วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

สงครามเก้าทัพ

หลัง จากที่กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ราชธานีแห่งใหม่ของชนชาติไทยก่อกำเนิดขึ้นมาได้เพียงสามปี ราชอาณาจักรแห่งนี้ก็ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ จากมหาสงครามที่จะชี้ชะตาถึงอนาคตของแผ่นดินแห่งนี้ว่าจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป หรือต้องล่มสลายลงโดยมหาสงครามครั้งนี้ ถูกเรียกขานว่า สงครามเก้าทัพ
ในปีพุทธศักราช 2319 พระเจ้าช้างเผือกมังระ กษัตริย์พม่าแห่งอาณาจักรอังวะได้เสด็จสวรรคตลง จิงกูจาโอรส องค์ใหญ่ของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากสมเด็จพระราชบิดา หลังครองราชย์ พระเจ้าจิงกูจาได้สั่งปลดอะแซหวุ่นกี้ออกจากตำแหน่งและสั่งประหารพระอนุชา ของพระองค์ ส่วนบรรดาพระอนุชาของพระเจ้ามังระนั้น พระองค์ได้มีบัญชาให้นำไปกักตัวไว้
พระเจ้าจิงกูจาทรงมีพระทัยโหดร้าย ชอบแต่เสวยสุรายาเมาและหลังเสพสุราก็มักทรงกระทำการทารุณต่าง ๆ อยู่เสมอ วันหนึ่ง พระองค์ได้ทรงมีรับสั่งให้นำเอาพระสนมเอกคนโปรดซึ่งเป็นบุตรของอะตวนหวุ่นไป ประหารชีวิตด้วยการถ่วงน้ำและรับสั่งให้ถอดบิดานางลงเป็นไพร่ ทำให้อะตวนหวุ่นโกรธแค้นมาก จึงไปสมคบกับอะแซหวุ่นกี้และตะแคงปดุง (มังแวง) พระอนุชาของพระเจ้ามังระ ฉวยโอกาสที่พระเจ้าจิงกูจาเสด็จออกประพาสหัวเมืองก่อการกบฎและยกเอา มังหม่อง ผู้เป็นโอรสของพระเจ้ามังลอกพระเชษฐาของพระเจ้ามังระขึ้นครองราชบัลลังก์
ทว่าหลังจากนั้นมังหม่องกลับควบคุมสถานการณ์ไว้มิได้ โดยปล่อยให้บรรดาโจรป่าที่เป็นสมัครพรรคพวกของพระองค์ทำการปล้นสะดมภ์ผู้คน จนเกิดความวุ่นวายไปทั่วกรุงรัตนปุระอังวะ ในที่สุดหลังจากที่มังหม่องนั่งเมืองได้เพียงสิบเอ็ดวัน ตะแคงปดุงจึงได้ร่วมกับเหล่าเสนาอำมาตย์จับตัวมังหม่องสำเร็จโทษเสีย จากนั้นจึงได้ขึ้นครองราชสมบัติกรุงอังวะแทน ทรงมีพระนามว่า พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าช้างเผือก แต่เป็นที่รู้จักในพระราชพงศาวดารของไทยในพระนาม พระเจ้าปดุง หรือที่ในภาษาพม่าเรียกว่า พระเจ้าโบดอพญา
ในเวลานั้น พระเจ้าจิงกูจาได้ทรงทราบว่าเกิดกบฏขึ้นในกรุงอังวะ จึงคิดจะทรงหลบหนีไปยังเมืองกะแซ แต่ด้วยความเป็นห่วงพระราชชนนีจึงลอบมาใกล้กรุงอังวะและส่งหนังสือเข้าไปทูล แจ้งว่าจะทรงหลบหนีไปอยู่เมืองกะแซ แต่พระราชชนนีทรงห้ามปรามว่า ธรรมดาเมื่อเกิดเป็นกษัตริย์แล้ว หากแม้นจะต้องตายก็ควรตายในเมืองของตัว หาควรหนีไปพึ่งเมืองน้อยอันเคยเป็นข้าไม่ ทำให้พระองค์ทรงเกิดมีขัตติยะมานะและเสด็จนำข้าหลวงที่มีอยู่กลับเข้าเมือง พวกทหารที่เฝ้าอยู่ เห็นพระเจ้าจิงกูจาเสด็จมาอย่างอาจหาญก็เกิดความเกรงกลัวไม่กล้าจับกุม ฝ่ายอะตวนหวุ่นซึ่งมีความเจ็บแค้นที่พระสนมเอกบุตรสาวของตนถูกพระเจ้าจิงกู จาสั่งประหารได้ทราบเข้า จึงนำคนมาล้อมจับและได้ฟันพระองค์สิ้นพระชนม์ที่ในเขตพระราชฐาน
เมื่อพระเจ้าปดุงทรงทราบความก็ทรงพระพิโรธว่า อะตวนหวุ่นทำการโดยพลการ สังหารพระเจ้าจิงกูจาแทนที่จะจับมาถวายพระองค์ จึงทรงให้เอาตัวอะตวนหวุ่นไปประหารเสีย
ในขณะที่เกิดเหตุแย่งชิงราชบัลลังก์กันในกรุงอังวะนั้น บรรดาเมืองขึ้นต่าง ๆ ของกรุงอังวะได้ถือโอกาสแข็งเมืองจนถึงกับมีบางหัวเมืองที่บังอาจคุมพลยกไป ปล้นกรุงอังวะอันเป็นราชธานีก็มี พระเจ้าปดุงจึงได้ทรงยกทัพไปโจมตีหัวเมืองต่าง ๆ ที่แข็งข้อได้จนหมดสิ้น จากนั้นได้ทรงโปรดฯ ให้สร้างราชธานีแห่งใหม่ ชื่อว่า กรุงอมรปุระและเริ่มทำสงครามกับประเทศใกล้เคียงเพื่อแผ่ขยายพระราชอำนาจ
ล่วงถึงปีพุทธศักราช 2328 หลังจากทรงได้รับชัยชนะเหนืออาณาจักรยะข่ายทางทิศตะวันตกและแคว้นมณีปุระทาง ทิศเหนือ พระเจ้าปดุงก็หมายพระทัยจะแผ่พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์ ยิ่งขึ้นไปอีก โดยในเวลานั้น พระองค์ได้ทรงทราบมาว่า ไทยเพิ่งจะตั้งราชธานีใหม่ นามว่า กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์
พระเจ้าปดุงจึงทรงหมายจะทำลายกรุงรัตนโกสินทร์และพิชิตชนชาติไทยไว้ในพระราช อำนาจเฉกเช่นดังพระเจ้าช้างเผือกสิบทิศบุเรงนองในอดีตและพระเจ้ามังระผู้ เป็นพระเชษฐาของพระองค์
ทั้งนี้ เพื่อให้ทรงบรรลุพระประสงค์ พระเจ้าปดุงได้ทรงเกณฑ์รี้พลจากทุกชาติทุกภาษาในราชอาณาจักรทั้ง พม่า มอญ เงี้ยว ยะข่าย มณีปุระและชนชาติอื่น ๆ รวมทั้งสิ้นหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันคน จัดเป็นทัพทั้งหมดเก้ากองทัพ โดยกำหนดแผนให้เข้าโจมตีไทยจากห้าเส้นทางพร้อมกัน ดังนี้
ทัพที่หนึ่ง มีพลรบหนึ่งหมื่น ม้าศึกหนึ่งพัน กำหนดให้ยกเข้าทางด่านสิงขร เมืองมะริด มีพลหนึ่งหมื่นแบ่งเป็นทัพบก ทัพเรือ ทัพบกให้แมงยีแมงข่องกยอเป็นแม่ทัพ ถือพลเจ็ดพัน เข้าตีหัวเมืองฝ่ายใต้ทางบกของไทย ตั้งแต่ชุมพร เรื่อยไปถึงสงขลา ส่วนทัพเรือให้ยี่หวุ่นเป็นแม่ทัพ ถือพลสามพัน กำปั่นรบ 15 ลำ เข้าตีหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกของไทยตั้งแต่ตะกั่วป่าไปจนถึงเมืองถลาง
ทัพที่สอง ให้อนอกแฝกคิดหวุ่น (อะ-นอ-กะ-แฝก-คิด-หวุ่น) เป็นแม่ทัพ ถือพลรบหนึ่งหมื่น ม้าศึกหนึ่งพัน โดยยกเข้าทางด่านบ้องตี้ เข้าตีราชบุรี เพชรบุรี จากนั้นให้ไปบรรจบกับทัพที่หนึ่งที่เมืองชุมพร
ทัพที่สาม ให้หวุ่นคะยีสะโดศิริมหาอุจจนา เจ้าเมืองตองอู เป็นแม่ทัพ ถือพลรบสามหมื่น ม้าศึกสามพันให้ยกเข้าทางเชียงใหม่ ให้ตี นตรลำปาง สวรรคโลก สุโขทัย พิษณุโลก จากนั้นให้ยกลงมาสมทบกับทัพหลวงที่กรุงเทพ
สำหรับกองทัพที่สี่, ห้า, หก, เจ็ด และแปดนั้นจะเข้าตีกรุงเทพโดยตรง มีพลรวมทั้งสิ้นแปดหมื่นเก้าพัน โดยแบ่งออกเป็น
ทัพที่สี่ ให้เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นแม่ทัพ ถือพลหนึ่งหมื่นหนึ่งพัน ม้าศึกหนึ่งพันหนึ่งร้อย เป็นทัพหน้าเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์
ทัพที่ห้า ให้เมียนเมหวุ่นเป็นแม่ทัพถือพลรบห้าพันม้าศึกห้าร้อยเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์ คอยหนุนทัพที่สี่
ทัพที่หก ให้ศิริธรรมราชา ราชบุตรองค์ที่สอง เป็นแม่ทัพ ถือพลรบหนึ่งหมื่นสองพัน ม้าศึกหนึ่งพันสองร้อย เป็นทัพหน้าที่หนึ่งของทัพหลวง ยกเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์
ทัพที่เจ็ด ให้สะโตทันซอ ราชบุตรองค์ที่สาม เป็นแม่ทัพถือพลรบหนึ่งหมื่นหนึ่งพัน ม้าศึกหนึ่งพันหนึ่งร้อย เป็นทัพหน้าที่สองของทัพหลวง ยกเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์
ทัพที่แปด ทัพหลวง มีพระเจ้าปดุงทรงเป็นจอมทัพ ถือพลห้าหมื่น ม้าศึกห้าพัน ช้างรบห้าร้อย ยกเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์
ส่วนทัพที่เก้าซึ่งเป็นกองทัพสุดท้าย นั้น ให้จอข่องนรธา เป็นแม่ทัพถือพลห้าพัน ม้าศึกห้าร้อย ยกเข้าทางด่านแม่ละเมา ตีเมืองตาก กำแพงเพชร จากนั้นให้ลงมาบรรจบกับทัพหลวงที่กรุงเทพ

ภาพเก่าหาดูยากในอดีต


พระที่นั่งอนันตสมาคม ถ่ายจากสวนดุสิต

พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

พระปฐมเจดีย์



หญิงสาวแต่งตัวเรียบร้อย รวมกลุ่มกันเล่นกีฬาในร่ม ไม่แน่ใจว่าเป็นสกาหรือเปล่า
ใครดูออกว่าเป็นอะไรช่วยบอกด้วยค่ะ ขอให้สังเกตการห่มผ้าแถบของแท้ดั้งเดิม 
เขาพันร่างกายท่อนบนแล้วเหน็บไว้เฉยๆ ค่อนข้างหลวม ไม่เหน็บกันแน่นเหมือนในละครทีวี
ไม่มีกระดุม ไม่มีเข็มกลัดช่วยยึด ผ้าแถบอยู่ติดตัวได้ก็เพราะความชำนาญของคนห่ม 
รู้ว่าจะเคลื่อนไหวยังไงถึงจะไม่หลุด

คนจีนหาบของขาย หมวกที่ใส่เรียกว่าหมวกกุยเล้ย

 สนามหลวง เมื่อปลายรัชกาลที่ 5

วัดพระแก้ว จากมุมด้านกระทรวงยุติธรรม ประมาณปลายรัชกาลที่ 5

พระสงฆ์รับบาตรจากชาวบ้าน ขอให้สังเกตอิริยาบถของชายที่ใส่บาตร
เขาย่อตัวลงต่ำ เพื่อแสดงความนอบน้อมต่อบรรพชิต แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด
ผ้าที่ชายชาวบ้านห่มเฉวียงบ่า เป็นการห่มแบบแสดงคารวะ

 พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ไม่ระบุปี พ.ศ.

ภาพน้ำท่วมครั้งใหญ่ พ.ศ. 2485 สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา

น้ำท่วมใหญ่ 2485 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ อีกภาพหนึ่ง

กระทรวงกลาโหม



ทหารไทยเมื่อ 100 ปีก่อนแต่งตัวกันอย่างนี้

บริเวณที่ทำการของ ยู.เอ็น.

สะพานพุทธ เข้าใจว่าสมัยรัชกาลที่ 7



 หน้าตาของสะพานพระราม 6  ประมาณรัชกาลที่ 7

เรือนแพ สุขจริง...อิงกระแสธารา   ช่วงปลายรัชกาลที่ 8 หรือต้นรัชกาลที่ 7

ภาพวังบูรพาภิรมย์ ตรงที่ที่เรียกว่า "วังบูรพา" ในปัจจุบัน 
เดิมเป็นวังของสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
ต้นราชสกุล ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา ต่อมาทายาทได้ขาย ผู้ซื้อรื้อวังลง เพื่อนำที่ดินไปใช้ในด้านพาณิชย์จนถึงปัจจุบัน




ภาพเมืองไทยในอดีต ที่หาดูยาก

  ภาพเมืองไทยในอดีต ที่หาดูยาก




ภาพเก่าๆในอดีต ของเมืองไทย ที่คนไทยน้อยคนจะได้เห็น เป็นภาพที่หาดูยาก ย้อนให้เห็นถึงความทรงจำอันเก่าแก่และยาวนานของประเทศ รวมถึงความสงบสุขของประเทศไทยอีกด้วย


วันนี้ได้รวม 19 ภาพที่ดูแล้วทำให้ใครหลายๆคนต้องปลาบปลื้มหวนให้นึกถึงวิวัฒนาการของประเทศไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน



ภาพพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ( พ.ศ. 2451)


ภาพถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสู่สนามบินดอนเมือง (พ.ศ. 2503)


ภาพมุมสูงของพระบรมมหาราชวัง และพื้นที่รอบๆ (พ.ศ. 2418)


ภาพถนนสุขุมวิท (พ.ศ. 2527)


ภาพถนนสาธร ในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2452)

ภาพถนนราชดำเนิน (พ.ศ. 2503)



ภาพถ่ายของนักโทษในจังหวัดน่าน กำลังฟังพระเทศน์ก่อนถูกประหาร (พ.ศ. 2413)



ภาพคลองรังสิต ปทุมธานี (พ.ศ. 2491)



ภาพถ่ายของทุ่งรังสิต จังหวัดปทุมธานี (พ.ศ. 2490)



ภาพถ่ายของทุ่งรังสิต จังหวัดปทุมธานี (พ.ศ. 2490)



ภาพริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระเจ้าพระยา ที่มองหน้าฝั่งธนฯ ( พ.ศ. 2436)



ภาพตลาดบางลี่ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี (พ.ศ. 2483)



ภาพน้ำท่วมที่ว่าการอำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา (พ.ศ. 2480)



ภาพรถโดยสาร ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี (พ.ศ.2480)

 


ภาพรถโดยสาร ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี (พ.ศ.2480)



ภาพของกองทัพสยาม ขณะปราบจีนฮ่อ (พ.ศ. 2418)




ภาพถ่ายการแต่งกายของชาวบ้าน ในจังหวัดมุกดาหาร (พ.ศ. 2443)



ภาพหน่วยพยาบาล ในสมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2476)




ภาพถ่ายด้านหน้าของสถานีหัวลำโพง (พ.ศ. 2473)





ขอบคุณข้อมูล/ภาพ "ohozaa"

หาดูยาก! ภาพถ่ายเก่าๆ บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของไทย (ชุด1)

หาดูยาก! ภาพถ่ายเก่าๆ บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของไทย (ชุด1)

โดยภาพที่เรารวมมาให้ได้ดูกันนี้เป็นภาพมาจาก เพจ สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ ซึ่งภาพถ่ายเก่าๆ บางภาพเขาก็ใช้เทคนิคการลงสีใหม่เพื่อให้ดูสวยงาม ชัดเจนมากขึ้น แต่ทว่าไม่ได้ทำลายองค์ประกอบของภาพให้เปลี่ยนเลย... ว่าแล้วก็มาย้อนเวลาไปในอดีตพร้อมๆ กัน  เริ่มที่ภาพแรกเลยค่ะ 
พระบรมฉายาลักษณ์ล้นเกล้าฯ ของรัชกาลที่ ๗ กับชาวสยาม
ภาพถ่ายในอดีตสยาม

บรรยากาศ การขายของ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ บริเวณหน้าวิหารซำปอกง (วัดพนัญเชิง) ในภาพพอจะเห็นได้ว่าแม่ค้าที่นุ่งโจงกระเบนสีม่วงนั้น นำปลาแห้งมาวางขาย
ภาพถ่ายในอดีตของไทย
โรงงิ้วในสมัยอดีตนั้น ใช้เพียงโครงสร้างตอม่อ มีเสาไม้ไผ่ พาดบนไม้กระดาน หลังคาก็ใช้ผ้าขึงแบบในรูปก็สามารถเป็นโรงงิ้วได้เช่นกัน จากภาพผู้คนที่สวมเครื่องแต่งกาย ที่มีทั้งนุ่งกางเกง ขาสั้น และขายาว อีกทั้งยังมีการนิยมสวมใส่หมวกด้วย จึงคาดว่าน่าภาพนี้น่าจะถูกบันทึกในช่วงยุคของจอมพล ป.พิบูลสงคราม 
โรงงิ้วในรัชกาลที่5

เจ้าจอมมารดาเพ็งในรัชกาลที่ ๔ แต่งกายในชุดสไตล์ยุโรป บ้างก็ให้ความเห็นว่าเป็นการแต่งกายเพื่อเล่นละคร บ้างก็ว่าแต่งการเพื่อต้อนรับคณะทูต
ภาพถ่ายในอดีตของไทย

ภาพถ่ายจากสนามหน้าจักรวรรดิ์เข้ามายังศูนย์กลางอำนาจการปกครองในช่วงรัชกาลที่ ๔ - ๕ ตอนต้น 

สนามหน้าจักรวรรดิ์สมัยร.4-ร.5

ภาพคุณยายแต่ง กายด้วยการใส่ชุดโจงกระเบนกำลังนั่งร้อยดอกไม้พวงมาลัย เพื่อนำไปใช้ในการตกแต่งเทียนบูชา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นภาพในสมัยรัชกาลที่ ๕ 
คุณยายร้อยพวงมาลัยในสมัยรัชกาลที่5

ภาพถ่ายกรมขุนวรจักร ในปลาย สมัยรัชกาลที่ ๓ (ขุนวรจักร คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ ทีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าปราโมช เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเจ้าจอมมารดาอัมพา) 
ภาพถ่ายในอดีตของไทย

มอญ ปากลัด คือ กลุ่มคนที่สืบเชื้อสายจากมอญ และได้อพยพเข้ามาอยู่ในไทย สำหรับภาพนี้เป็นชาวมอญ ปากลัด คาดว่าน่าจะในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕-๖ จะเห็นได้ว่าวิธีการนุ่งผ้าของชาว มอญ ปากลัด มีวิธีการเหน็บที่ต่างจากไทย 
ชาวมอญ ปากลัด

ดูจากลักษณะการแต่งกาย มีหมวกคล้ายหมวกตำรวจ ใส่ผ้านุ่งดูดีสวยงาม และพกดาบญี่ปุ่นด้วย น่าจะเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ในสมัยนั้น บริเวณที่นั่งดังกล่าวเป็นตรงทางขึ้นพระอุโบสถวัดพระแก้ว
ภาพถ่ายในอดีตของไทย

เจ้าจอมอาบ เจ้าจอมเอื้อน  สนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กำลังลงพายเรือ ณ พระราชวังดุสิต  (*สนมเอกของร.๕ มีทั้งหมด 5 นาง มีชื่อเรียกว่า เจ้าจอมก๊กออ หรือ เจ้าจอมพงศ์ออ ซึ่งพระสนมทุกนางมีขึ้นต้นด้วยอักษร อ. อ่างทั้งหมด เจ้าจอมมารดาอ่อน, เจ้าจอมเอี่ยม, เจ้าจอมเอิบ, เจ้าจอมอาบ และเจ้าจอมเอื้อน นอกจากนี้ทุกนางยังเป็นสตรีจากสายราชินิกุลบุนนาค ซึ่งเป็นบุตรีของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงอู่ ภริยาเอ ด้วย)

เจ้าจอมอาบ เจ้าจอมเอื้อม 


แถวบน : เจ้าจอมแก้ว เจ้าจอมเอื้อน เจ้าจอมเอี่ยม แถวล่าง : เจ้าจอมแส พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ เจ้าจอมเอิบ เจ้าจอมมารดาอ่อน พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา
ภาพ: วิกิพีเดีย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายภาพร่วมกับเจ้าจอมอาบ, เจ้าจอมเอี่ยม และเจ้าจอมเอื้อน
ภาพถ่ายในอดีตของไทย
ภาพ: วิกิพีเดีย

ดูกันอีกรูปชัดๆ กับพระพักตร์ของเจ้าจอมเอื้อน (ขวา) และเจ้าจอมอาบ (ซ้าย)
ภาพ: วิกิพีเดีย

จีวรลายดอกที่ใช้โดยพระสงฆ์ในปลายรัชกาลที่ ๔
จีวรลายดอกในรัชกาลที่ 4

พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายเมื่อปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วิธีจัดการกับศพในสมัยรัชกาลที่ ๕ สัปเหร่อจะแล่เนื้อศพ แล้วโยนให้แร้งกิน ส่วนกระดูกที่เหลือก็นำไปเผา  ว่ากันว่าวิธีการนี้แหละเป็นที่มาของคำว่า 'แร้งวัดสระเกศ' นอกจากนี้ ป่าช้าวัดศระเกศยังเป็นที่ยอดฮิตเวลาชาวต่างชาติมาเยือนสยามจะต้องแวะชม
แร้งวัดสระเกศ

ห้องเครื่องตำหนักพระวิมาดาเธอสายสวลีภิรมย์ ในพระราชวังดุสิตสมัยรัชกาลที่ ๕
ห้องเครื่อง

ประตูท่าแพ เมืองเชียงใหม่
ประตูท่าแพ เชียงใหม่ในอดีต

ภาพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคทอดกฐิน ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ ในปีพศ.๒๔๐๘
ทอดกฐินในสมัยอดีต

กรุงเทพฯ เมื่อ 150 ปีที่แล้ว
กรุงเทพ 150 ปีที่แล้ว

เรียบเรียงโดย Yenta4.com
ขอบคุณข้อมูลรูปภาพจาก: สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ,วิกิพีเดีย