วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เป้าหลอก เป้าจริง

จัดการเงินทอน นะเป้าหลอก แต่ยึดอำนาจ คณะสงฆ์และเข้าไปจัดการทรัพย์สินวัดทั่วประเทศ คือเป้าจริงต่อจากภาคธรรมกาย


ข่าวเงินทอนวัดกำลังเป็นที่จับตามมอง แต่อาจทำให้สังคมสับสน ว่า เกิดอะไรขึ้น ทำให้ วัดใหญ่ หลายวัด และพระผู้ใหญ่หลายรูปของ วงการสงฆ์ไทย ถึงถูกกล่าวหา และถูกบุกจับ ในช่วงเช้ามืด ราวกับเป็นอาชญากรร้ายแรง ทั้งๆที่ยังไม่ได้ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา แต่อย่างใด

การกระทำดังกล่าว เป็นการทำลายศรัทธา ทำร้ายจิตใจของบรรดาพุทธศาสนิกชนหรือไม่ อย่างไร?

เลยต้องย้อนรอยไปดูเป้าหมายเดิมของ สนช.และกก.ปฏิรูปพระพุทธศาสนา ชุดนาย ไพบูลย์ นิติตะวัน นักธุรกิจที่ผันตัวมาสู่เส้นทาง นักการเมืองสายแต่งตั้ง ซึ่งก็พบร่องรอยเดิม ในเรื่อง การยึดอำนาจ เข้าควบคุม เงินวัด  หลักฐานร่องรอยต่างๆ อาทิ เช่น


“ไพบูลย์”ชง 2 กม.ปฎิรูปศาสนา ตั้งศาลพระวินิจฉัยพระธรรมวินัย-กม.จัดการทรัพย์สิน

-สปช. เสนอ 4 แนวทางปฏิรูปพุทธศาสนา



- “กรรมการปฏิรูปศาสนา สปช.” เสนอ 4 แนวทางปฏิรูป-พิทักษ์กิจการพุทธศาสนา 



เป้าหมายแรกในทุกๆรายงานของนายไพบูลย์ นิติตะวัน คือ การจัดการทรัพย์สินมหาศาลของวัดไทยทั่วประเทศนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่าทางคณะกรรมการฯ ได้ส่งรายงาน เรื่อง รายงานผลการพิจารณาศึกษาการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสตร์ ต่อ สปช. แล้ว

จากการประชุมหารือกันจำนวน 5 ครั้ง พบ 4 ปัญหาสำคัญ คือ

1.ทรัพย์สินของวัดหรือของพระสงฆ์ที่ไม่มีการตรวจสอบ หรือ การเปิดเผยทรัพย์สิน จนทำให้พระสงฆ์จำนวนมากมุ่งแสวงประโยชน์เข้าสู่ตนเองมากกว่าศึกธรรมและปฏิบัติธรรมตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา 

 2.ปัญหาของสงฆ์ที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จนกลายเป็นความเสื่อมศรัทธา ทั้งนี้มีสาเหตุจากปัญหาการปกครองของคณะสงฆ์ที่เป็นแบบรวมศูนย์ และ การศึกษาคณะสงฆ์ 

3.การทำให้พระธรรมวินัยให้วิปริต และการประพฤติปฏิบัติวิปริตจากพระธรรมวินัย เช่น กรณีของวัดพระธรรมกายที่มีแนวทางคำสอนที่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัยที่ร้ายแรง โดยชักจูงประชาชนให้เชื่อว่า บุญ คือ สินค้า รวมถึงยังมีพฤติกรรมรับเงินบริจาคที่มาโดยมิชอบ ดังนั้นประเด็นที่เกิดขึ้นต้องมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อชำระการปฏิบัติที่เพี้ยนจากพระธรรมวินัย และ 

4.ฝ่ายอาณาจักรต้องสนับสนุน ปกป้อง คุ้มครองกิจการของฝ่ายศาสจักร โดยการจัดโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ที่มีความคล่องตัว

ขอขอบคุณข้อมูล  ,matichon   VoiceTV   bangkokbiznews

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ผ้าเหลืองกับการเมืองและสังคมไทยในระบอบเผด็จการ

 ผ้าเหลืองกับการเมืองและสังคมไทยในระบอบเผด็จการ 


คลิกดู-ผ้าเหลืองกับการเมืองและสังคมไทย โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ - มติชน

ผงะ! ค้นกุฏิ “พระพรหมดิลก” พบหลักฐานวิ่งเต้น เลื่อนสมณศักดิ์ !
#คดีเงินทอนวัด #พระพรหมดิลกเจ้าอาวาสวัดสามพระยา

ความคืบหน้ากรณีตำรวจกองปราบปรามเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 3 วัดดังในกรุงเทพฯ ประกอบด้วย วัดสระเกศราชวรมห....
หารือแนวทางคดี

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่านจันทร์ สันติอโศก นายม...

 ขอขอบคุณสำนักข่าว มติชน ประชาชาติธุรกิจ

ดุสิตโพลให้ 'ปลง' แต่อนาคตใหม่ให้ 'หวัง'

วันจันทร์, พฤษภาคม 28, 2561


ดุสิตโพลให้ 'ปลง' แต่อนาคตใหม่ให้ 'หวัง'


โอ แม่จ้าว ถ้าอย่างนี้แล้วจะไปกันยังไง ว่าตามผลดุสิตโพลนั่นนะ สำรวจความเห็นประชาชนจากตัวอย่างพันกว่าคนในสี่ห้าประเด็น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ห่วงด้านใดมากสุด และจะแก้ข้อวิตกอย่างไร

เอาประเด็นสุดท้ายก่อน ประชาชนไทยของดุสิตโพลเจ๋งมาก หลังจากตอบว่ามีความวิตกกังวลในเรื่องเศรษฐกิจมากที่สุด ทิ้งห่างเรื่องสังคมกับการเมืองกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ (ดังตัวเลข ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ และ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ)

พอถึงคำถามสุดท้าย “มีวิธีแก้ไขความวิตกกังวลอย่างไร” ได้คำตอบว่า “อันดับ ๑ ทำใจ ปล่อยวาง ปลง ๔๑.๓๐ เปอร์เซ็นต์” แบบนี้จะเรียกว่างอมืองอเท้าไหมหนอ

ยังไม่พอ อันดับสองให้ “ตั้งสติ นั่งสมาธิ สวดมนต์ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ๒๙.๕๖ เปอร์เซ็นต์” โน่นแน่ะ แถมอีก “อันดับ ๓ หากิจกรรมคลายเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว ออกกำลังกาย ๒๐.๕๕ เปอร์เซ็นต์”

คำตอบอีกสองอันดับก็ไม่ห่างจากกัน ประมาณว่า ชั่งหัวมัน’ อย่าไปรับรู้อะไร ก้มหน้าก้มตาทำมาหา (ไม่ค่อยจะมี) กินต่อไปตามกรรม (ที่พวกคนดีๆ เขาก่อกันไว้) น่ารักกันจริง กลกบเกิดแต่ในสระจ้อยกะลาแลนด์ เจริญพวง

แค่สงสัยนิดนึงนะ ไหนตอบกันว่า ข้อวิตกกังวลด้านเศรษฐกิจทุกวันนี้ (หลังจากสี่ปี คสช. ครองเมือง –เตือนความจำหน่อย) อันดับหนึ่งเรื่อง “ค่าครองชีพสูง ของกินของใช้ราคาแพง น้ำมัน ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา” ตั้ง ๗๔.๗๗ เปอร์เซ็นต์บอกว่า ใช่เลย

ส่วนที่เห็นว่าด้านการค้าการขาย ไม่ดี การเงินฝืดเคือง มีแค่ ๓๑.๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มาเป็นอันดับสอง นอกนั้นโทษต่างชาติไม่มาลงทุน ๒๔.๗๗ เปอร์เซ็นต์ กับโทษรัฐบาลไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ๒๑.๔๘ เปอร์เซ็นต์ (สงสัยกลุ่มนี้เป็นเสื้อแดงทั้งนั้น)

สำหรับด้านสังคมที่ผลโพลอ้างว่าประชาชนวิตกกังวลเรื่อง “ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” เป็นอันดับหนึ่ง ๓๙.๘๕ เปอร์เซ็นต์นั้น ขอข้ามไปไม่คอมเม้นต์ ในเมื่อเป็นห่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ ค่าครองชีพสูง แล้วยังปล่อยวาง คงยากใครจะช่วยได้ ถ้าไม่ช่วยตนเอง


(ขนาดผู้วิเศษ คสช. ยังเอาไม่อยู่ จะให้เรียก อิปูว์-ไอแมว’ กลับมานั้นอย่าหวัง คนดีศรีอยุธยาอย่างเราๆ ออเจ้า แม่นาง พ่อนาย กัดก้อนกินเกลือทนได้ แต่ถ้าหน้าแตกอับอาย เพราะคิดผิด เลือกผิด ไม่มีทางยอมเสียเชิงแน่นอน ประมาณนั้นหรือ)

แล้วไหน โพลเดียวกันบอกว่าด้านการเมือง กังวลเรื่องเลือกตั้งและประชาธิปไตยมากที่สุด (๔๙.๓๙ เปอร์เซ็นต์) ล่ะ ทำไมไม่คิด อย่างประชาธิปไตย เสียบ้าง อย่าเอาแต่สิ้นหวัง

ดูอย่างพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจัดเลือกตั้งผู้บริหารพรรค และประกาศจุดยืนทางการเมืองไปหมาดๆ “เราต้องการการเมืองแห่งความหวัง หวังถึงการมีส่วนร่วมกับการออกแบบนโยบาย หวังถึงการทำให้คนในสังคมเท่ากัน
 
มาร่วมกันขยับประเทศไทย เพื่อบอกว่าการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้ชนนั้นนำไม่กี่คน มันหมดแล้ว เพื่อให้คนไทยได้สิทธิและเสรีภาพกลับคืนมา” เป็นคำประกาศของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ป้ายแดงในวันประชุมพรรคครั้งแรก (๒๗ พ.ค.)

ขณะที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการพรรค ยืนยันว่า “วันแรกเราจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ทันที” ธนาธรลำหน้าไปหนึ่งก้าวแล้วว่า “รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ เราไม่แก้ เราจะฉีกเลย”

ปิยบุตรให้ความชัดเจนต่อไปว่า “โดยมาตราแรกที่ต้องยกเลิกให้ได้คือมาตรา ๒๗๙ ที่คุ้มครองประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารทั้งหมด เราจะปักธงก้าวหน้าลงสู่สังคม เพราะการยึดอำนาจก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ฐานกบฎ”

ธนาธรก็ย้ำอีกครั้งเรื่องไม่เอารัฐประหาร จะทำให้การรัฐประหารของ คสช. ครั้งล่าสุดนี่ เป็นครั้งสุดท้าย “พอกันทีกับคนส่วนน้อยที่ถือปืนแล้วกดหัวประชาชนเอาไว้ ขณะที่คนส่วนใหญ่ถูกปิดหู ปิดตา ปิดปาก” เขากล่าว

“บรรดาประกาศและคำสั่งของ คสช. คือปืนที่เอากฎหมายมาห่อไว้ แต่ไม่ใช่กฎหมาย” ปิยบุตรขยายความ “นี่คือการคืนความปกติให้สังคม เราไม่ได้แก้แค้น แต่เรากำลังจัดการเพื่ออนาคตของเรา” ธนาธรเสริม

“ถ้าเรายังกลัว ยังติดกับดัก ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ที่สังคมเป็นอย่างนี้เพราะเรากลัว เลิกกลัวได้แล้ว ถ้าคนยืนขึ้นหนึ่งคน สิบคน คุณจะกลัวเขา แต่เมื่อไรก็ตามที่เรายืนขึ้นเกินหมื่น คสช. ต่างหากที่ต้องกลัวประชาชน”

 
นั่นละคือสิ่งที่ประชาชนทั้งนอกและในโพลต้องทำ กันอย่างถ้วนทั่วทุกตัวคน โพลครั้งต่อไปคือการเลือกตั้งใหญ่ที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเขากำลังต่อสู้ให้ได้มา และกำลังรณรงค์ติดแฮ้ชแท็กทางอินเตอร์เน็ตกันอยู่

อย่าปล่อยให้ความหมดหวังเข้าครอบงำเหมือนที่ดุสิตโพลว่า การสวดมนต์เพื่อปลดปลงวิบากกรรม อาจทำให้จิตสงบเปลื้องทุกข์ไปจากใจได้ แต่นั่นไม่ทำให้ทุกข์นั้นหายไปจากความเป็นจริง

แบ่งเวลาสงบจิตสงบใจมาทำกิจกรรมเรียกร้องให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น เป็นหนทางกำจัดทุกข์ไปจากกายด้วยได้ ดีกว่าเอาแต่ ปลง ว่ามั้ย

ขอขอบคุณข้อมูลจากสำนักข่าวที่กล่าวรายชื่อแล้วในข้างต้น

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ภาพเหล่านี้มันไม่ต่างกับเศษ “อาจม” ที่นอกรั้วบริเวณ”หมู่บ้านผู้พิพากษาป่าแหว่ง “ ใครมาสำรากทิ้งไว้...?

ภาพเหล่านี้มันไม่ต่างกับเศษ “อาจม” ที่นอกรั้วบริเวณ”หมู่บ้านผู้พิพากษาป่าแหว่ง “
ใครมาสำรากทิ้งไว้...?
เห็นสภาพรอบๆนอกรั้วไหมครับ..ว่ามันกินเนื้อที่ๆโค่นป่าถางป่าไปอีกเท่าไหร่ มันมีสารพัดขยะสิ่งปฏิกูลและเศษวัสดุก่อสร้าง ที่ถูกทิ้ง ออกมาบริเวณด้านนอกรั้วของโครงการก่อสร้างฯ
 gDPSgdL.jpg]
 bn4Ntsw.jpg]
 5YvBz7B.jpg]
 OCmfN9U.jpg]
 xuSBvGH.jpg]
 nn834VH.jpg]

ถามว่าใครจะออกมารับผิดชอบในการทำความสะอาดแล้วจะเอางบการทะนุบำรุงรักษามาจากไหน..มันก็หนีไม่พ้นภาษีของพวกเรานั่นแหละ..
อะไรไม่ว่า..ทำไปแล้ว..ไม่ออกมารับผิดชอบอะไรเลย..ปิดปากเงียบ..โยนภาระไปให้สังคม...
อะไรมันจะทุเรศกว่านี้ไม่มีแล้ว...
*หน้าที่รับผิดชอบของหมู่เฮาคนฮักป่าดอยสุเทพคือออกมาไล่...หื้อเขา..ไปรื้อไปเต..

*หน้าที่รับผิดชอบของเขาคือ..ต้อง..สั่งรื้อสั่งเต

*บ่าหันคำสั่งฯ..หมู่เฮาจะไล่บ่าเลิก บ่ารื้อ..บ่าเต..บ่าหยุด...

*เข้าใจ๋ตรงกั๋นน่อปี้น้อง....!
ป.ล. ขอบคุณภาพถ่ายจากเพจเครือข่าย?

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

แผนแยบยลฟัดเหวี่ยงประชาชน "ตั้งงบ ๓๕๐ ล้านมาจ้างคนปกป้องรัฐบาลทหาร”

วันศุกร์, พฤษภาคม 11, 2561

แผนแยบยลฟัดเหวี่ยงประชาชน "ตั้งงบ ๓๕๐ ล้านมาจ้างคนปกป้องรัฐบาลทหาร”


พรุ่งนี้จะดูดได้บ้างไม่ได้บ้างยังไม่รู้แจ้ง วันนี้ (๑๑ พ.ค.) ลูกป๋าเหนาะยัน “ดูดไม่ขึ้น” ก็เหมือนดูดลอดช่อง จะลอดช่องมาเลย์ สิงคโปร์ หรือลอดช่องไทยกลิ่นใบเตยน้ำกระทิ ดูดยาก ไม่เหมือนดูดส้วม

สรวงศ์ เทียนทอง อดีต รมช. สาธารณสุข ลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง บอกกับผู้สื่อข่าว ที่จริงไม่อยากให้ดูด เพราะไม่มีประโยชน์ ถ้าดูดไปได้ “พวกตนจะทำงานลำบาก

อย่าคิดว่าเป็นเทียนทองแล้วจะลงพรรคไหนในสระแก้วก็ได้หมด ต้องฟังประชาชนด้วย เหมือนสมัยพรรคประชาราช ตอนนั้นก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด...
พวกตนชัดเจนว่าไม่เอานายกฯ คนนอก และไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจแบบนี้อีก...ทุกวันนี้เราต้องมองกันเป็นวินาที ไม่ใช่มองทีละ ๒๐ ปี อย่างยุทธศาสตร์ชาติ”


แต่วานนี้ทีมงานครองอำนาจนาน ๒๐ ปี ประกาศสงคราม (ไซเบอร์) กับประชาชนไว้แล้ว ทั่นรัฐมนตรีกระทรวง (ยังไม่) ยุติธรรมประกาศแผนยุทธศาสตร์ เพิ่มนักรบไซเบอร์ คสช. อีก ๕ พันคนใน ๕ ปี

มิไยมีใครๆ ถามกันอึงแล้วบนโลกไซเบอร์ @panitaan ทวี้ตว่า “นักรบไซเบอร์ขึ้นกับหน่วยงานใดไช้งบประมาณเท่าไรใครกำหนด job description? วัด kpi อย่างไร ? รบกับใคร ?เพื่อผลประโยชน์ของใคร ?ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ? ฤา ตั้งมาคุ้มครอง ไอ้นายกคนนอกในอนาคตอันใกล้ ที่จะเข้าปกครองมาแบบทุเรศๆ”

‘independence’ ไม่ใช่ตอบ ก็เหมือนตอบว่า “ทหารไทย (ใช้งบ ปชช.) รบ (กับ ปชช.) ทุกสนาม” สำหรับของปีนี้ที่จะมีนักล่าเน็ตติเซ็น ๑ พันคน เบื้องต้นต้องผลิตให้ได้ ๒๐๐ ก่อน สั่งจ่ายงบประมาณไว้แล้ว ๓๕๐ ล้านบาท เริ่มลงมือจัดหลักสูตรและฝึกอบรมกันกลางเดือนมิถุนาที่จะถึงนี้แหละ
 
นักรบไซเบอร์ คสช. สองร้อยคนแรกนี่ก็เพิ่มจากหน่วยงานที่ดำเนินการด้านนี้อยู่แล้วหลายแหล่ง ทางด้านกระทรวงดิจิทัลฯ ก็มี ปอท. หน่วยปราบอาชญากรรมเทคโนโลยี่ทำงานร่วมกับตำรวจ ฝ่ายความมั่นคงและ กสทช.

แล้วยังมีหน่วยงาน ธิ้งค์แท้งค์’ ฝ่ายวิชาการเรียกว่า ไทยเซิ้ร์ช’ ทำหน้าที่ปกป้องข้อมูล และให้ความรู้ด้านกฎหมายไซเบอร์ รวมทั้งกฎหมายละเมิดบุคคลที่สาม ที่กำลังจะออกใหม่บังคับใช้ปลายปีนี้ด้วย
 
ทั้งหมดนั่นเป็นแผนยุทธศาสตร์ไซเบอร์ที่ พลอ.อ.ประจิน จั่นตอง เผยไต๋ลายพรางของ คสช. อันเนื่องมาแต่ความเคลื่อนไหวของฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ที่เตรียมชุมนุมและเดินขบวนกันวันที่ ๒๒ พฤษภา โอกาสครบรอบสี่ปีการยึดอำนาจของ คสช.


เห็นแผนแยบยล ฟัดเหวี่ยงประชาชนอย่างนี้แล้วอึ้ง พูดไม่ออก ต้องอาศัยถ้อยของ Atukkit Sawangsuk มาใช้ เขาเขียนไว้สะใจ “อุบาทว์สัด ตั้งงบ ๓๕๐ ล้านมาจ้างคนปกป้องรัฐบาลทหาร” ไม่ใช่แค่นั้น เขาใส่ต่อ

“ความมั่นคงไซเบอร์ทุกชาติมีไว้ป้องกันแฮกเกอร์ นักโจมตีระบบ อาชญากรออนไลน์ แต่นี่แม่-มีไว้เอาผิดคนเห็นต่างทางการเมือง เห็นต่างกับทหาร เอาความมั่นคงในทัศนะทหารเป็นที่ีตั้ง แล้วบอกว่านั่นคือความมั่นคงของประเทศ

กรวย เงินภาษีกรู”


ขอขอบคุณข้อมูลจากข่าว
1.มติชน
2.Thaienews


วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ไอ้ที่บ่นๆ ว่างานหนักเงินน้อยน่ะ แท้จริงปั้นน้ำเป็นตัว“สรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ นั้นมีรายได้จาก ๒ ตำแหน่ง ทั้งนายกฯ และหัวหน้า คสช. ถึงเดือนละ ๒๕๑,๑๘๐ บาท”


ไอ้ที่บ่นๆ ว่างานหนักเงินน้อยน่ะ แท้จริงปั้นน้ำเป็นตัว แปลงรูปจากน่าตบเป็นหน้าตูบ (ให้สงสาร) ทั้งที่รู้อยู่เต็มหัวตัวเองรับเงินสองทาง แล้วยังของแถม เบ็ดเสร็จ ๒ แสนครึ่งต่อเดือนเนี่ยน้อยเหรอ

ispacethailand.org แจงไว้ “สรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ นั้นมีรายได้จาก ๒ ตำแหน่ง ทั้งนายกฯ และหัวหน้า คสช. ถึงเดือนละ ๒๕๑,๑๘๐ บาท”
 
คือตำแหน่งนายกฯ เงินเดือนเจ็ดหมื่นห้ากว่าๆ บวกเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนอีก ๕ หมื่น เป็น ๑๒๕,๕๙๐ บาทต่อเดือน เช่นเดียวกับเงินเดือนตำแหน่งหัวหน้า คสช. บวกเพิ่มวิเศษ ๕ หมื่น รวมแสนสองหมื่นห้าพันเช่นกัน

ร้ายกว่านั้น ที่บอกว่าได้น้อยกว่าพวกนายกฯ และผู้นำประเทศในกลุ่มอาเซียนนั่นก็พูดผิดอีกเหมือนกัน สงสัยแกล้งโง่หรือไม่เจ้าเล่ห์เสียจนตาลาย เพราะจริงๆ แล้วเงินเดือนของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ติดอันดับที่สองรองจากนายกฯ สิงคโปร์คนเดียวเท่านั้น


แสดงว่าเจตนามุสาเพียงแค่ให้ตนดูดี เตรียมตัวครองเมืองอีกรอบด้วยภาพลักษณ์ใหม่อย่างนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย (ครึ่งใบ) โดยไม่สำรวจตัวเองว่าคุณภาพเป็นอย่างที่แอบอ้างมาตลอดจริงหรือไม่

นอกจากฝีมือบริหารห่วยแตกเละเทะแล้วยังการวางแผนข้างหน้าหาดีไม่ได้ เข้าทางบ่อนทำลายความสงบสุขและอยู่ดีกินดีของประชาชน (ไม่รวมข้าราชการและชนชั้นในสังคม)

เหมือนอย่างประเด็นหลักประกันสุขภาพที่กระทรวงสาธารณะสุขกำลังจ่อจะรื้อทำใหม่ให้รัฐบาลจ่ายน้อยลง และส่วนต่างเกินดุลก็ผลักภาระไปให้ประชากรนั้น กลุ่มปกป้องหลักประกันสุขภาพออกมาแฉว่า รัฐบาล คสช.กำลังทำให้ระบบ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคถูกควบคุมโดยระบบราชการ
 
นิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพกล่าวว่า “ขณะนี้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่พูดไว้ในเรื่องแผนปฏิรูประบบสาธารณสุข ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๖ เม.ย. ที่ผ่านมา”

แผนปฏิรูป’ ที่ประกาศเป็น “ระบบสาธารณสุขที่ยึดอำนาจให้ข้าราชการเป็นผู้ชี้ขาดทุกอย่าง และดูแลเฉพาะผลประโยชน์ของพวกพ้องตัวเองเท่านั้น” จากการจะตั้ง “ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพชาติ ยึดและกินรวบทุกบอร์ดสุขภาพ ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพที่ สธ.กำลังจะผลักดันและจะเสนอเข้า ครม.เร็วๆ นี้”

โดยที่โครงสร้างของคณะกรรมการชุดวิเศษสำหรับระบบสุขภาพนี่ มีทั้งสิ้น ๔๕ คน มาจากพวกข้าราชการและข้ารองบู๊ตเกือบทั้งหมด ๔๕ คน มีประชาชนธรรมดาอยู่แค่ ๓ คน ทำให้กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพออกมารณรงค์ต้านกฎหมายฉบับนี้

อ้างว่า “เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของประชาชนที่ได้มาจากรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย เป็นระบบอนาถา ถูกบังคับให้ร่วมจ่ายเมื่อป่วย เพราะคนกลุ่มนี้พูดตลอดเวลาว่า ๓๐ บาทคือภาระประเทศ แต่สวัสดิการของข้าราชการไม่เคยเป็นภาระสำหรับพวกเขา”


ทั้งที่รัฐบาล คสช. ผ่านทาง รมว.สาธารณสุข นำเอาระบบสุขภาพถ้วนหน้าของไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกว่าเป็น ‘Universal Healthcare’ ดีมากถึงดีที่สุดนี้ ไปโฆษณาหากินกับประชาคมโลก ในการประชุมที่คิวบา

ไปคุยเอาหน้า แต่กลับมาทำอีกอย่างแทบตรงกันข้าม ทั้งเอาเปรียบชาวบ้านและเอาประโยชน์ใส่ตัวแบบนี้ เขา

ขอขอบคุณ
Thaienewsว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมแบบ หลอกแดกไปวันๆ

การต่อต้านหมู่บ้านป่าแหว่งอย่างหนักสะท้อน “วิกฤตศรัทธาต่อวงการความยุติธรรม”

การต่อต้านหมู่บ้านป่าแหว่งอย่างหนักสะท้อน “วิกฤตศรัทธาต่อวงการความยุติธรรม”

ในช่วงการเคลื่อนไหวที่ขัดต่อหลักการความยุติธรรมสากลของกลุ่มตุลาการวิบัตินั้น หลายคนมองว่านี่จะเป็นผลสะเทือนด้านลบอย่างรุนแรงต่อวงการความยุติธรรมของประเทศ ที่เคยได้รับการยอมรับศรัทธาทั้งจากในประเทศและสังคมไทยมานานย่างหนัก นับแต่ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก โดยการใช้ระบบกฎหมายตามแบบอารยะประเทศมาแล้วร่วมศตวรรษ

ในระยะแรกนั้น ขบวนการตุลาการวิบัติถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีอย่างรุนแรงไปทั่ว แต่ก็ยังไม่มีผลกระทบต่อวงการนี้นัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการเคารพกฎหมายหรือการใช้กฎหมายปิดปากที่เป็นพื้นฐานหนึ่งของระบบบริหารประเทศนี้

แต่ความไม่พอใจนั้นฝังลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนมากมายในสังคม และต่างก็รอการ “เอาคืน” กับอภิสิทธิของผู้ใช้กฎหมายของประเทศอยู่ตลอดเวลา แต่พวกนี้ยังลำพองกันว่า ถึงอย่างไรคนในสังคมก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะมีเกราะกำบังทั้งทางลายลักษณ์อักษรในกฎหมายและในทางปฏิบัติที่ผู้สนับสนุนยังคงมีอำนาจอิทธิพลสูงอยู่ ดังนั้น ถ้าอยากมีชีวิตสุโขสโมสรอยู่เหนือประชาชนอย่างไรก็คงทำได้

คนในสังคมมากมายที่ต่างรอคอยโอกาส เนื้อหา และจังหวะมานาน มันมาถึงจนได้จากกรณี “หมู่บ้านป่าแหว่ง” เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายที่พวกเขามีเครื่องมือปิดปาก แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อม ที่คนทั้งประเทศมีวาระร่วมที่ต้องปกป้อง ปฏิกริยาเรื่องนี้จึงหนักหน่วงรุนแรงมาก จนคนที่ร่วมสร้างหมู่บ้านป่าแหว่งคาดไม่ถึง แทบทำอะไรไม่ถูก

อย่าแปลกใจที่จากการสำรวจนั้น ผู้คนทั้งประเทศต่างเรียกร้องให้รื้อทิ้ง ทั้งที่สร้างจนเกือบเสร็จ และแทบไม่มีใครเข้าข้างผู้สร้างเลย นอกจากคนในวงการเดียวกันไม่กี่คน แถมคนในวงการนี้จำนวนมาก ก็ยังไม่เห็นด้วยกับเรื่อง “หมู่บ้านป่าแหว่ง” และแสดงออกอย่างเปิดเผยด้วย

ไอ้หัวหน้าเผด็จการทหารกากเองก็ยังกังวลว่ามันเป็นปัญหากับทั้งวงการ อย่าห่วงเลย เพราะความไม่พอใจนี้มันสั่งสมกันมานานเป็นสิบปีแล้ว “หมู่บ้านป่าแหว่ง” เป็นเพียงการจุดระเบิด หลังจาก “วิกฤตศรัทธาต่อวงการความยุติธรรม” นั้น ผู้คนอึดอัดกันมานาน

สิ่งสำคัญที่คนในวงการนี้ควรทำก็คือ ต้องสลัดแอกของพวกตุลาการวิบัติที่ครอบงำอยู่ออกไปให้หมดสิ้น เปิดโปงพวกนี้ให้โลกรับรู้ว่าใครคือหัวโจกที่เป็นสาเหตุสร้างภาพลักษณ์ลบให้กับทั้งวงการ จนประชาชนหันมายืนอยู่ตรงข้าม ไม่มีความเกรงใจหลงเหลือขนาดนี้ แล้วหันมาสู่หลักนิติธรรม นำความเคารพศรัทธาและความเกรงใจจากประชาชนกลับมา แต่อย่าไปหวังว่ามันจะกลับมาทั้งหมด เพราะเมื่อเริ่มมีการต่อต้านวงการนี้ขึ้นมาแล้ว ถ้าทำอะไรผิดหลักการอีก ก็ต้องมีคนออกมาต่อต้านกันอีก เพราะสังคมมีประสบการณ์แล้ว
รวมคลิปเอาไว้ดูเล่น : 

221113 ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา ณ เวทีประชาชน ราชดำเนิน - YouTube
+
3

"ผู้พิพากษาสาวจอมวีน" เสียชีวิตแล้ว โฆษกศาลเผยยุติการสอบวินัย | ข่าวช่อง 8 - YouTube
+
2