วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ฮาเร็ม สวรรค์ของหนึ่งบุรุษหรือทุกข์ของอิสตรี

ฮาเร็ม สวรรค์ของหนึ่งบุรุษหรือทุกข์ของอิสตรี


ในภาษาอาหรับคำว่าฮาเร็มหมายถึง ต้องห้าม มันจึงเป็นสวรรค์บนดินของผู้ที่เป็นเจ้าของ แต่เป็นดินแดนต้องห้ามของชายอื่นอีกร้อยพัน เปรียบไปก็เหมือนโรงอาหารที่เต็มไปด้วยของคาวหวานอุดมสมบูรณ์ แต่มีไว้บำเรอปากท้องของคนเพียงคนเดียว ส่วนชายอื่นต่อให้ปากแห้งจนท้องกิ่วก็ไม่มีสิทธิ์ลิ้มลองเพียงครั้งเดียว

ฮาเร็มหลังแรกเกิดขึ้นในอาณาจักรออตโตมัน ในศตวรรษที่ 13 มีจุดประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับคำสอนของศาสนาอิสลามที่ห้ามไม่ให้คนแปลกหน้าเห็นภรรยา ลูกสาวและข้าทาสผู้หญิงของตน ชาวออตโตมันจึง ต้องกั้นอาณาเขตส่วนหนึ่งในบ้านไว้ให้ผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นแม่ เมีย พี่สาว น้องสาวอยู่กันต่างหาก หรือถ้ามีแขกผู้หญิงมาพักก็จะให้มาอยู่ที่นี่ด้วย โดยห้ามมิให้ชายอื่นยกเว้นประมุขของบ้านเหยียบย่างเข้าไป พื้นที่ต้องห้ามนี้เองที่เรียกว่า "ฮาเร็ม" ความหมายที่แท้จริงของฮาเร็ม จึงไม่ใช่ที่สำหรับให้ผู้ชายเข้าไปร่ำกามาเพียงอย่างเดียว อย่างที่เราๆ ท่านๆ เข้าใจกัน

ตัวการที่ทำให้เวลาพูดถึงฮาเร็ม ทุกคนจะคิดถึงวิมานฉิมพลีของสุลต่านไป ซะหมดเป็นเพราะในยุคล่าอาณานิคม ฝรั่งตะวันตกกลุ่มแรกที่มีโอกาสเข้าไปในกรุงอิสตันบูลรู้จักฮาเร็มของ สุลต่านผ่านการดูภาพที่ปักไว้บนผ้าเช็ดหน้าบ้าง พรมติดผนังบ้าง ภาพปักเหล่านี้มักจะเป็นรูปสาวงามหลายร้อยคนกำลังปรนเปรอสวาทให้พระสวามี ฝรั่งเลยเหมาไปว่าฮาเร็มเป็นซ่องขนาดย่อมเอาไว้ประกอบเรื่องอย่างว่าเท่า นั้น อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสำหรับบ้านเศรษฐีแล้วผู้หญิงในฮาเร็มมีหน้าที่ยอมรับความใคร่ เพียงอย่างเดียวจริงๆ โดยขนาดของฮาเร็มจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับความเงินหนาของเจ้าของบ้าน ว่าจะมีปัญญาเลี้ยงเมียได้กี่คน ในฮาเร็มจะมีเมียหลวงทำหน้าที่เป็นเจ๊ใหญ่ควบคุมความเรียบร้อยเมียน้อยทั้ง เก่าและใหม่ให้อยู่ในโอวาท เพราะเธอคนนี้จะทำหน้าที่เป็นคนจัดคิว ว่าวันไหนเมียคนใดจะได้เข้าปรนนิบัติสามี


ส่วนฮาเร็มในพระราชวัง ขั้นตอนการปกครองจะเป็นลำดับลดหลั่นกันลงมาโดยมีพระราชชนนีขององค์สุลต่านเป็นตั้วเจ๊สูงสุด รองลงมาคือ "บาส คาดิน เอเฟนด์" หรือพระมเหสีที่ให้กำเนิดโอรสธิดาองค์แรกของสุลต่าน ถัดจากนั้นจึงจะเป็นเหล่าพระสนมที่มีลูกให้แก่สุลต่าน สนมเหล่านี้จะได้รับตำแหน่ง "อิค บาลเลอร์" เทียบได้กับพระชายาของไทยเรา ตำแหน่งรองจากนั้นได้แก่ "เกดิคลี คาดินลาร์" เป็นตำแหน่งของนางทาสที่ถวายงามมานานจนรู้พระทัยองค์สสุลต่านดี เช่น รู้ว่าเวลาสรงน้ำองค์สุลต่านต้องการใช้อะไรบ้าง ต้องส่งอะไรให้ตอนไหน เป็นต้น

ตำแหน่งรองลงมาจากนั้นเรียกว่า "โอดา ลิคลาร์" เป็นตำแหน่งของนางทาสสาวๆ ที่ไม่มีใครพามาถวายตัว แต่สุลต่านบังเอิญเห็นแล้วชอบเลยเรียกให้มาค้างคืนด้วยจนตั้งท้อง หลังจากคลอดลูกแล้วพวกนางก็จะมีโอกาสได้เลื่อนขึ้นเป็นพระชายาต่อไป ส่วนตำแหน่ง "กอสเด" คือทาสสาวที่สุลต่านเรียกตัวไปรับใช้ แต่น้ำยาไม่แรงพอก็เลยค้างเติ่งเป็นนางบำเรอไปก่อน ท้องเมื่อไร่ถึงจะเลื่อนไปเป็นโอดาลิคลาร์ แต่ถ้าไม่ท้องก็หมายความว่านางทาสคนนั้นจะต้องเป็นนางบำเรอไปจนตาย ยื่งในฮาเร็มที่มีสาวงามเป็นร้อยๆ คน ทาสที่ไม่ท้องหลังจากถวายตัวครั้งแรกมักจะถูกลืมไปเลย ทั้งยังต้องกลายเป็นผู้หญิงที่มีราคี จะออกจากวังไปแต่งงานก็ไม่มีผู้ชายคนไหนรับเป็นเมีย อยู่ในวังต่อไปก็ไม่มีอนาคต กอสเดจึงเป็นตำแหน่งที่อาภัพที่สุดแล้วในบรรดานางบำเรอทั้งหมด

ทุกเช้าเวลาสิบโมงตรง หญิงงามประมาณ 300-900 คนจะเดินเรียงแถวผ่านองค์สุลต่านไปทีละคน ใครมีจริตจะกร้านมารยาหญิงแพรวพราวแค่ไหน ก็จะงัดออกมาใช้กันเต็มที่ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเจ้าชีวิต ส่วนองค์สุลต่านเองก็จะถือข้อมูลจำเพาะเกี่ยวกับหญิงสาวเช่น อายุ ความสูง ส่วนเว้าส่วนโค้ง นิสัยใจคอ และความสามารถต่างๆ ไว้ในมือ ที่ต้องอ่านบันทึกประกอบไปด้วย ก็เพราะจำนวนนางสนมทั้งหมดเยอะแยะยุ่บยั่บเสียจนตาลาย ถ้าไม่อ่านอย่าหวังว่าสุลต่านจะจำใครได้ ขนาดคนที่เคยถวายตัวนอนกกมาแล้วทั้งคืน ดีไม่ดีสุลต่านอาจจะจำชื่อจำหน้าไม่ได้ด้วยซ้ำไป

พอสุลต่านเลือกสาวงามที่จะร่วมเรียงเคียงหมอนในคืนนั้นเป็นที่เรียบร้อย นวลนางเหล่านั้นก็จะถูกส่งไปยังห้อง "เตอร์กิช บาธ" เพื่ออาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณและอบผิวทุกซอกทุกมุม เส้นขนทุกเส้นต้องชโลมด้วยนำมันที่ทำจากขี้ผึ้งเพื่อให้อ่อนนุ่มเป็นเงางาม ไม่ระคายมือเวลาลูบไล้ จบด้วยการพรมน้ำหอมให้หอมฟุ้งไปทั้งตัวเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะไปแต่งสวยด้วยผ้าแพรบางเบาและเครื่องเพชรเครื่องทองตั้งแต่หัวจรดเท้า จนได้เวลาสาวงามก็จะคลานชดช้อยเข้าไปหาสุลต่าน โดยต้องเข้าไปทางปลายเท้าเท่านั้น ห้ามไม่ให้โผเข้าไปกอดหรือไปนั่งตักฉอเลาะป๋าคะป๋าขาเป็นอันขาด ใครอุตริทำผิดกฎยูนุคจะถูกเข้ามาลากตัวไปทำโทษอย่างทารุณ และจะไม่มีโอกาสได้ถวายตัวอีกเลย

รู้จักชีวิตในฮาเร็มพอคร่าวๆ กันไปแล้ว ทีนี้เรามาดู 3 ฮาเร็มที่จัดว่าเป็นสุดยอดวิมานในฝันของชายกันดีกว่า

อันดับที่ 1 ฮาเร็มของสุลต่าน กียาส อัด ดิน ศตวรรษที่ 15
ฮาเร็มนี้ควรจะได้รับตำแหน่งสุดยอดจริงๆ นั่นแหละ เพราะจุสาว ๆ ไว้ถึง 15,000 นาง เนื่องจากสุลต่าน กียาส อัด ดิน ทรงเป็นนักรบมาตลอกชีวิต กว่าจะได้ครองบัลลังก์ก็พระชนมายุปาเข้าไปตั้ง 48 ปีเข้าไปแล้ว เลยทรงตักตวงความสุขเป็นการใหญ่ จนไปๆมาๆ นางบำเรอชักจะล้นฮาเร็ม แต่ครั้นจะโละทิ้งไปบ้างก็ทรงเสียดาย จึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นมารองรับนางบำเรอโดยเฉพาะ ให้ชื่อว่าเมือง จาฮาซ เมฮัล พอมีเมืองแล้วที่นี้จะมีเมียสักกี่คนก็ไม่ต้องหวั่น ปรากฏว่าตอนที่สุลต่านกียาสทรงสิ้นพระชนม์ สามารถนับจำนวนนางบำเรอได้ถึง 15,000 คน ประมาณคร่าวๆ ว่าถ้าเสพสม 1 คืนต่อ 1 คน ไม่เว้นวันหยุด องค์สุลต่านจะต้องกรำศึกเป็นเวลา 41.1 ปี ถึงจะนอนกับนางบำเรอได้ครบทุกคน เล่ากันว่าตอนใกล้สิ้นพระชนม์ สุลต่านกียาสไม่เกรงกลัวความตายเลย ทรงตรัสว่า แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิตเพราะข้าได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว

อันดับที่ 2 ฮาเร็มของกุ๊บไลข่าน ศตวรรษที่ 12
กุ๊บไลข่านนั้นเป็นหลานปู่ของเจงกิสข่านและเป็นช่วงที่มองโกล ยึดครองประเทศจีนได้สำเร็จ ฮาเร็มของกุ๊บไลข่านมีสาวๆ สะสมไว้ประมาณ 7,000 นาง โดยมีจักรพรรดินีทั้ง 4 พระองค์เป็นหัวเรือใหญ่ในการเสาะหาเมียน้อยมาประดับบารมี จักรพรรดิดินีแต่ละองค์จะส่งคนรับใช้เดินทางไปทั่วแผ่นดิน เพื่อหาสาวพรหมจรรย์หลายเชื้อชาติ ทั้งเปอร์เซีย อาหรับ จีน ฯลฯ กลับมาเป็นนกน้อยในฮาเร็ม ฮาเร็มของกุ๊บไลข่านจึงเหนือกว่าฮาเร็มของสุลต่านกียาส อัด ดิน ตรงที่มีผู้หญิงหลายเชื้อชาติหลากสไตล์ เรียกว่ามีรสเผ็ดเปรี้ยวเค็มหวานครบถ้วน อีกทั้งกุ๊บไลข่านไม่ใช่คนขี้เสียดาย เลยโละสาวที่ใช้งานแล้วทิ้งทุกๆ 2 ปี ครั้งหนึ่งก็ประมาณ 400-500 คน มีการแอบนับกันเล่นๆ ว่านี่ถ้าไม่โละทิ้งเลย กว่ากุ๊บไลข่านจะสิ้นพระชนม์ตอนอายุ 79 ปี พระองค์น่าจะมีสนมประมาณ 20,000 คนชนะสุลต่านกียาสอย่างแน่นอน

อันดับที่ 3 ฮาเร็มของจักรพรรดิเยอเฮนเจอร์ แห่งอินเดีย ปลายศตวรรษที่ 15
ในฮาเร็มของจักรพรรดิเยอเฮนเจอร์แห่งราชวงศ์โมกุล มีพระสนมที่สืบสายเลือดมาจากราชวงศ์ชั้นสูงประมาณ 300 นาง ลูกชาวบ้านที่คัดสรรแล้วว่ายังเป็นสาวบริสุทธิ์และเซ็กซี่สุดใจขาดดิ้นอีก 5,000 นาง แต่ถึงขนาดนี้แล้วองค์สุลต่านก็ยังไม่พอใจ เลยต้องไปกว้านเอาเด็กหนุ่มเนื้อเนียนมาเป็นนายบำเรออีก 1,000 นาย เป็นการเปิดศักราชการเสพถั่วดำขึ้นในอาณาจักร ทำให้เศรษฐีในกรุงอิสตันบูลพลอยเอาอย่าง ไปเสาะหาเด็กหนุ่มมาบำเรอกันอย่างออกหน้าออกตาบ้าง สรุปแล้วจักรพรรดิเยอเฮนเจอร์ทรงมีนายและนางบำเรออยู่ในโควต้าทั้งหมด 6,300 คน เป็นลำดับสามในด้านจำนวน แต่กินขาดเรื่องความวิตถาร ชนิดที่ถ้าไปเจอกันในยมโลกสุลต่านกียาสและกุ๊บไลข่านอาจต้องค้อนคนละหลายๆ วงเลยทีเดียว

ที่มานิตยสาร LIVE
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

มาดู! ภาษาแชท สื่ออารมณ์ เสียงหัวเราะ ของแต่ละประเทศ

มาดู! ภาษาแชท สื่ออารมณ์ เสียงหัวเราะ ของแต่ละประเทศ
1. เกาหลี 

2. กรีซ 

3. จาไมก้า 

4. จีน

5. ญี่ปุ่น

6. เดนมาร์ก

7. ไทย

8. ไนจีเรีย

9. บราซิล

10. เปอร์เซีย

11. ฝรั่งเศส

12. สเปน

13. อิตาลี 
 

14. อเมริกา

15. ไอซ์แลนด์

16. ฮิบรู

17. อารบิก
 เสียงหัวเราะ เป็นภาษาแชท ของแต่ละประเทศ 
emotionemotionemotion

ที่มาจาก: www.boredpanda.com

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ตะลึง! พบมือถือเก่าแก่อายุกว่า 800 ปี พร้อมตัวอักษรโบราณ ในออสเตรีย

ตะลึง! พบมือถือเก่าแก่อายุกว่า 800 ปี พร้อมตัวอักษรโบราณ ในออสเตรีย

กลุ่มนักโบราณคดีขุดพบวัตถุประหลาดที่ดูคล้ายกับโทรศัพท์มือถือ ในเขตเมือง Fuschl am See ใน ซัลซเบิร์ก ประเทศออสเตรีย โดยมีสัญลักษณ์บนปุ่มกดเป็นตัวอักษรคูนิฟอร์ม หรือ ตัวอักษรรูปลิ่ม ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย ในยุคหลายพันปีก่อนคริสตกาล

mobile-800-years-2

หลังจากตรวจสอบอายุของมันพบว่า เจ้าวัตถุประหลาดนี้ น่าจะเป็นแผ่นจารึก โดยมีอายุราว 800 ปี อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 13 โดยกลุ่มนักโบราณคดีชาวออสเตรียขุดพบมันได้ในช่วงต้นปี แต่เพิ่งมาประกาศเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา

mobile-800-years-1

สิ่งที่น่าสนใจคือ สัญลักษณ์ที่อยู่บนปุ่มต่างๆ เป็น อักษรคูนิฟอร์ม หรือ อักษรรูปลิ่ม ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย ในยุคหลายพันปีก่อนคริสตกาล แต่เพิ่งมาถูกถอดรหัสออกในช่วงศตวรรษที่ 19 นี้เอง

mobile-800-years-3

การค้นพบวัตถุชิ้นนี้ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะมันถูกพบในออสเตรีย แทนที่จะเป็นอิหร่านหรือประเทศอื่นๆ ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวสุเมเรียนหรือเมโสโปเตเมีย อีกเหตุผลก็คือ การค้นพบวัตถุเพียงชิ้นเดียวที่มีอักษรคูนิฟอร์มอยู่ก็คือชามโบราณ Fuente Magna ในประเทศโบลิเวีย ซึ่งก็ห่างไกลจากออสเตรียแบบคนละทวีป

mobile-800-years-4

ส่วน เซชาเรีย ซิทชิน นักวิจัย UFO ได้ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่มนุษย์ต่างดาวที่เป็นที่รู้จักกันในนาม Anunnaki (ที่ปรากฏอยู่ตามแผ่นจารึกโบราณ) มาจากดาวนิบิรุ เป็นผู้สร้างอารยธรรมซุเมเรียน ได้พยายามสร้างเครือข่ายการสื่อสารให้กับชาวสุมเรียน แต่พวกเขาอาจยังไม่พร้อมสำหรับเทคโนโลยีที่ใหม่ขนาดนี้ก็เป็นได้

แล้วคุณล่ะ เห็นภาพเจ้ามือถือโบราณนี้แล้ว คิดเห็นว่าอย่างไรกัน ?

ที่มา : mysteriousuniverse | เรียบเรียงโดย suriya mardeegun

สลดสุดๆ! นี่คือการฆ่าตัวตายหมู่ ที่มีคนตายเยอะที่สุดในโลกกว่า 900 คน

สลดสุดๆ! นี่คือการฆ่าตัวตายหมู่ ที่มีคนตายเยอะที่สุดในโลกกว่า 900 คน

การฆ่าตัว ตายหมู่ ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างยิ่ง เพราะความเป็นไปได้ที่กลุ่มคนจำนวนมาก จะตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองพร้อมๆ กัน ถือเป็นที่ยากมากๆ ยกเว้นแต่ว่า คนกลุ่มนั้นจะโดนล้างสมองจากคำสอนหรืออะไรสักอย่าง อย่างเช่นกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปนี้

jonestown-02

เรื่องราวมันเริ่มจาก จิม โจนส์ บุรุษชาวอเมริกันผู้เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น พ่อของเขาเป็นสมาชิกคนดังของสมาคมเหยียดผิวแบบสุดโต่ง แต่ตัวเขาเองกลับมองว่านั่นเป็นเรื่องโหดร้าย และกลับให้ความเห็นอกเห็นใจชาวผิวสีแทน นอกจากนั้นเขายังได้รับอิทธิพลจากลัทธิคอมมิวนิสต์ เขาเชื่อในความเท่าเทียม และเชื่อว่าตัวเองคือผู้ที่พระเจ้าส่งมา

jonestown-03

หลังจากที่เขาเริ่มมีบทบาทในโบสถ์มาก ขึ้น ด้วยความสามารถในการพูดโน้มน้าว ทำให้มีผู้คนชื่นชอบจิมมากมาย เขาจึงเริ่มก่อตั้งลัทธิของตัวเองที่มีชื่อว่า พีเพิล เทมเพิล (Peoples Temple) และสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา

jonestown-12

โดยเขาได้ไปซื้อที่ดินในประเทศกายอานา ทวีปอเมริกาใต้ และตั้งชื่ออาณาจักรของเขาว่า โจนส์ทาวน์ หรือ นครโจนส์ (Jonestown) พร้อมทั้งอพยพสาวกจำนวนมากไปเริ่มชีวิตใหม่ที่นั่น ซึ่งส่วนมากเป็นคนผิวสี

jonestown-01

เมื่อรัฐบาลสหรัฐรู้เข้า จึงส่ง ลีโอ ไรอัน เจ้าหน้าที่จากสภาคองเกรสไปตรวจสอบ ซึ่งสิ่งที่ จนท.ไรอัน เห็นก็คือความปกติสุขของชาวเมือง

jonestown-13

แต่หลังจากเขากลับไป เบื้องหลังเมืองโจนส์ทาวน์นี้ มีแต่การใช้แรงงาน และเต็มไปด้วยการกฏข้อบังคับที่เข้มงวด เช่น การห้ามมีความรักและถือพรหมจรรย์ ซึ่งเคยมีผู้ที่ถูกกล่าวนี้ ถูกนำตัวมาลงโทษแก้ผ้าประจารเพื่อให้ชาวบ้านรุมด่า

Jonestown Mass Suicide

เมื่อ จนท.ไรอัน ทราบเรื่อง จึงกลับมาตรวจสอบอีกครั้งและพยายามนำสาวกที่ไม่เห็นด้วยกับ จิม โจนส์ กลับไปด้วย 15 คน แต่ยังไม่ทันที่จะได้กลับไปอเมริกา จิมสั่งเก็บพวกเขาทันที ไรอันและสาวกเสียชีวิตรวม 4 คน ซึ่งนักบินบนเครื่องเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

People's Temple Cult Commits Mass Suicide In Guyana

จิมรู้ตัวดีว่า อีกไม่นานจะต้องถูกทางการส่งคนมาจับตัวเขาไป ดังนั้น ภารกิจสุดท้ายที่เขาจะทำคือการสร้างโศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือการฆ่าตัวตายหมู่กับชาวบ้านพร้อมกันทุกคนนั่นเอง ซึ่งแผนการนี้ เขาเคยมีการซักซ้อมไว้ก่อนแล้วด้วย

People's Temple Cult Commits Mass Suicide In Guyana

ดื่มเครื่องดื่มค็อกเทลผสมไซยาไนด์ ถูกเตรียมไว้ให้เด็กๆ ดื่มก่อน ก่อนที่ผู้ใหญ่ทั้งหมดจะดื่มมันตามลงไป มีศพหลายรายที่เห็นพ่อแม่นอนกอดลูกน้อย เพื่อที่จะได้ตายเคียงข้างกัน

Jonestown Mass Suicide

แน่นอนว่า ชาวบ้านไม่ได้เส่ียชีวิตโดยทันที หลายๆ คนต้องทนทุกข์ทรมานจากสารพิษในร่างกายอย่างมาก ก่อนที่จะเสียชีวิตลง 

Jonestown Massacre

สรุปแล้วชาวบ้านเสียชีวิตทั้งหมด 914 คน มีบางส่วนที่รอดมาได้ ส่วน จิม โจนส์ เสียชีวิตในนครโจนส์ของเขา พร้อมกับคำกล่าวที่ว่า “ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว เพียงแค่เราเปลี่ยนไปสู่สถานะใหม่ที่สูงกว่า”

People's Temple Cult Commits Mass Suicide In Guyana

และนี่ก็คือเรื่องราวการฆ่าตัวตายหมู่ ครั้งประวัติศาสตร์อันน่าเศร้า ซึ่งเป็นผลมาจากการหูเบาและเชื่อคนผิด เรื่องนี้อาจเป็นอุทาหรณ์ให้กับ คนที่หลงเชื่องมงายใครง่ายๆ ถึงแม้พวกเราอาจจะไม่ถึงขนาดฆ่าตัวตายหมู่ และบางครั้ง ก็อาจนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเองและคนรอบข้างได้เหมือนกัน

ที่มา : wikipedia | เรียบเรียงโดย suriya mardeegun

รอยลากปริศนาบนดาวอังคาร มันคืออะไรกันแน่ ?

รอยลากปริศนาบนดาวอังคาร มันคืออะไรกันแน่ ?

หากพูดถึง สิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารที่ดูเป็นตัวเป็นตน หรือหลักฐานเกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมอย่างเป็นทางการ นาซ่าไม่เคยประกาศออกมาแม้แต่ครั้งเดียว ว่ามีการค้นพบแปลกๆ เกี่ยวกับสิ่งประหลาดบนดาวอังคารเป็นเรื่องจริง

moving-rock-mars-01

อย่างเช่นการค้นพบครั้งนี้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบปรากฏการณ์ประหลาดบนดาวอังคารอีกครั้งผ่านทาง Google Earth ซึ่งภาพดังกล่าวเผยให้เห็นการเคลื่อนตัวของหินและพื้นดินออกจากจุดเดิม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้

moving-rock-mars-03

ส่วนนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า การเคลื่อนตัวของหินเหล่านี้เกิดจากพายุฝุ่น แต่ทฤษฎีนี้ก็ถูกปัดตกไป เนื่องจากการโดนพายุฝุ่นพัด ก้อนหินที่เคลื่อนที่จะต้องมีลักษณะโค้งหรือซิกแซกบ้าง แต่ภาพที่ปรากฏให้เห็น หินทุกก้อนเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงเหมือนกันหมด

moving-rock-mars-02

และจากภาพที่เห็น เหมือนพื้นดินและก้อนหินบริเวณนั้น ถูกลากไปด้วยพลังของอะไรสักอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งมันต้องเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่มากอีกด้วย

moving-rock-mars-04

สุดท้าย เรื่องราวนี้อาจเป็นอีกหนึ่งปริศนาที่เกิดขึ้นบนดาวอังคารที่ไม่มีทาง พิสูจน์ได้ ถ้าหาก NASA ไม่ออกมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่ามันคืออะไร แล้วคุณล่ะ คิดว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากอะไร มันคือปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือฝีมือของสิ่งมีชีวิตนอกโลกกันแน่

ที่มา : disclose | เรียบเรียงโดย suriya mardeegun

25 ภาพสัตว์เลี้ยงกับเด็กน้อย ที่ดูแล้วอิ่มเอมใจแบบสุดๆ

25 ภาพสัตว์เลี้ยงกับเด็กน้อย ที่ดูแล้วอิ่มเอมใจแบบสุดๆ

มีคำกล่าว ที่ว่า ถ้าหากคุณมีลูกแล้ว ควรจะมีสัตว์เลี้ยงสักตัวสองตัว เพื่อที่จะได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน สร้างความสัมพันธ์และเป็นส่วนที่จะทำให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยนมากขึ้นอีกด้วย คำกล่าวนี้สามารถพิสูจน์ได้จากภาพเหล่านี้ ที่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างแน่นอน ลองไปชมกัน

1


2


3


4


5


6


7


8


9


10


11

Kids-Need-Pet-01

12


13


14


15


16


17


18


19


20


21


22


23


24


25


ที่มา : boredpanda | เรียบเรียงโดย : suriya mardeegun