท้วงกังวลว่านักลงทุนจีนจะเข้ามาถือครองที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว - แล้ว"พ.ร.บ.อีอีซี"ของไทยละ... ขายชาติ?



GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพผู้ประท้วงในกรุงฮานอยบอกว่าพวกเขาจะออกเดินขบวนอีก


เวียดนามเลื่อนลงมติร่าง กม.เปิดทางต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี หลังประท้วงใหญ่



สภาแห่งชาติเวียดนามเลื่อนการลงมติร่างกฎหมายพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษซึ่งอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี แล้ว หลังการชุมนุมประท้วงใหญ่ทั่วประเทศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ประท้วงกว่าร้อยคนถูกจับกุม และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายสิบคนได้รับบาดเจ็บ จากเหตุประท้วงคัดค้านร่างกฎหมายพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษซึ่งอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี ซึ่งบางฝ่ายกังวลว่านักลงทุนจีนจะเข้ามาถือครองที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว

นางเหวียน ถิ กิม เงิน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม ระบุว่า ผู้ประท้วงอาจจะเข้าใจร่างกฎหมายผิด และ "ขอให้ผู้ประท้วงใจเย็นลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาแห่งชาติรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสมอเวลาพูดเคยเจรจาเรื่องกฎหมาย"

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ที่จังหวัดบิ่งถ่วน ผู้ประท้วงปาระเบิดขวดและก้อนอิฐใส่ที่ทำการคณะกรรมการประชาชน ผู้ประท้วง 102 คนถูกจับที่นั่น ส่วนที่กรุงฮานอย ตำรวจควบคุมตัวผู้ประท้วงกว่า 10 คนที่เดินขบวนไปตามถนนที่พลุกพล่าน บางคนถือป้ายแสดงความต่อต้านจีน อาทิ "ไม่ให้จีนเช่าที่ดิน วันเดียวก็ไม่ให้"

ในเบื้องต้น ร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งมีเป้าหมายกระตุ้นการพัฒนาใน 3 จังหวัดทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ของเวียดนาม จะอนุญาตให้ผู้ลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้นาน 99 ปี แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายเหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม บอกว่าจะลดช่วงระยะเวลาการเช่าลง แต่ไม่ได้ระบุว่าเท่าไหร่

ผู้ประท้วงกังวลว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จะให้สิทธิในการเช่าที่ดินกับนักลงทุนจีนในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ และนี่จะเป็นข้ออ้างให้จีนเข้าครองเกาะเวินโดน ซึ่งอยู่ใกล้พรมแดนที่ทั้งสองประเทศถือครองร่วมกัน

.
.


"พ.ร.บ.อีอีซี"ขายชาติ?

เรื่องการให้ต่างชาติเช่าที่ดินเป็นเวลานาน 99 ปี ก็เป็นประเด็นที่เคยมีการถกเถียงในไทย ในช่วงที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และกฎหมายฉบับนี้เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกลางเดือนพฤษภาคม โดยประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงคือรายละเอียดในมาตราที่ 52 ในประเด็นการให้เช่าซึ่งระบุว่า ให้สิทธินักลงทุนต่างชาติทำสัญญาเช่าที่ดินไม่เกิน 50 ปี และต่อสัญญาไม่เกิน 49 ปี

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นการ "ขายชาติ"แต่ประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ยืนยันว่าการให้สิทธิแก่นักลงทุนต่างประเทศในการเช่าที่ดินนาน 99 ปี มิได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน และไม่ได้เป็นการอนุมัติระยะเวลาการเช่ารวดเดียว 99 ปี แต่แบ่งการอนุมัติออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกอนุมัติระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 50 ปี และระยะที่สอง สามารถต่ออายุการเช่าได้อีกไม่เกิน 49 ปี เมื่อรวม 2 ระยะแล้วไม่เกิน 99 ปี





นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขอีก 4 ประการกำกับการอนุมัติสิทธิการเช่าที่ดินระยะยาวอีกคือ ต้องเป็นการเช่าที่ดินเพื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด ต้องเป็นการเช่าที่ดินซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ และต้องมีการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ตลอดจนรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาวะชุมชน(EHIA) จึงจะเข้าเงื่อนไขได้สิทธิการเช่าระยะยาว 50+49 ปี

ข้อมูลในเว็บไซต์ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกระบุว่า ในปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนมีรายละเอียดการให้ต่างชาติเช่าที่ดินดังนี้ สิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา ให้เช่า 99 ปี โดยไม่มีการต่อสัญญา เวียดนามให้เช่า 70 ปี โดยไม่มีการต่อสัญญา เมียนมา ให้เช่า 50 ปี แต่ให้ต่อสัญญา ได้ 2 ครั้ง ๆ ละ 10 ปี ลาวให้เช่า 50 ปี ต่อสัญญาเป็นรายกรณี ฟิลิปปินส์ให้เช่า 50 ปี ต่อสัญญาได้ 25 ปี อินโดนีเซีย ให้เช่า 25-30 ปี ต่อสัญญาได้ 20 ปี และบรูไน ให้เช่า 25-99 ปี ต่อสัญญาเป็นรายกรณี
.
ที่มา บีบีซีไทย

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โห่! นินทาพวกเหล่าคนดีนี่มันมันแบบนี้นี่เอง....อิอิ : “จะเอาอะไรกับประเทศที่ดิลโด้เป็นวัตถุต้องห้าม และปลัดขิกเป็นวัตถุมงคล” เมื่อ 'ตั๊น' รอเงินกองทุนยุติธรรม เมีย 'ดอน' เพิ่งโอนหุ้นให้ลูก

วันพุธ, มิถุนายน 10, 2561

“จะเอาอะไรกับประเทศที่ดิลโด้เป็นวัตถุต้องห้าม และปลัดขิกเป็นวัตถุมงคล” เมื่อ 'ตั๊น' รอเงินกองทุนยุติธรรม เมีย 'ดอน' เพิ่งโอนหุ้นให้ลูก

เรื่องของ ตั๊น กฤดาการ นี่บางคนเขาว่า อย่างหนา คล้ายๆ เรื่องของเมียดอน’ ปรมัตถ์วินัย ต่างแต่ว่าดอนบอกให้ดูหน้าเขาแล้วกันว่าสะทกสะท้านบ้างไหม แล้วอย่าถามหาสปิริตอะไรเพราะไม่ใช่นักกีฬา

จำกันได้นะ ตั๊น สาวไฮโซกู้ชาติ ผู้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของ กปปส. เพราะนอกจากตระกูลของพ่อเป็นมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ของไทยแล้ว มารดายังเป็นพวกเลือดสีฟ้า นางสนองฯ ของราชินี และเป็นนางเอกหนังใหญ่ ทำให้น.ส.จิตรภัสร์ เลือกใช้นามสกุลแม่เมื่อเธอไปยืนข้างการเมืองสีเหลือง ด่าแดงว่าบ้านนอกโง่เง่าไม่ควรได้สิทธิทางการเมืองเท่าพวกผู้ดี

ดังนั้นตั๊นจึงได้เป็นผู้ต้องหาสำคัญคดีกบฏล้มล้างประชาธิปไตยที่ฝ่ายเสื้อแดงฟ้องไว้ ร่วมกับผู้ต้องหาดังๆ คนอื่นอีกหลาย เช่น เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สุริยะใส กตะศิลา นิติธร ล้ำเหลือ ซึ่งอัยการหลงลืม ๕ ปีแล้วยังไม่ได้สั่งฟ้อง

พอทนายความเพื่อสิทธิฯ วิญญัติ ชาติมนตรี ยื่นคำร้องจี้เมื่อกลางเดือนพฤษภา อัยการถึงได้เรียกผู้ถูกกล่าวหาไปให้การในวันที่ ๓๑ พ.ค. ก็กลับปรากฏว่าไม่มีผู้ถูกกล่าวโทษสักคน สน’ จะไป อ้างโน่นอ้างนี่ บ้างติดประชุม บ้างติดสอนหนังสือ เห็นว่าบางคนติดปัญหาไม่ได้อยู่ในประเทศเสียแล้วก็มี
 
สำหรับ น.ส.ตั๊น ผู้ที่อยากเป็นตำรวจใจจะขาด แต่พลาดเมื่อตอนก่อม็อบด่าสาดเสียตำรวจเอาไว้มาก การจะเป็นผู้กองยอดรักเลยไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ มาตอนนี้อ้างเหตุไม่ไปพบอัยการ ว่าติดขัดที่ยังรอขอรับเงินค่าประกันตัวจากกองทุนยุติธรรมอยู่

๕ วันผ่านไป เมื่อเสียงวิพากษ์ดังลั่น อะไรวะ สาวตั๊นนี่นะต้องพึ่งกองทุนยุติธรรม ทางกระทรวงยุติธรรมเลยต้องออกมาแถลง รองปลัดกระทรวงแจ้งว่า น.ส.จิตรภัสร์เพิ่งยื่นคำร้องขอรับเงินประกันจากรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๘ พ.ค. นี่เอง

รองฯ ธวัชชัย ไทยเขียว ชี้แจงระเบียบกองทุนฯ ว่านอกจากผู้ยื่นคำร้องจะต้อง “ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไม่ไปก่อเหตุภยันตรายประการใดแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ขอรับความช่วยเหลือ” ด้วย

“ปกติ คณะกรรมการฯ จะมีฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนไว้กับรัฐบาล หากมีชื่อในบัญชีดังกล่าว คณะกรรรมการจะพิจารณาช่วยเหลือ ส่วนบุคคลอื่นที่มายื่นเรื่องแต่ไม่ได้มีชื่อในบัญชีนั้น คณะกรรมการจะให้ส่งเอกสารสถานะรายได้มาด้วยเพื่อประกอบการพิจารณา”

รองฯ ธวัชชัย บอกด้วยว่า ขอความกรุณาผู้ยื่นขอให้กองทุนฯ ช่วยเหลือ รีบส่งหลักฐานแสดงฐานะทางเศรษฐกิจ (ว่าเป็นผู้ยากจนจริง) ไปให้ไวไว จะได้เริ่มพิจารณา (ไม่เช่นนั้นก็จะคาราคาซังอย่างนี้ต่อไป)


รองฯ ยังพาดพิงกรณีหนึ่งเป็นตัวอย่าง ว่านักธุรกิจใหญ่ขอรับเงินประกันจากกองทุนฯ พอต้องส่งเอกสารการเงินเลยอิดเอื้อนไม่ส่งให้เสียที ไม่แน่ใจด้วยเหตุผลใด จะประวิงเวลาหรือไม่ แต่คณะกรรมการก็สั่งยุติคำร้องนั้นไป (ไม่หวังว่าคดีของสาวตั๊นจะมาอีหรอบเดียวกันอีก -รองฯ ธวัชชัยไม่ได้ว่า)

มาถึงกรณีนางนรีรัตน์ ปรมัตถ์วินัย ถือหุ้นบริษัทปานะวงศ์ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่นายดอนผู้เป็นสามีไม่ได้แจ้งให้ ปปช. ทราบภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ซึ่งกำหนดให้รัฐมนตรีต้องแจ้งรายการทรัพย์สิน (กรณีหลักทรัพย์หุ้น ถ้ามีมากกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ลูกอาจเว้น แต่เมียไม่เว้น)

เรื่องของดอนนี้ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นผู้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการเลือกตั้งเป็นผู้ตรวจสอบ เพิ่งมีมติ ๓-๒ ออกมาได้สองสามวันว่ามีความผิด และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินโทษ มีการเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งพักงานนายดอนไว้ก่อนระหว่างที่มีการสอบสวน แต่ตัวใหญ่ๆ คสช. ต่างปฏิเสธไม่ทำ โดยที่นายวิษณุ เครืองาม บอกว่าถ้านายดอนจะลาออกด้วยสปิริตของตัวเองเป็นอีกเรื่อง
 
วันประชุม ครม. เมื่อวาน (๕ พ.ค.) นักข่าวกลุ้มรุมถาม รมว.ต่างประเทศว่าจะเป็นอย่างไร นายดอนตอบอย่างยียวน...ยิ้มซ่าร่าเริงว่า ให้ดูหน้าตนสิ เป็นอย่างนี้แหละ ถ้าคิดจะลาออกคงไม่มาประชุมวันนี้หรอก และว่าในที่ประชุม ครม. ไม่เห็นมีใครซีเรียสอะไรกับเรื่องหุ้นของตน นายกฯ ก็ไม่ได้ถาม

นอกนั้น รมว. กต. ซึ่งเที่ยวไปบอกนานาชาติว่าประเทศไทยมีสิทธิมนุษยชนเต็มเปี่ยม ขณะที่องค์การสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ ยังคงเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ยุติการละเมิดสิทธิพลเมืองอยู่ทุกวี่ทุกวัน ตอบคำถามเรื่องสปิริตลาออกอย่างกวนๆ ให้ไปเรียกร้องเอากับนักกีฬาสิ

ขณะที่เมื่อวานซืนนายดอนยกข้อต่อสู้มาอ้าง ว่าภรรยาของตนได้ทำการโอนหุ้นไปให้ลูกชายแล้วเมื่อเดือนก่อน เหลือจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

แต่ว่า เพิ่งมาจัดการเมื่อผ่านมาแล้วเป็นปีๆ ทั้งที่กฎหมายระบุให้แจ้งภายใน ๓๐ วัน แถกันไปข้างๆ คูๆ อย่างนี้ คสช.ทำได้ บิดเบี้ยวเหนือกฎหมายเป็นความเคยชิน ทีกับคนที่เรียกร้องต้องการเลือกตั้งเสียที พวกนี้กลับโดนข้อหาระนาว

ประชาไททำสถิติเป็นกร๊าฟฟิคไว้เห็นแล้วน่าโมโห คดีผู้รวมตัวชุมนุมที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ ๖๒ คน หรือ ยูเอ็น ๖๒’ ล้วนเป็นนักศึกษาและชาวบ้านธรรมดาทั้งนั้น แม้หลายคนทำกิจกรรมบ่อยหน่อย ออกมาเรียกร้องหลายครั้ง ก็โดนแล้วโดนอีกหลายคดีถึง ๓๖ คน
พวกหน้าใหม่อีก ๒๖ คน บางคนโดนสองข้อหา ขัดคำสั่ง คสช. ฉบับเก่ง ๓/๒๕๕๘ ที่งัดออกมาใช้ปราบนักประชาธิปไตยโดยตรง ประกบด้วย มาตรา ๑๑๖ ข้อหาอั้งยี่ ส้องสุมกันขัดขวางผู้ครองเมือง


นี่ก็ข้อหาโหลที่องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติบอกว่าเลิกอ้างได้แล้ว แต่ คสช. ทำหน้าเหลอเลิกคิ้วนิดนึงแล้วบอกว่า ไอโนโนว ยูคัมคัมลงทุนอีอีซี ขณะที่คนรุ่นใหม่ในประเทศร้องยี้ เมื่อ ผอ. กระทรวงยุติธรรมออกมาต่อต้านการใช้อุปกรณ์ประกอบกาม แนะให้นั่งสมาธิและเล่นกีฬาแก้กำหนัดแทน

จนทำให้เพจเฟชบุ๊ค เรื่องจริงผ่าน Wall’ ย้อนเอาว่า “จะเอาอะไรกับประเทศที่ดิลโด้เป็นวัตถุต้องห้าม และปลัดขิกเป็นวัตถุมงคล”

ฃอบคุณบทความจากThaienews

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เขาคือใคร! ตอนที่ 2

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เขาคือใคร! ตอนที่ 2 


GM : เราพูดถึงเรื่องหนังสือเยาวชนที่สังคมไทยมุ่งสอนเรื่องคุณธรรมมากกว่าจินตนาการ แล้วส่วนตัวคุณเชื่อในศาสนาไหม

ธนาธร : ผมคิดว่าทุกคนมีพระเจ้าของตัวเอง แล้วคุณก็คุยกับพระเจ้าของคุณเองได้โดยไม่ต้องผ่านวัด โบสถ์ หรือมัสยิด คุณคุยกับพระเจ้าของตัวคุณได้ แม้กระทั่งระหว่างการวิ่ง คุณก็คุยกับพระเจ้าได้ คุณไม่ต้องไปตักบาตร ไปมิสซา หรือละหมาดเพื่อจะคุยกับพระเจ้า สิ่งที่ผมเชื่อก็คือศรัทธาทางศาสนาควรจะเป็นศรัทธาที่เปิดกว้าง และไม่ควรมีวัดหรือศาสนา หรือองค์กรใดมาบังคับหรือเชิดชูความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งให้มากกว่าความเชื่ออื่นๆ เช่น รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ผมคิดว่ารัฐควรจะถอยตัวเองออกมาจากเรื่องศาสนา ไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาอะไรเลย ที่นี่คุณจะนับถือยูดาย คุณจะนับถือเต๋า นับถือเซนก็ได้ เหมือนอย่างธรรมกาย ต่อให้ไม่เห็นด้วยกับธรรมกาย รัฐก็ไม่ควรไปยุ่ง ปัญหาคือถ้ารัฐไปยุ่ง มันก็จะซับซ้อนวุ่นวายไปหมด 
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีผู้ลงสมัครผู้ว่า 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้สมัครที่นับถือศาสนาอิสลาม อีกคนหนึ่งเป็นผู้สมัครที่นับถือคริสต์ สิ่งที่น่าตลกมากก็คือ ผู้สมัครที่นับถือศาสนาคริสต์เคยเป็นผู้ว่ามาก่อนและมีผลงาน ประชาชนชอบผลงาน แต่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ประชากรมุสลิมหนาแน่น แล้วมีป้ายหนึ่งในมัสยิดของพวกหัวรุนแรงเขียนว่า ‘การเลือกผู้ว่าที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลามถือว่าผิดหลักศาสนา’ นี่คือการเอาเรื่องรัฐกับเรื่องศาสนามาเกี่ยวข้องกัน ซึ่งผมเห็นว่าไม่ควร
GM : จริงๆ ในอดีต อำนาจรัฐกับอำนาจทางศาสนาแนบชิดกันมาโดยตลอด 
ธนาธร : ใช่ เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้น คุณไปดูครูเสด สงครามระหว่างคริสต์กับอิสลาม มีคนตายเป็นล้าน ผมคิดว่าสิ่งที่ถูกคือการแยกรัฐกับศาสนาออกจากกัน เหมือนยุโรปกับญี่ปุ่น ผมคิดว่าอะไรก็ตามที่บังคับให้คนเชื่อหรือศรัทธาในสถาบัน มันนำไปสู่ความรุนแรง ตัวอย่างการเชิดชูสถาบัน เช่น นักเรียนอาชีวะที่ปัญหาทั้งหมดมาจากการยึดติดกับสถาบัน ในเยอรมนี หลายมหาวิทยาลัยไม่มีการรับใบประกาศนียบัตร เพราะมันเป็นการส่งเสริมให้เกิดสถาบันนิยม
ไม่ว่าจะศาสนานิยม อะไรนิยมก็ตาม ชาตินิยมยิ่งแล้วใหญ่ อะไรก็ตามที่มีการสร้างสถาบันนิยมขึ้นมา การสร้างสถาบันนิยมรับใช้แต่คนที่เป็นชนชั้นนำของสถาบันนั้น และทำให้เกิดความรุนแรง ทำให้เกิดความขัดแย้งกับสังคมอื่นๆ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นศาสนา ชาติ เราควรจะประนีประนอมกันเพื่อสันติภาพของโลก อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พูดเรื่อง Make America Great Again มันคือการปลุกปั่นเรื่องชาตินิยม ผูกเงื่อนไขให้คนเกลียดกัน และท้ายที่สุดนำไปสู่สงคราม สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็แบบนี้ ญี่ปุ่นก็นิยมในตัวจักรพรรดิ การสร้างอะไรที่มันเป็นนิยมหรือศรัทธาขึ้นมา จะนำไปสู่การทำลายล้างกันเองของมนุษยชาติ 
GM : จากประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปในสถานที่ต่างๆ มากมาย คุณมองความน่าอยู่ของเมืองไทยอย่างไร
ธนาธร : ผมเพิ่งคิดเรื่องนี้เมื่อวานนี้เอง เจออะไรไม่รู้ทำให้ผมคิดเรื่องนี้ เมืองไทยนี่มันเป็น Land of Smile ใช่ไหม ผมมานั่งคิดว่าทำไมเราถึงยิ้ม แล้วคำตอบที่ได้ อาจจะไม่ถูกใจคนไทยหลายๆ คน แต่เหตุผลที่ผมคิดว่า ทำไมคนไทยถึงยิ้ม ก็เพราะคนไทยไม่มีจุดยืนเรื่องอะไรเลย เมื่อโดนถามเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราตอบไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือยิ้ม ไม่มีจุดยืน แม้แต่ในเรื่องที่สากลเขายอมรับกัน อย่างเช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน คือเราอาจจะมีบางอย่างที่เป็นจุดร่วมกันกับคนในสังคม แต่มันอธิบายกับคนในระดับสากลไม่ได้ 
ดังนั้น ถ้าถามว่าความน่าอยู่ของสังคมไทยคืออะไร ผมคิดว่าความน่าอยู่ในสังคมไทยมีอยู่อย่างเดียว คือคุณต้องเป็นคนแบบผม คุณต้องเป็นคนที่มีเงินและมีอำนาจ ประเทศไทยถึงจะน่าอยู่ เห็นจากหลายกรณี เมื่อคนที่มีอำนาจและมีเงินถูกขึ้นศาล ทำผิดกฎหมายแล้วไม่ถูกลงโทษ ในขณะที่ถ้าเป็นประชาชนธรรมดาไม่มีชื่อเสียง คุณก็จะถูกกระทำโดยกฎหมาย สังคมไทยน่าอยู่ก็ต่อเมื่อคุณมีเงินและมีอำนาจเท่านั้นเอง สำหรับผมถ้ามีเรื่องอะไรอย่างหนึ่งที่จะต้องพูดให้ชัดเจนเพื่อสร้างสังคมไทยในวันข้างหน้าก็คือเรื่องนี้แหละ การบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกันกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะนามสกุลอะไร 
อีกอย่างคือ โครงสร้างพื้นฐานของเมืองไทยก็แย่มาก สงกรานต์เพิ่งตายไปไม่รู้เท่าไหร่ ประมาณ 300 กว่าคน ลองนึกดูว่าคนที่ตายไปอายุเฉลี่ยประมาณ 20 ปี คุณคิดว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการสร้างคนอายุ 20 ปีขึ้นมา 1 คนนี่คือเท่าไหร่ ผมคิดว่าต้องมีล้าน 2 ล้านแน่นอน หรืออาจจะเกินกว่านั้นด้วย นี่คือความสูญเสียมหาศาล ยังไม่นับผลกระทบทางด้านจิตใจของคนรอบตัวเขาอีก นี่มันเป็นเรื่องอะไรที่เหลือเชื่อมาก โครงสร้างพื้นฐานก็แย่ การบังคับใช้กฎหมายก็แย่ ค่านิยมที่ถูกปลูกฝังในสังคมก็แย่ สมมุติคิดว่าอยากจะเปลี่ยนชนชั้นในชั่วชีวิตคุณ คุณทำได้ไหม จากชนชั้นกลางเป็นชนชั้นกลางระดับบน หรือชนชั้นล่างเป็นชนชั้นกลางในชั่วชีวิตเดียว
GM : ยุคสมัยหนึ่ง คนจีนโพ้นทะเลที่มาแบบเสื่อผืนหมอนใบอาจจะทำได้
ธนาธร : กี่คน และที่สำคัญคนที่ทำได้เกือบทั้งหมด มีสักกี่คนที่ไม่ผูกขาดสัมปทาน เอาเปรียบประชาชนกับรัฐ หรือโกงกินภาษีประชาชน นี่คือข้อเท็จจริง อย่างก่อนหน้านี้ เราพูดกันเรื่องอัสดงของอุตสาหกรรมสื่อ แต่ก่อนอัสดงของอุตสาหกรรมสื่อ มีผู้เล่นในอุตสาหกรรมสื่อกี่เจ้าครับ สื่อวิทยุ เจ้าของก็คือทหาร โทรทัศน์ก็ผูกขาด ไม่มีการประมูลกันมาเป็น 20-30 ปีแล้ว เพราะฉะนั้น ระบบการผูกขาดที่หยั่งรากในสังคม ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในสังคมไทย แล้วทำให้คนในสังคมไทยไม่มีการเลื่อนฐานะทางสังคม ซึ่งหมายความว่า คุณไม่สามารถเปลี่ยนชนชั้นในชีวิตคุณ น้อยมาก คนที่จะทำได้มีอยู่ 2 อย่าง คือไปเลียแข้งขานักการเมือง ไม่ก็ไปหากินกับสัมปทานของรัฐ คุณไม่สามารถมี มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ในสังคมไทยได้ เราไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งในด้านกายภาพที่จะทำให้เกิดการเลื่อนฐานะทางสังคมเลย
GM : ตอนนี้เขากำลังพูดถึง 4.0 พูดถึง Startup ที่จะเป็นอนาคตเป็นความหวัง
ธนาธร : คนที่พูดถึงเรื่อง 4.0 แล้วไม่พูดถึงเรื่องนี้ ผมไม่เข้าใจว่าคุณพูดถึงเรื่อง 4.0 ได้อย่างไร เพราะผมถามว่าสังคมไทยมีความหวังได้อย่างไร ถ้าคนธรรมดาไม่สามารถมีจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่าในชั่วชีวิตของเขาเอง ถ้าคุณอายุ 25 ปีในวันนี้ แล้วคิดว่าถ้าอายุ 45 แล้วชีวิตคุณยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ดีขึ้น คุณไม่สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลูกยังต้องลำบากเหมือนคุณ ผมคิดว่าสังคมนั้นมีปัญหานะครับ คุณจะพัฒนาเศรษฐกิจทำไม ถ้าคนในสังคมของคุณไม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัญหาของสังคมไทยก็คือเศรษฐกิจพัฒนาจริง แต่ผลของการพัฒนาไปอยู่กับคนมีอำนาจทั้งหมด มันไม่ได้ตกไปอยู่ที่ประชาชนธรรมดา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอันนี้เป็นปัญหาที่สำคัญมาก 
GM : แล้วคนรุ่นใหม่ในรั้วสถาบันที่มีโอกาสไปบรรยายและได้พบเจอเป็นอย่างไรบ้าง
ธนาธร : น่าสนใจ ผมอยากเห็นเด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยรหัสประมาณ 57-63 คืออายุประมาณ 14-15 ปี ซึ่งจะเริ่มเดียงสาแล้ว พอเริ่มเดียงสาแล้ว คุณเจอกับค่านิยม 12 ประการที่เกิดขึ้นมาพอดี โจทย์ก็คือว่าคนรุ่นนี้ที่ถูกปลูกฝังให้ท่องค่านิยม 12 ประการ จะมีจิตสำนึกอย่างไร ผมยังไม่เคยสอนคนรหัส 60 รหัส 59 นี่มีสอนบ้างแต่น้อย 
ผมว่ามันน่าสนใจเพราะคนที่เกิดมาแล้วถูกยัดเยียดค่านิยมอย่างแรงแบบหนึ่ง ทั้งที่จริงๆ แล้ว ค่านิยมที่ถูกต้องคือค่านิยมที่ใฝ่การเรียนรู้ ไม่ต้องบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด คุณไปเรียนรู้เอง แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนอื่น แต่เมืองไทยบอกว่า ค่านิยมที่ถูกต้องคือคุณต้องกตัญญู ต้องมีมารยาท ตามค่านิยม 12 ประการ ผมอยากเห็นว่าคนที่เกิดมาโดยการถูกยัดเยียดค่านิยมแบบนี้ ในขณะที่เขาเดียงสาแล้วโตขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น ผมอยากเห็น ผมอยากคุยกับนักศึกษารุ่นนี้ อยากรู้ว่าเขาจะตอบรับกับเรื่องนี้อย่างไร 
แต่ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าเด็กรุ่นนี้ 2549-2559 11 ปี ก็คือคนที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยตอนนี้ น่าสนใจในแง่หนึ่งก็คือ มีชีวิตเติบโต ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Formative Years คือปีที่ทำให้คุณเป็นคุณ ปีที่คุณก่อร่างสร้างตัว หรือทำให้คุณมีบุคลิกแบบนี้ ความเชื่อแบบนี้ ผมคิดว่า Formative Years ของคนอายุ 20 หรือ 20 กว่าๆ ในปัจจุบัน คือปีที่มีความขัดแย้งทางการเมือง คนพวกนี้เติบโตมาเจอรัฐบาล 2549 เจอการยิงกัน การปิดถนน 10 ปีที่ผ่านมา มันมีแต่ความขัดแย้งทางการเมือง มีค่านิยมที่ต่างกัน ความเชื่อที่ต่างกันที่ทำให้สังคมไทยทุกชนชั้นมีการถกเถียง แล้วก็ถูกบังคับให้ต่อสู้กันในเรื่องพวกนี้ตลอดเวลา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมคิดว่า Formative Years ของคนรุ่นนี้ คือปีที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ผมคุยกับคนพวกนี้หลายคนเพราะผมได้มีโอกาสสอน เขาตั้งคำถามเยอะว่าเกิดอะไรขึ้น คำถามเกี่ยวกับค่านิยมของการกระทำหลายๆ อย่าง ผมคิดว่าตราบใดที่คุณตั้งคำถาม สังคมจะมีความหมาย ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมพูดมันเป็นเหตุเป็นผลไหมนะ
GM : ชีวิตดูจะมุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา มีโอกาสนั่งลงเพื่อตกตะกอนบ้างไหม
ธนาธร : คือผมคุยกับตัวเองเยอะ ถ้าถามว่าวันนี้ผมมองตัวเองอีก 5 ปีอย่างไรเทียบกับปีที่แล้ว มันก็ต่างกันเยอะนะ ผมคิดว่าในเชิงของเป้าหมายหรืออะไรพวกนี้ก็เปลี่ยนไปตามประสบการณ์และความอิ่มตัวทางคุณวุฒิของเรา ก็คิดเยอะเกี่ยวกับความเป็นตัวของตัวเอง
GM : สุดท้ายกลับมาเรื่องนี้ ชีวิตเราเติมเต็มหรือเปล่า ถ้านั่งอยู่กับบ้านแล้วมองหาความรื่นรมย์ตรงนั้น
ธนาธร : อยู่กับครอบครัว เป็นเวลาที่มีความสุขมาก ผมชอบอยู่กับครอบครัวมาก ถ้าไปดูกล้องผม จะเห็นว่ามีแต่รูปครอบครัว เวลาไปเที่ยวจะไม่ถ่ายเซลฟี่ ไม่ถ่ายรูปอาหาร มีแค่รูปครอบครัว คือเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน ยิ้มด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน สมมุติว่ามีไปเที่ยวเสาร์อาทิตย์ด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็น Active Holiday ทั้งหมด คือพาไปขี่จักรยานร่วมกัน เด็กๆ ก็พาไป หรือถ้าไม่ Active ก็ Passive ไปเลย เช่น พาไปห้องสมุด ไปอ่านหนังสือร่วมกัน มุมใครมุมมัน
ผมก็ใช้ชีวิตปกตินะ แต่ผมไม่ค่อยเข้ากรุงเทพฯ ผมไม่ชอบงานสังคม แล้วจริงๆ ผมมีสังคมเยอะ ที่ชวนไปงานกาล่า ไปงานปาร์ตี้ เยอะมาก ผมไม่ชอบใส่สูท ผมไม่ชอบงานสังคม เลยไม่ค่อยได้ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 5-6 ปีหลังนี่ แทบจะออกงานน้อยมาก ผมรู้สึกว่าในแง่หนึ่งมันไม่ใช่ตัวเรา
GM : นึกภาพไม่ออกว่า คุณจะต้องปฏิเสธคำเชิญที่เข้ามาในแต่ละวันอย่างไร
ธนาธร : โอ้ย ! ไม่ปฏิเสธครับ แต่ผมไม่ตอบ (ยิ้มกว้าง)
GM : ชีวิตผจญภัยย่อมไม่รู้จุดหมายปลายทาง ตัวคุณเองมองชีวิตนับจากนี้ต่อไปอย่างไร
ธนาธร : ถ้าทุกคนใช้ชีวิตเหมือนผม โลกนี้ไม่ต้องมีนิยาย คือมันผ่านเรื่องราวมากมาย แต่ถ้าถามผม ผมยังไม่อิ่ม ผมยังรักชีวิตผม ผมยังไม่อยากตาย ผมยังอยากใช้ชีวิต ถ้าย้อนกลับไปอายุ 18 ได้อีกครั้ง ผมจะใช้ชีวิตหนักกว่านี้อีก ผมจะกินเหล้าอีกเป็นเท่าตัว ผมจะปีนเขาให้เร็วกว่านี้อีก 10 ปี แต่ถ้าถามถึงการเดินทางไปข้างหน้าของชีวิต ยังมีสิ่งที่ผมอยากทำ ยังมีสิ่งที่ผมอยากเห็นอีกเยอะ อันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเดินทางในเชิงผจญภัยตามสถานที่นะ แต่พูดถึงการเดินทางของชีวิต ผมยังไม่อยากตาย ผมยังอยากคุยกับผู้คน อยากเห็นสิ่งต่างๆ ในโลก ยังอยากเห็นอะไรอีกเยอะมาก 
เวลาพูดคุยกับตัวเอง ท้ายที่สุดมันต้องตอบตอนวินาทีที่คุณจะตาย ว่าคุณจะร้องขออีก 10 นาทีหรือเปล่า ตอนนี้ผมยังไม่อยากตาย ยังขอต่ออีก 10 นาที กับอีกแบบที่ในวินาทีที่คุณต้องตาย แต่คุณสามารถอ้าแขนรับมัน ผมอยากใช้ชีวิตให้ถึงจุดนั้น จุดที่ผมจะอ้าแขนรับมันอย่างเต็มใจแล้วก็ภาคภูมิใจ และไม่ทิ้งอะไรไว้ข้างหลังให้เสียใจ ผมอยากใช้ชีวิตแบบนี้
[ล้อมกรอบ]
บางแง่มุมของ เอก ธนาธร
การศึกษา : จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบปริญญาโท 3 สาขา คือ เศรษฐศาสตร์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) การเงิน (นิวยอร์ก) และ กฎหมาย (สวิตเซอร์แลนด์)
“ผมชอบการเรียนรู้ เหตุผลที่เรียนเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ คือตอนนั้นเราเรียนจบวิศวกรรมฯ แล้วพอเราต้องกลับไปบริหารธุรกิจ เราไม่รู้เรื่องเลย จึงต้องไปเรียนเศรษฐศาสตร์เพื่อที่จะเข้าใจวิธีการบริหารธุรกิจ แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าเศรษฐศาสตร์ยังไม่พอ ต้องไปเรียนรู้เรื่องการเงินด้วย พอไปต่อการเงินก็รู้สึกว่าเราต้องรู้เรื่องกฎหมาย ก็เลยไปต่อกฎหมาย”
เคยบวช  : “บวชที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ทั้งวัดมีพระอยู่ 5-6 รูป ตอนนั้นผมอยากลอง แล้วก็คิดว่าถ้าทำแล้ว คุณแม่น่าจะมีความสุข จริงๆ ตอนไปบวช ผมก็มีความสุขกับช่วงเวลานั้น แต่ไม่ใช่ความสุขด้านศาสนานะ การไปบวชไม่ใช่บันไดไปสู่นิพพานของผม บันไดไปสู่นิพพานของผมมีอีกหลายบันได ไม่ใช่การไปบวชแน่นอน”
ชอบทำโทรศัพท์มือถือหล่นแตกเป็นประจำ : “เป็นเพราะ Life Style มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นน่าจะโทรศัพท์ iPhone 5 เพิ่งออกใหม่ แล้วมีคนให้มา ผมใช้ไปประมาณ 2 อาทิตย์ ก็ไปเล่นไอซ์สเก็ตแล้วลื่นล้ม พอออกมามันก็หายไปแล้ว คิดว่าน่าจะตกตอนล้ม”
ชอบพิมพ์เลขไทย : “มี 2-3 เหตุผลนะ คือถ้าใครใช้ Microsoft Word เยอะๆ ถ้าเวอร์ชันใหม่บางฟอนต์อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ถ้าเป็นเวอร์ชันเก่า พอคุณกดตัวหนอนแล้วพิมพ์ภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษรมันจะใหญ่กว่าภาษาไทย อีกอย่าง คือผมชอบตัวเลขไทย ไม่ใช่ในเชิงอนุรักษนิยม แต่ผมรู้สึกว่ามันมีความโรแมนติกของมัน”

เรื่อง : มนตรี บุญสัตย์, อนันต์ ลือประดิษฐ์
ภาพ : ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม
นิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560

ที่มา: GM Live

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

งบประมาณ 'นอนมา' ประเคน คสช. แถมด้วยลูกดีด วิป สนช. ด่าสื่อ


งบประมาณ 'นอนมา' ประเคน คสช. แถมด้วยลูกดีด วิป สนช. ด่าสื่อ

ข่าวงบประมาณ ๖๒ นอนมา’ นี่อาจไม่ดัง ถ้าไม่ใช่เพราะ สมชาย แสวงการ วิป สนช. ลูกไล่ คสช. เล่นบท  ยัวะ เลียนแบบหัวหน้าใหญ่บ้าง

ในฐานะที่เป็นถึง วิป’ ถ้าสภาปกติก็ระดับหัวหมู่คุมเสียงในฝักฝ่ายของพรรคพวกตน อย่าได้แตกแถวกัน แต่นี่เป็นสภาวิเศษลากตั้งมาจึงทำหน้าที่จ่าฝูงกำกับ ฝักถั่ว’ ให้เดินตามบัญชาเจ้านาย กฎหมายอะไรแค่ผ่านรวดสามวาระเท่านั้น งานเลยเซ็งนิดหน่อยไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้น

บางครั้งบางคราพวกลูกไล่เหล่านี้ (เขาตั้งชื่อตัวเองเอาไว้เก๋ไก๋ว่า แม่น้ำ ๕ สาย) ที่ส่วนมากก็ สว. วัยเกษียณแล้วทั้งนั้น เจอ “แอร์มันเย็น” (อย่างไทยรัฐว่า) จึงฉวยโอกาสเก็บเล็กผสมน้อย งีบนิดงีบหน่อยไว้เป็นทุน


อีกนั่นแหละ คงเพราะเป็น สว. จึงขี้หลงขี้ลืมด้วย หรือไม่ก็เป็นความเคยชินทางความประพฤติ พวก ‘ignorance’ มักง่าย ไม่ใส่ใจอะไรว่าครั้งนี้งานผ่านร่างกฎหมายจัดสรรเงินให้ คสช. ที่สื่อและประชาชนให้ความสนใจกันมาก เนื่องจากงวดนี้ฟาดเข้าไป ๓ ล้านล้านบาท

ภาพก็เลยออกมาประจานเกลื่อนเน็ตว่าพวกลิ่วล้อ คสช. ในสภาฯ รับเงินเดือนกันคนละเป็นแสนนี่ มีไว้นอนตากแอร์บางครั้งบางคน แต่กระนั้นก็ถึง ๕ คน ถ้าลองเป็นคนอยากเลือกตั้งพากันไปยืนหน้าทำเนียบจำนวน ๕ เท่ากันนี้ เป็นโดน ๓/๕๘ ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ไปแล้ว

สมชาย แสวงการ ถึงได้หน้าแตก แต่แก้เก้อด้วยอาการ ก้าวร้าว’ ตามอย่างเจ้านาย ลุกขึ้นอภิปรายบริภาษณ์สื่อมวลชนสาดเสีย หาว่า บิดเบือน ทั้งที่รูปมันฟ้องอยู่โทนโท่
 
ดังที่ Weeranan VoiceTV21 @weeranan ว่า “งบนอนมา! ไม่ใช่แค่รัฐบาลเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารก็หลับจ้า ไปง่วงมาจากไหน สงสัยทำงานหนักไม่มีเวลาพักผ่อน หรือไม่ก็เคลิมมมม ฟังนายกฯ ชี้แจงงบประมาณ ปี ๖๒ กว่า ๒ ชั่วโมง : ภาพจาก @PPTVHD36

พอถูกจับผิดแล้วแถ เฉไฉไปโน่น นิสัยใคร สมชายทำเป็นสอนสั่งผู้ที่ลงภาพแฉว่าต้องปฏิรูป “สิ่งเดียวที่ไม่เคยปฏิรูปตัวเองเลย คือสื่อมวลชน ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความบิดเบือน สร้างความขัดแย้ง”

ทั้งที่ตามจริงพวกแม่น้ำ ๕ สายลูกไล่ คสช. เหล่านั้นต่างหาก จักต้องได้รับการปรับความประพฤติเสียบ้าง ซึ่งถ้าเป็นแบบชาวบ้านเขาเรียกว่าดัดสันดาน’ แต่แบบในรั้วในวังยุค ร.๑๐ นี่ก็ต้อง ซ่อม ลูกเดียว
ดูเหมือนว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มือวาง ประชารัฐ’ ก็เอากับเขาด้วย (ภาพฟ้องเหมือนกัน) 

ด้วยเหตุนี้ละมัง สมชายถึงต้องลุกขึ้นด่าสื่อ ฐานที่ตอนนี้สมคิดเป็นคนสำคัญจัดตั้ง กองหนุนลุงตู่’ อ้างเป็นตัวแทนชาวนาจาก ๕ สมาคม รวมตัวกันเป็นเครือข่ายชาวนาประชารัฐ ของ เพื่อนสมคิด (Friends of Somkid-FOS)สัญญลักษณ์เสื้อสีฟ้า
 
เปิดตัวกันในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ๗ มิถุนา ยกขบวนไปคารวะลุงตูบที่ทำเนียบฯ ให้สัมภาษณ์ว่า “นายกฯ ให้โอกาสพวกเรา มีทั้งแหล่งทุนทุกอย่าง เวลาชาวนามีปัญหาก็ให้โอกาสเรา สนับสนุนแหล่งเงินทุน ชาวนาสามารถเข้าถึงได้”


ประจวบเหมาะเจาะพอดี สมคิดยังเป็น “แกนนำตั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่มีเป้าหมายสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ” อีกอย่างหนึ่งด้วย วาสนา นาน่วม ว่างั้น


พอเหมาะพอเจาะอีกเหมือนกัน ย้อนกลับไปที่ข่าวไทยรัฐเรื่องการอภิปรายงบประมาณปี ๖๒ “ไม่มี สนช.คนใดท้วงติงเรื่องการของบประมาณประชารัฐ จำนวน ๔ หมื่นล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะนำไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป”

อะไรมันจะลงตัวขนาดนี้ นี่ถ้าสมัยหน้าลุงตูบได้เป็นนายกฯ อีก สมชาย แสวงการ คงได้เป็นรัฐมนตรี
(https://www.matichon.co.th/politics/news_989437)