วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

10 สุดยอดบ้านแห่งความพิลึก (Top Ten Outrageous Homes)

10 สุดยอดบ้านแห่งความพิลึก (Top Ten Outrageous Homes)

 
ความแปลกพิสดารทำให้บ้านหลังงามไม่ใช่เป็นแค่ที่พัก หรือที่หลับนอน แต่มันสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นอย่างที่คุณคาดไม่ถึง เตรียมพบกับตัวอย่างบ้านที่เราอยากแนะนำคุณ 1 ถึง 10 ต่อจากนี้จะฉีกทุกกฎเกณฑ์ของแนวคิดบ้านยุคปัจจุบันไปเสียให้หมด เหลือไว้แต่เพียงอุดมคติของบ้านในแบบของคุณ บ้านในความฝัน บ้านจากเทพนิยาย ทุกจินตนาการของคุณอาจเป็นหนึ่งในนั้น สิบสุดยอดบ้านแห่งความพิลึก (Top Ten Outrageous Homes)

อันดับ 10 : ไลท์ แช็ค (Light Shack : Fresno, CA)

หากคิดว่าบ้านคือโลกแห่งสีสัน สำหรับที่นี่รับรองว่าใช่ เมื่อพระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ เงาแห่งราตรีเข้ามาแทนที่ ความตื่นเต้นจึงเริ่มต้นขึ้น หลอดไฟนับร้อยๆ ปรากฎแสงสีระยิบระยับ พรมสีสด รูปปั้นของตกแต่งบ้านทุกชิ้นเหมือนมีชีวิตเต้นระบำเองได้ ห้องหับต่างๆ ถูกสร้างสรรค์ด้วยจินตนาการอันโลดแล่น จากห้องสะท้อนแสง หรือห้องให้ความอบอุ่น ทุกห้องเหมือนใส่สไตล์ ความสร้างสรรค์ และตัวตนลึกๆ ของผู้ตกแต่งให้สมบูรณ์แบบในตัวมันเอง

อันดับ 9 : เอิร์ธเคว้ก เฮาส์ (Earthquake House : Los Altos, CA)

จากบ้านแฟนตาซีสู่บ้านแห่งความตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่า ไม่ปลอดภัยแน่ถ้าจะสร้างบ้านในเขตแผ่นดินไหว แต่ความยุ่งเหยิงกลับพบแรงบันดาลใจ เมื่อเดล และมาโก้ ซีมอร์ สองสามีภรรยาประกอบมันขึ้นกลางซิลิคอนวัลเลย์ ตรงจุดเคลื่อนตัวของแผ่นดินพอดี ความคิดในการสร้างบ้าน และรูปแบบบ้านที่ต่างออกไป ประตูเกือบ 20 บาน หน้าต่างยื่นโย้เย้ รูปทรงเรขาคณิตกับงานออกแบบสุดแสนพิสดาร รวมแล้วเปลี่ยนบ้านแห่งนี้จากความหายนะให้เป็นความคิดสร้างสรรค์

อันดับ 8 : เฮาส์ โบท ซีแอตเติล (Seattle s House Boat : Seattle, WA)

บ้านริมน้ำ... บ้านชวนฝันของทุกคน ในอดีตที่นี่คือ แหล่งรวมบ้านเรืออันดับหนึ่งของประเทศ บ้านเล็กๆที่ชาวประมง คนทำเรือ พวกค้าของเถื่อน มักสร้างบ้านลอยน้ำสำหรับครอบครัว บ้านเรือสีสวยที่โดดเด่นกว่าใคร ลักษณะพิเศษที่ แบร์ ร็อบบิ้น และโรเบิร์ต บลู๊ค สร้างขึ้นจากแรงดลใจแบบการพักผ่อนในสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ด้วยสีสัน พื้นที่ใช้สอย การออกแบบที่ใช้งานได้ทุกอย่าง รายละเอียดของความเป็นศิลปะ และความวิเศษที่วิวทิวทัศน์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้ เฮาส์ โบท ซีแอตเติล ถูกรวมอยู่ในสิบสุดยอดบ้านแห่งความพิลึก และน่าอยู่มากที่สุด

อันดับ 7 : สคัลป์เจอร์ เฮาส์ (Sculpture House : Lubbock, TX)

บ้านยุคอวกาศ สุดยอดสิ่งก่อสร้างที่หลุดมาจากหนังสตาร์วอร์ส (STAR WARS) ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ้านหลังนี้ใช้เหล็กหนักถึง 110 ตัน ภายในแม้จะยังตกแต่งไม่เสร็จ แต่ภาพที่ได้ก็ไม่ธรรมดาเลย โรเบิร์ต บรูโน่ ผู้เห็นความแตกต่าง และชื่นชมแบบบ้านสไตล์ มิลลิเนียม พัลคอน เขาพบบางสิ่งที่น่าสนใจในโลกอวกาศแล้วแปลงเป็นบ้านโครงเหล็กที่สมบูรณ์แบบ ส่วนเว้า ส่วนโค้ง หน้าต่างบานใหญ่ และแผ่นเหล็ก สร้างมิติด้วยมุมมองแห่งอวกาศ วิวที่คุณจะได้เห็นพร้อมๆ กันจากตรงโน้น ตรงนี้ หรือตรงนั้น สคัลป์เจอร์ เฮาส์  สร้างได้แม้ต้องใช้ระยะเวลา และฝีมือที่พิถีพิถันในการสร้าง แต่มันก็น่าดู และให้ความรู้สึกดึงดูดอยู่เสมอๆ

อันดับ 6 : สแคร้ป เฮาส์ (Scrap House : City of the Sun, NM)

พบบ้านราคาถูกแสนถูก แต่ความสร้างสรรค์ดีเยี่ยม บางคนความคิดเรื่องบ้านกับความหรูหรา และสะดวกสบายถูกตัดทิ้งไป นี่คือบ้านจากมันสมองอัจฉริยะของมนุษย์ ที่เรียกอย่างนั้นก็เพราะว่า แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่ง ล้วนเป็นของเหลือใช้ที่หยิบยืมได้มาจากรอบๆตัว บ้านกลางทะเลทรายที่ทำเอง และทนต่อทุกสภาพอากาศ ด้วยวัสดุง่ายๆ อย่างขวดแก้ว และอะไรอีกหลายอย่างที่ประกอบกัน ทำให้ตัวบ้านสามารถปรับอุณหภูมิให้สอดคล้องกับภายนอกได้ทั้งร้อน หนาว หรือทุกฤดู แม้การตกแต่งจะไม่สวยงามเท่าบ้านในเมือง แต่ประโยชน์ใช้สอยนั้นเหลือคำบรรยาย

อันดับ 5 : โดม โฮม แอชวิล (Dome Home : Asheville, NC)

คุณจะไม่ได้เห็นเหลี่ยมมุมจากบ้านหลังนี้ รูปทรงมนกลมคือบ้านโดมที่อัดรวมกิจกรรมในบ้านทุกอย่างสู่จุดศูนย์กลางจุด เดียว ความโดดเด่นคงเป็นที่โครงสร้างของบ้าน บอลลูนขนาด 1,600 ปอนด์ถูกฉาบทับด้วยคอนกรีต ส่องเงาลางๆ ของตัวบ้านขนาดใหญ่ ไม่มีรอยต่อ ไม่โดนฝนสาด หรือแม้เสียงลมพัด คุณเพียงแน่ใจได้ว่ามันจะไม่ล้มทับตัวคุณก็เพียงพอ

อันดับ 4 : คอสมิก มัฟฟิน (Cosmic Muffin : Fort Lauderdale, FL)

บ้านเรือบินที่จอดนิ่งๆ คือสุดยอดความพิลึกที่เราจะไปเสาะหากัน คอสมิก มัฟฟิน หรือเดฟ ดริมเมอร์ ยานลอยน้ำที่ความจริงครั้งหนึ่งมันคือเครื่องบินโบอิ้ง 307 สตราโตไลเนอร์ หากแต่เจ้าของคนก่อน โฮเวิร์ด ฮิวจ์ ได้สร้างความบันเทิงให้กับเครื่องบินลำนี้ ปัจจุบัน คอสมิก มัฟฟิน กลายเป็นบ้านสบายๆ บนความสนุกตื่นเต้น แต่เฉพาะคุณออกสตาร์ทเครื่อง และขับมันเท่านั้นนะ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน พื้นไม้สัก ไม้ฮอลลี่ และการตกแต่งสะท้อนสไตล์ของเจ้าบ้าน มันทำให้คืนความอบอุ่น และสดชื่นให้แก่บ้านอีกครั้ง

อันดับ 3 : บ้านรถไฟ (Train House : Atlanta, GA)

นี่คือบ้านที่ออกไปวิ่งได้ ตื่นเต้นกับมุมมองที่เปลี่ยนไป การผจญภัยในแบบชนบทด้วยขบวนรถไฟสายวิเศษ บ้านในฝันของ ดันเต้ สตีเฟนเซ่น มันอยู่สบาย สะท้อนบุคลิก ทำให้นึกถึงความหลัง เรื่องเล่าของความสนุกบนรถไฟที่ไม่มีวันเลือนลาง หากแต่กลับมาในแบบใหม่ บ้านรถไฟ ที่มีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องครัว แม้ค่อนข้างเบียดเสียด แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค ทุกครั้งที่คุณได้เข้าไปในบ้านรถไฟความตื่นเต้นมักจะเริ่มต้นขึ้น

อันดับ 2 : เดอะ เบรกเกอร์ (The Breakers : Newport, RI)

บ้าน คฤหาสน์ ปราสาท แตกต่างกันอย่างไร คุณรู้ได้เดี๋ยวนี้ที่ นิวพอร์ท โร้ดไอสแลนด์ ถนนในฝันสำหรับการโอ้อวดคฤหาสน์หลังงาม เดอะ เบรกเกอร์ ทำให้ทุกคนที่ได้เห็นต้องตะลึง บ้านฤดูร้อนของเจ้าของ คอเนเลียส แวนเดอบิลท์ ถูกสร้างขึ้นอย่างราชา ห้อง 70 ห้อง ภายในตกแต่งอย่างวิจิตร ความอลังการบนเพดาน เสาหินอ่อน โต๊ะไม้โอ๊คแกะสลัก โคมไฟระย้า ห้องโถง ห้องอาหาร ห้องดนตรีขนาดใหญ่ ที่สาธยายไม่ทั้งหมด คือคำตอบของความเลิศหรูอลังการของ เดอะ เบรกเกอร์ ได้อย่างชัดเจน

อันดับ 1 : เฮาส์ ออน เดอะ ร็อค (The House on the Rock : Spring Green, WI)

เดอะ ร็อค หรือเทือกเขา มีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่มโหฬารอยู่ที่นั่น... บ้านบนเขา ที่ประหลาด ไม่เหมือนใคร อัศจรรย์ และไม่น่าเชื่อ คุณต้องลองไปดู ไต่ขึ้นเขาแล้วจะพบบ้านหลังนี้ อาคาร 16 หลังกับระยะทางสองเศษหนึ่งส่วนสี่ไมล์กับการทัวร์ทั่วบ้านให้ครบจนหมด ของมีค่าที่ทั้งสวย และแปลก เครื่องดนตรีขนาดเท่ากับห้องทั้งห้อง ม้าหมุนใหญ่ที่สุดในโลก สร้างความหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ คุณต้องชอบมันแน่ โดยเฉพาะห้องอินฟินิตี้ ที่ยื่นออกไป 210 ฟุตจากหุบเขาลึก ดั่งชื่อ ไม่สิ้นสุด จึงรู้สึกเหมือนเดินอยู่อวกาศ จับให้มั่น และแน่นๆไว้ เพราะถ้าคุณเผลอคุณอาจตกลงไปก็ได้

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

คดีโหดแห่งเขาแอลป์

คดีโหดแห่งเขาแอลป์

แกะรอยคดีสุดสยองสะเทือนขวัญ-สังหารหมู่ 4 ศพในเทือกเขาแอลป์


เหตุร้ายสะเทือนขวัญเมื่อวันที่ 5 กันยายน ปีก่อน แแถวยอดเขาใกล้กับตíำบลเชวาลีน ไม่ห่างจากทะเลสาบแอนเนซี ในเขตโอต๊ -ซาววั หรือส่วนหนึ่งในเทือกเขาแอลป์ ประเทศฝรั่งเศส อดีตนักบินกองทัพอากาศอังกฤษรายหนึ่งขี่จักรยานไปพบกับรถบีเอ็มดับเบิลยูสี แดง ทะเบียนอังกฤษจอดนิ่งอยู่ และสิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดลงมาดู คือภายในรถมีร่างชายคนหนึ่งอยู่หลังพวงมาลัย กับหญิงอีก 2 คนที่เบาะหลัง ทั้งหมดดูเหมือนจะกลายเป็นศพไปแล้วและไม่ไกลจากรถยังพบศพชายอีก 1 คนพร้อม
จักรยาน กับเด็กหญิงอีกรายนอนฟุบจมเลือด เขาพลิกร่างเธอขึ้นมา ก่อนจะพบว่ายังมีลมหายใจ เขาจึงรีบลงจากเขามาแจ้งข่าวร้ายกับเจ้าหน้าที่

เมื่อตำรวจมาถึงพบเด็กหญิงมีร่องรอยถูกทุบตีที่หัวและรอยแผลถูกยิงที่ไหล่ จากนั้นจึงส่งไปยังโรงพยาบาลก่อนที่ต่อมาอีกราว 8 ชม. จะได้พบเด็กหญิงเล็กๆ อีกคนซ่อนอยู่ใต้กระโปรงศพของผู้หญิงที่อยู่เบาะหลัง เธอไม่มีบาดแผล แต่มีอาการหวาดกลัวขั้นรุนแรงจึงต้องส่งไปยังโรงพยาบาลเพื่อเยียวยาจิตใจขณะ อยู่ที่โรงพยาบาล เด็กทั้ง 2 คนได้รับการ อารักขาจากเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสอย่างเข้มงวด โดยยังไม่มีใครรู้ถึงการฆ่าหมู่ครั้งนี้ว่ามีผลพวงมาจากเรื่องใดกันแน่แต่ คดีนี้ก็สร้างความสยองสะเทือนขวัญจากฝรั่งเศสไปจนถึงอังกฤษแล้ว!

ฆ่ายกครัว
จากการสืบสวนระบุว่าผู้ตายทั้ง 3 ศพที่ถูกยิงหัวคนละ 2 นัดในรถ คือ นายซาอัด และนาง อิคบัลอัล ฮิลลี สองสามีชาวอังกฤษวัย 50 ปี และ 47 ปีตามลำดับ ส่วนผู้หญิงอีกคนคือ ซูฮาเลีย อัล-อัลแลฟวัย 74 ปี แม่และแม่ยายของนายซาอัด และเด็กหญิง 2คนก็เป็นลูกสาวของเขา คือ ซีฮับ วัย 7 ขวบ และไซนา วัย 4 ขวบ ทั้งหมดเดินทางมาพักผ่อนตั้งแคมป์เลอ โซลแตร ดู ลชั ในแซงต์-โยริออซ สถานพักผ่อนยอดฮิตของชาวอังกฤษอยู่ 2 คืน ก่อนจะเกิดเหตุร้ายซึ่งน่าจะเป็นตอนบ่ายแก่ๆ ราว 4 โมงเย็น แต่อีกศพที่โดนยิง 7 นัดโดย 2 นัดเข้าที่หัว คือนาย ซิลแว็ง โมล-ลิเย่ร์ คนงานโรงงาน และพ่อลูกสามจากเมืองอูซิแนส ที่อยู่ถัดไป ตำรวจเชื่อว่านายซิลแว็งคงขี่จักรยานผ่านมาขณะฆาตกรรายนี้ ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีกี่รายกำลังลงมือ เลยถูกยิงทิ้งเพื่อปิดปาก

ตามประวัติพบว่าพื้นเพเดิมนาย ซาอัด อัล ฮิลลีเป็นชาวอิรักเกิดในแบกแดด หลังจากรัฐบาลนาย ซัดดัมฮุสเซน ล่มสลาย เขาก็ย้ายมาอยู่อังกฤษจนได้สัญชาติทำมาหากินเป็นวิศวกรด้านคอมพิวเตอร์อยู่ ที่เคลย์เกทในเซอร์รีย์ นอกจากนี้ยังเคยทำงานเป็นวิศวกรชั่วคราวอยู่ที่กิลด์ฟอร์ด กับบริษัท เซอร์รีย์ แซทเทิลไลท์ เทคโน-โลยี ด้วยทั้งพื้นเพกับงานที่ทำของนาย ซาอัด อัล ฮิลลีรวมถึงวิธีสังหารและความเหี้ยมโหด ไม่เว้นแม้แต่คนแก่หรือเด็กผู้หญิง จึงทำให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา!

ปริศนาคดีโหด
เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสกับอังกฤษร่วมมือกันคลี่คลายคดีนี้มาตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน ปีก่อน โดยใช้เจ้าหน้าที่ 2ชาติร่วม 100 คน สืบสาวกินความตั้งแต่ อิรัก, อดีตยูโกสลาเวีย, สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเดินทางมาที่อังกฤษเพื่อพบกับญาติของนายซาอัด ในเคลย์เกท เมืองเซอร์รีย์ โดยการสอบสวนพุ่งไปที่ 3ประเด็นในชีวิตของนาย ซาอัด ทั้งเรื่องงาน, ชีวิตครอบครัว และชีวิตของเขาในอิรักด้านพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ไม่พบอะไรนักนอกจากปลอกกระสุน 15 ปลอก ตกอยู่ใกล้กับรถ กับรายงานว่ามีคนเห็นรถคันหนึ่งวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเกิดเหตุยิงกัน ห่างไป 2 ไมล์ และรอยกระสุนที่ถูกยิงเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้ตำรวจเชื่อว่าฆาตกรรายนี้อาจเป็นมืออาชีพ ซึ่งตรงกับความเห็นของ จอห์น โอคอนเนอร์ อดีตผู้บัญชาการหน่วยรบทางอากาศของอังกฤษ ที่บอกกับสื่ออย่าง สกายนิวส์ ถึงความเชี่ยวชาญของมือปืนซึ่งน่าจะได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี และคล้ายกับการสังหารของพวกกองทหาร ไม่น่าจะเป็นพวกแก๊งโจรทั่วไป

และด้วยเป็นชาวอิรัก อดีตนายทหารยังตั้งข้อสังเกตว่ามันอาจโยงใยไปถึงหน่วยงานลับ สนับสนุนด้วยข้อมูลที่นายซาอัด เคยทำงานให้บริษัท AMS 1087 ที่คอยสำรวจและถ่ายภาพทางอากาศ รวมถึงปืนที่ใช้กับความแม่นยำของฆาตกร คดีนี้จึงอาจจะเป็นฝีมือของพวกผู้ก่อการร้าย แต่จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ยังไม่พบอะไรแบบนั้น หรือสามารถระบุอย่างเป็นทางการว่าเป็นฝีมือของพวกมือปืนอาชีพ อย่างไรก็ดี บางเบาะแสก็ส่อเค้าว่าอาจเป็นเหตุพาให้นายซาอัด กับครอบครัวต้องมาตายที่เทือกเขาแอลป์อย่างที่เป็นโดยเฉพาะการจากไปของพ่อ ของนายซาอัด เมื่อ 1ปีก่อนหน้านั้น?!

คนโหด-คนกันเอง!
ภายหลังเหตุการณ์ร้ายผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่มีแววว่าตำรวจจะจับมือใครดมได้ กระทั่งในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ตำรวจก็สามารถระบุได้ถึงรถคันที่มีพยานเห็นวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วห่างไปจาก จุดเกิดเหตุ 2 ไมล์ในเวลาไล่เลี่ยกับที่เกิดเหตุสังหารหมู่ครอบครัวของนายซาอัดตำรวจยืนยัน ว่า รถคันนั้นเป็นรถบีเอ็มดับเบิลยู X5 แบบโฟร์วีล ไม่สีเทาก็เป็นสีดำ หรือสีเข้ม และตำรวจเชื่อมั่นว่าเจ้าของรถคันนี้จะช่วยคลี่คลายคดีได้แน่ๆแต่ก่อนหน้า นั้น จากเบาะแสที่ตำรวจพบว่านายซาอัดเคยมีปากเสียงอย่างรุนแรงกับพี่ชายของ เขา-นายซาอิดอัล ฮิลลี วัย 54 ปี ถึงปัญหามรดกของพ่อ ในเดือนมีนาคม นายซาอิดจึงถูกตำรวจนำตัวมาสอบสวนก่อนจะปล่อยตัวไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา นายซาอิดก็ถูกตำรวจบุกไปจับกุมมาจากบ้านที่เชสซิงตัน ในเซอร์รีย์ โดยกล่าวหาว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการตายฆ่ายกครัวน้องชายตัวเอง

“ผมบอกทุกอย่างที่ผมรู้กับตำรวจอังกฤษไปแล้ว และที่ผมทำได้ตอนนี้คือ รอคำตอบจากตำรวจ สำหรับเรื่องนี้ที่มันดูลึกลับไปหมด” นายซาอิดบอกกับนสพ.เดอะเมล์ก่อนหน้าจะโดนจับ นอกจากนั้นยังบอกด้วยว่าการตายของน้องชายและครอบครัว ทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับ“มีการเดาไปต่างๆ นานาแต่ผมก็หวังว่าในที่สุดแล้วตำรวจจะหาคนรับผิดชอบได้”ทางด้านตำรวจเหมือน จะมั่นใจหลักฐานที่มีพอสมควรในการรวบตัวนายซาอิดครั้งนี้ เพราะในการสอบสวนพบว่า นายคาดฮิมพ่อผู้ล่วงลับของทั้งคู่ได้ทิ้งทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเอาไว้ รวมถึงเงิน 800,000ปอนด์ ในธนาคารสวิส โดย เอริก เมโยด์ หัวหน้าอัยการแอนเนซีแห่งฝรั่งเศส ได้ค้นพบเอกสารมากมายบางส่วนระบุชัดว่า นายซาอัดได้จ้างทนายเพื่อต่อสู้โต้แย้งไม่ยอมรับพินัยกรรมที่เมโยด์ บอกว่า นายซาอิดได้ปลอมแปลงพินัยกรรมให้มรดกตกเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ในจดหมายที่นายซาอัดเขียนถึงเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กเมื่อ 1ปี ก่อนหน้าที่เขาจะถูกฆ่า ยังพบข้อความที่นายซาอัดบอกว่า เขากลัวตาย หลังจากมีปัญหาเรื่องพินัยกรรมจนเป็นความขัดแย้งกับพี่น้องของเขา แถมยังพบว่าก่อนไปเที่ยวพักผ่อน นายซาอัดได้เปลี่ยนตัวล็อกปืนของเขาที่บ้านในเซอร์รีย์ อีกด้วย

และที่สำคัญสุดๆ จากเนื้อความ นายซาอัดบอกชัดว่า เขากับพี่ชายไม่ได้พูดกันแล้ว “เขาพยายามอย่างมากที่จะเข้ามาจัดการทุกอย่างตั้งแต่พ่อยังไม่ตาย เขาพยา-ยามยึดทรัพย์สมบัติของพ่อ” นายซาอัด เขียนเอาไว้ คดีโหดลึกลับที่กินความมาร่วมปี จึงอาจจบลงด้วยเหตุพี่น้องฆ่ากันเพื่อแย่งสมบัติเหมือนเรื่องชั่วๆ พรรค์นี้ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ทั่วโลกก็เป็นได้ เพราะเงินทองมันไม่เคยเข้าใครออกใครและไม่เคยเว้นวรรค แม้จะเป็นสายเลือดเดียวกันก็ตาม!
suriya mardeegun

ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี

ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี


    เกาหลีมีประวัติยาวนานมากและก่อตั้งประเทศก่อนคนไทยเสียอีก คนไทยเริ่มต้นมาอยู่ในสุวรรณภูมิและตั้งอาณาจักรสุโขทัยเมื่อประมาณปี พ.ศ.1800 แต่เกาหลีเก่ากว่าคนไทยเราเสียอีก ซึ่งไม่ใช่ว่าคนเกาหลีมีมาก่อนคนไทย  เพียงแต่คนไทยนั้นย้ายถิ่นฐานมาตลอดเป็นระยะเวลาเป็นพันปี คนไทยนั้นเริ่มต้นมาจากอาณาจักรน่านจ้าว อาณาจักรต้ามุงในประเทศจีน แล้วก็เคลื่อนย้ายลงมาและถูกคนจีนรุกราน ถ้าท่านที่ดูสามก๊กจะเข้าใจได้ว่าคนไทยอยู่ทางตอนใต้ของจีนและเมื่อ 2,000 ปีก่อนก็ถูกรุกรานโดยก๊กของเล่าปี่กับขงเบ้งนี่แหละ แล้วบรรพบุรุษของคนไทยก็ต้องเคลื่อนย้ายหนีมาเรื่อยๆ  แต่สำหรับเกาหลีนั้นแตกต่างกัน เพราะอยู่ในพื้นที่นั้นมาตลอด และก็รบราฆ่าฟันกันมาเป็นเวลายาวนานทีเดียว

    ถ้าหากนับประวัติศาสตร์เกาหลีจริงๆนี่ เกาหลีนั้นแยกเป็น 2 ประเทศมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งมาแยก เราจะเริ่มต้นมองประวัติศาสตร์เกาหลีไปเมื่อ 4,000 ปี ก่อน ตั้งแต่เริ่มมีชนเผ่าต่างๆในคาบสมุทรเกาหลี  และเริ่มรวมกลุ่มกันได้จริงๆ เมื่อ 2,300 ปีก่อนคริสตศักราช มีกษัตริย์องค์แรกที่รวบรวมเอาเผ่าต่างๆก็คือ พระเจ้าโจซุน มีอำนาจมากสร้างความเป็นปึกแผ่นในเกาหลีได้  แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะคนเกาหลีนั้นจะคล้ายๆกันคนอาหรับ หรือคนในตะวันออกกลางคือมักจะสู้รบกัน แม้จะเป็นเชื้อชาติเกาหลีด้วยกันก็ตาม และต่อมาก็มีการแยกออกเป็นสามอาณาจักร ในยุคสามอาณาจักรนี้มีระยะเวลาหลายร้อยปีเลยทีเดียว แบ่งเป็นตอนเหนือสุดเป็นอาณาจักรโคกุเรียว (Koguryo) ซึ่งอยู่ติดกับประเทศจีน ส่วนทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้นี่ก็คืออาณาจักรเป็กเช (Paekche)  และลงมาทางตอนใต้ที่ใหญ่มากก็คืออาณาจักรชิลลา (Shilla) ใครที่ดูละครเกาหลีก็จะได้ยินชื่อทั้ง 3 อาณาจักรนี้บ่อยๆ

    และในช่วงที่แบ่งเป็น 3 อาณาจักรนี้เองเป็นช่วงที่ประเทศมีความขัดแย้งรุนแรงมาก และต่างคนก็สู้รบกัน และอย่างไรก็ดีทั้ง 3 อาณาจักรนี้ก็รับวัฒนธรรมมาจากจีนโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นลัทธิขงจื๊อ อารยธรรมการเมืองการปกครองนั้นก็นำมาจากจีน  อาณาจักรโคกุเรียวนั้นอยู่ติดกับประเทศจีนซึ่งไม่ค่อยจะถูกกันนักและมีปัญหา การรุกรานกัน ส่วนอาณาจักรชิลล่าไม่ได้อยู่ติดหรือเกี่ยวข้องอะไรกับจีนมากนัก แต่ก็พยายามที่จะสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับจีน  ส่วนเป็กเชนั้นค่อนข้างจะเล็กที่สุด หลังจากที่แยกเป็น 3 อาณาจักรมาประมาณ 300 ปี ก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้โดยที่มีอาณาจักรชิลลาเป็นผู้ยึดครอง และเกิดอาณาจักรใหม่ขึ้นมาคืออาณาจักรโครยอ แต่ก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานเพราะอยู่ท่ามกลาง 3 ประเทศก็คือ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย และยิ่งกับจีนก็มีประวัติศาสตร์ว่ารบราฆ่าฟันกันมานาน และเป็นที่สังเกตว่าประเทศที่มีการสู้รยบ่อยๆ บุคลิกของคน วัฒนธรรมจะออกมาเป็นในรูปที่สอดคล้องกับการสู้รบ ดูอย่างอาหารจะเห็นว่าอาหารเกาหลีเป็นอาหารที่หยาบๆ ง่ายๆ (ต้องขออภัยผู้ที่ชื่นชอบอาหารเกาหลี) เช่น กิมจิที่ทำมาจากผักดองคลุกพริกหมักเกลือ ซึ่งอาหารเหล่านี้เป็นเสบียงในการรบอยู่ได้นานหลายเดือน อีกประการหนึ่งก็คือภูมิอากาศที่หนาวจัดไม่มีสัตว์และพืชที่หามากินได้ ช่วงที่พอจะหาอาหารได้ก็จะถนอมอาหารไว้ ส่วนเนื้อสัตว์ก็จะกินแบบง่ายๆคือ แล่เนื้อปิ้งจิ้มน้ำจิ้มกินเลย ไม่มีมาประดิษฐ์ประดอยทำเป็นแกงอย่างคนไทย

    สังเกตได้ว่านิสัยของคนเกาหลีปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นจะเร่งรีบ ไม่ปล่อยเวลาไปปล่าวประโยชน์ และถือคติว่าต้องได้เปรียบอยู่เสมอเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ที่ต้องสู้รบ อยู่บ่อยๆ  ถ้าไม่สู้รบกันเองก็ต้องสู้รบกับจีน หรือญี่ปุ่นแถมยังต้องระวังรัสเซียเล็กๆ อีกทั้งพื้นที่ของคาบสมุทรเกาหลีนั้นอยู่ล้อมรอบด้วย 3 ประเทศมหาอำนาจ เวลาใครจะรบกับใครก็ต้องผ่านเกาหลี คล้ายกับประเทศเบลเยี่ยมที่อยู่ระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมัน  และต่อมาในยุคล่าอาณานิคม การขยายดินแดนเพื่อระบายประชากรและต้องการทรัพยากรทำให้เกิดสงครามในหลายๆ ประเทศ และระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น รัสเซียไม่สามารถส่งเรือรบออกไปได้เพราะติดน้ำแข็งต้องส่งอ้อมออกมาแต่ก็ถูก ญี่ปุ่นซุ่มโจมตีได้หมด จีนช่วงนั้นตกต่ำเพราะถูกล่าอาณานิคมจากประเทศทางตะวันตก ทำให้ญี่ปุ่นผงาดอำนาจขึ้นมา เกาหลีก็เป็นเหมือนอาณานิคมกลายๆของญี่ปุ่น และต่อมาอีกสิบปีเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งจะเห็นได้ว่าเกาหลีอยู่ภายใต้เขาควายของประเทศมหาอำนาจในช่วงสงครามโลก และต้องประคองตัวให้อยู่รอดและค่อนข้างจะอ่อนแอในยุคนั้น  แต่จริงๆแล้วเกาหลีแบ่งประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีเหนือถูกปกครองในพรรคแรงงานที่ยึดมั่นในแนวทางของคอมมิวนิสต์ นายคิมอิลซุนซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคแรงงานนั้นใกล้ชิดกับประธานเหมาเจ๋อตุงผู้ นำคอมมิวนิสต์ในจีน ในช่วงนั้นประธานเหมานั้นยังยึดจีนไม่ได้ เมื่อทางสหประชาชาติต้องการมาจัดการการเลือกตั้งในเกาหลี พรรคแรงงานที่นำโดยนายคิมอิลซุนนั้นไม่ยอมเลือกตั้งด้วย ก็เลยตัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเขตปกครองของพรรคแรงงาน  ส่วนเกาหลีใต้นั้นก็ให้สหประชาชาติเป็นคนดูแล สหประชาชาติก็สถาปนาการเลือกตั้งในเกาหลีใต้ในแบบอเมริกันขึ้นในช่วงนั้น  ด้วยความที่อเมริกันต้องการเข้าไปยึดครองตรงนี้ มีผลประโยชน์ต่อเนื่องเพราะเป็นจุดยุทธศ่สตร์สำคัญ คือไม่อยู่ไกลจากปักกิ่ง ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้ ไม่ไกลจากวลาดิวอสต๊อก ทำให้อเมริกาต้องการเข้าไปตรงนั้น  เมื่ออเมริกาเข้าไป รัสเซียก็เข้ามา ประกอบกับในช่วงนั้นเจียงไคเช็กแพ้พอดี และมีการสถาปนาคอมมิวนิสต์ขึ้นในจีน และเมื่อมีแนวทางที่ต่างกันทำให้เกิดเป็นสงครามในคาบสมุทรเกาหลี และไทยเองก็ได้ส่งทหารเข้าไปเพื่อช่วยเกาหลีใต้

    ในช่วงของสงครามเกาหลีมีคนตายเป็นล้านเกือบสองล้านคน  ต่อมาสงครามดำเนินมาโดยที่ไม่ใครเป็นฝ่ายชนะเด็ดขาด และภายใต้การนำของนายพลแม็คอาเธอร์ของกองกำลังสหประชาชาติที่มาช่วยเกาหลี ใต้เกือบจะเอาชนะเกาหลีเหนือ ได้และเตรียมที่จะบุกประเทศจีน และเสนอให้มีการใช้ระเบิดปรมาณู แต่ประธานาธิบดีทรูแมน ไม่เห็นด้วยและกลัวจะบานปลาย จึงได้มีการเจรจายุติสงครามของสหประชาชาติกับพรรคคอมมิวนิสต์และแบ่งประเทศ เป็นเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ โดยใช้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่ง แต่เมื่อแบ่งแล้วเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เองก็ยังประกาศภาวะสงครามกันมาจน ถึงทุกวันนี้

    สาเหตุที่ว่าทำไมถึงต้องแบ่งเป็นสองประเทศนั้น สาเหตุหลักนั้นมาจากเรื่องสงครามเย็น หลังจากเยอรมันพ่ายสงคราม สหรัฐและโซเวียตต่างแย่งเข้าไปเอาเทคโนโลยี และบุคลาการมาจากเยอรมันที่ชื่อได้ว่าไฮเทคที่สุดแล้วในยุคนั้น ต่างฝ่ายก็ต่างแข่งขันกันเป็นผู้นำในด้านการบุกเบิกอวกาศและเทคโนโลยีต่างๆ  และหลังจากเยอรมันและญี่ปุ่นหมดอำนาจไป  ก็ต้องมาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ตามประเทศต่างๆ และโซเวียตซึ่งอยู่ใกล้กับเกาหลีได้มาทำการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเกาหลี ฝ่ายอเมริกาที่ไปไม่ทันก็บอกกับโซเวียตว่าที่เหนือเส้นขนานที่ 38 ให้โซเวียตปลดอาวุธส่วนใต้เส้นขนาน อเมริกาจะทำการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ในเกาหลีส่วนนี้เอง จึงเหมือนเป็นจุดเริ่มให้แบ่งเป็นเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ตั้งแต่นั้นมา ฝ่ายเกาหลีเหนือก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามโซเวียต  ส่วนเกาหลีใต้ก็มีฝ่ายสัมพันธมิตรมาจัดการการเลือกตั้งให้

    หลังจากนั้นทางฝ่ายเกาหลีเหนือส่งกำลังเข้ามาใต้เส้นขนานที่ 38 และสามารถที่จะยึดกรุงโซลได้ ดังนั้นองค์การสหประชาชาติก็เลยส่งกำลังเข้าไปช่วยเกาหลีใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งตรงนี้คนเกาหลีใต้ให้ความชื่นชมมาก


Suriya mardeegun

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

รายนาม 20 บุคคลสำคัญของไทยที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

รายนาม 20 บุคคลสำคัญของไทยที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
 
1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ



ทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ได้รับเกียรติจากยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคล สำคัญของโลก เนื่องในโอกาสฉลองวันประสูติครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2505



2.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์



ทรงได้รับการยกย่อง เนื่องในโอกาสฉลองวันประสูติครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2506



3. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์



ทรงได้รับการยกย่องจากยูเนสโก เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาวรรณกรรม เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 200 พรรษา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2511



4. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชริน ทราบรมราชินีนาถ



ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา ?สมเด็จพระมหาธีราชเจ้า? ยูเนสโกยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านวัฒนธรรม เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2524



5.สุนทรภู่ กวีเอกครั้งรัชกาลที่ 2



ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านวรรณกรรม เนื่องในโอกาสฉลองวันเกิดครบ 200 ปี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 นับเป็นสามัญชนคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้



6. ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสถียรโกเศศ) นักปราชญ์และนักวัฒนธรรมสำคัญของไทย



ยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ ชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2531



7. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส



ทรงเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับการถวายพระเกียรติจากยูเนสโก ประกาศให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก เนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ 200 ปีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533



8. พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์



เป็นคนไทยที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก เนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2534



9.สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก



ทรงได้รับการถวายพระสมัญญา ?พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย? เมื่อปี 2535 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์การแพทย์ การพยาบาลและการสาธารณสุข เนื่องในวาระฉลองครบรอบ 100 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535



10.เมื่อปี 2539 เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี



ยูเนสโกได้ประกาศ ยกย่องและร่วมฉลองในวาระมงคลดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2539



11.สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี



ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ : การพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม เนื่องในวาระฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2543



12.ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม



ยูเนสโกประกาศให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านส่งเสริมสันติภาพ เสรีภาพ และประชาธิปไตย เนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543



13.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5



ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา ?พระปิยมหาราช? ทรงได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การพัฒนาสังคม เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 150 พรรษา เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2546



14. หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล



บุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วัฒนธรรม (วรรณคดี) และการสื่อสาร เนื่องในโอกาสฉลองวันเกิดครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2546




15.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี



ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า ?พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย? ทรงได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และสื่อสารมวลชน เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพ 200 พรรษา ในวันที่ 18 ตุลาคม 2547



16.นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือนามปากกาว่า ?ศรีบูรพา? นักเขียน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์มีชื่อของไทย



ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านนักเขียนและนัก หนังสือพิมพ์ เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2549




17.ท่านพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์)



ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2549



18.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท



ทรงเป็นคนไทยที่ได้รับการยกย่องจากยุเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้าน วรรณกรรม การศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข และการต่างประเทศ เนื่องในวาระฉลอง 200 ปีวันคล้ายวันประสูติ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551



19.นายเอื้อ สุนทรสนาน



ได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาวัฒนธรรม ดนตรีไทยสากล เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553



20.พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช




ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และสื่อสารมวลชน เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี ในวันที่ 20 เมษายน 2554 นับเป็นคนไทยลำดับที่ 20 นับเป็นเกียรติประวัติแก่ประเทศไทยอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง

ที่มา : สหวิชาดอทคอม

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

องค์การนาโต (NATO)

องค์การนาโต (NATO)


องค์การนาโต  มี ชื่อเต็มว่า  "องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ" (North Atlantic Treaty Organzation : NATO) เป็นองค์กรความร่วมมือทางการเมืองและการทหารของประเทศค่ายเสรีประชาธิปไตย  ก่อตั้งเมื่อวันที่  4  เมษายน  ค.ศ. 1949  เกิดจากแนวคิดของ  เซอร์วินสตัน  เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษสมัยนั้น
 วัตถุประสงค์ขององค์การ NATO
          NATO  ตั้งขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงร่วมกันในหมู่ประเทศสมาชิก  เนื่องจากการตื่นกลัวภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต  ภายหลังสงครามโลก  ครั้งที่  2  เป็นต้นมา  โดยยึดถือหลักการที่ว่า  "การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศหนึ่งประเทศใด  จะถือว่าเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งหมด"
          ฐานะขององค์การ NATO ในปัจจุบัน
          จุด มุ่งหมายของ NATO เมื่อแรกก่อตั้ง  คือ การรวมกลุ่มพันธมิตรทางการทหารเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับสหภาพโซเวียตในยุคของ สงครามเย็น (The Cold War) นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่  2  เป็นต้นมา  แต่ในปัจจุบัน  ยุคของสงครามเย็นได้สินสุดลงแล้ว  เพราะการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  และลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก  จึงทำให้บทบาทและความสำคัญขององค์การ NATO ทางด้านการทหารในปัจจุบันลดน้อยลง
สำนักงานใหญ่ขององค์การ NATO
สำนักงานใหญ่หรือที่ตั้งฐานทัพองค์การ  NATO  อยู่ที่กรุงบรัสเซลล์  ประเทศเบลเยียม
ประเทศสมาชิก  องค์การ NATO
          ใน ปัจจุบันประเทศสมาชิกองค์การ NATO  มีจำนวน  19 ประเทศ  ได้แก่  สหรัฐอเมริกา  แคนาดา  เบลเยียม  นอร์เวย์  เนเธอร์แลนด์  ฝรั่งเศส  อิตาลี  เยอรมนี  กรีซ  ตุรกี  เดนมาร์ก  ลักเซมเบอร์ก  ไอซ์แลนด์  โปรตุเกส  อังกฤษ  สเปน  ฮังการี  เช็กและโปแลนด์

องค์กรสหประชาชาติ

องค์กรสหประชาชาติ


สหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น (United Nations - UN) เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นองค์การระหว่างประเทศที่กำเนิดขึ้นเป็นองค์การที่สองในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ต่อจากสันนิบาตชาติ ปัจจุบันสหประชาชาติมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 192 ประเทศ (เกือบทุกประเทศในโลก) จุดประสงค์คือการนำทุกชาติทั่วโลกมาทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพและการพัฒนา โดยอยู่บนหลักพื้นฐานของความยุติธรรม ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และความกินดีอยู่ดีของทุกคน นอกจากนี้ยังให้โอกาสประเทศต่าง ๆ สร้างดุลแห่งการพึ่งพาอาศัยกันและรักษาผลประโยชน์ชาติในกรณีที่เกิดปัญหา ระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มนุษยธรรม ให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชน และเป็นศูนย์กลางในการร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายต่าง ๆ
        จาก จุดเริ่มต้นที่สหประชาชาติกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยฝ่าย พันธมิตรผู้ชนะสงคราม ทำให้โครงสร้างขององค์การสะท้อนถึงสภาวะในขณะที่ก่อตั้ง สหประชาชาติมีสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงอยู่ 5 ประเทศ อันประกอบด้วย สาธารณรัฐประชาชนจีน (แทนที่สาธารณรัฐจีน) ฝรั่งเศส รัสเซีย (แทนที่สหภาพโซเวียต) สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา สมาชิกถาวรทั้ง 5 ชาติมีอำนาจยับยั้งในมติใด ๆ ก็ตามขององค์การความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอมีผลกระทบ ต่อการตอบสนองและการตัดสินใจของสหประชาชาติ ความตึงเครียดในสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตส่งผลต่อการ ดำเนินงานของ
        องค์การ ในช่วง 45 ปีแรกหลังการก่อตั้ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองผ่านพ้นไป การปลดปล่อยอาณานิคมในทวีปแอฟริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ ทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
        ระบบ สหประชาชาติอยู่บนพื้นฐานของ 6 องค์กรหลัก ได้แก่ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ คณะมนตรีภาวะทรัสตีแห่งสหประชาชาติ สำนักงานเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่น ๆ อีกเช่น องค์การอนามัยโลก ยูเนสโก และยูนิเซฟ เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มักเป็นที่รู้จักและปรากฏตัวต่อสาธารณชนคือเลขาธิการ สหประชาชาติ ปัจจุบันผู้ดำรงตำแหน่งนี้ คือ นายปัน กี มุน ชาวเกาหลีใต้ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 ต่อจากโคฟี อันนัน

ภูมิหลัง

ก่อน ที่สหประชาชาติจะถือกำเนิดขึ้น มีความพยายามรวมกลุ่มกันของชาติต่าง ๆ ทันทีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติลงโดยใช้ชื่อว่าสันนิบาตชาติซึ่งเกิด ขึ้นจากสนธิสัญญาแวร์ซาย เป็นเพราะประชาชนจำนวนมากในฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าองค์กรโลกที่ประกอบด้วยชาติต่าง ๆ จะสามารถรักษาสันติภาพและป้องกันความน่าสะพรึงกลัวของสงครามอย่างที่เกิดใน ยุโรปช่วงปี พ.ศ. 2457-2461เบื้องต้นสันนิบาตชาติมีสมาชิก 42 ประเทศโดยมีประเทศที่ไม่ได้อยู่ในยุโรปถึง 26 ประเทศ จุดหมายหลักของสันนิบาตชาติมี 2 ประการ คือ พยายามธำรงรักษาสันติภาพ แก้ปัญหากรณีพิพาทต่าง ๆ โดยอาศัยการเจรจาไกล่เกลี่ยและอาจใช้วิธีคว่ำบาตรหรือกำลังทหารถ้าจำเป็น กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าป้องกันสมาชิกจากการรุกราน ประการที่สองคือส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรฐกิจและสังคม แต่การอุบัติขึ้นของสงครามโลกครั้งที่สองแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ สันนิบาตชาติซึ่งไม่มีกำลังทหารเป็นของตนเอง ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิก ขณะที่ประเทศสมาชิกเองก็ไม่เต็มใจที่จะใช้มาตรการต่าง ๆ นอกจากนี้ประเทศมหาอำนาจหลายชาติก็ไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง สันนิบาตชาติจึงถูกล้มเลิกในปี พ.ศ. 2489

สำนักงานใหญ่


        อาคาร สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ก่อสร้างขึ้นบนที่ดินใกล้แม่น้ำอีสต์ในนครนิวยอร์ก เมื่อพ.ศ. 2492-2493 บริจาคโดยจอห์น ดี. รอกกีเฟลเลอร์ จูเนียร์ ด้วยมูลค่า 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และออกแบบโดยออสการ์ นีไมเออร์ สถาปนิกชาวบราซิล สำนักงานใหญ่สหประชาชาติเปิดทำการเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2494 นอกจากนี้ยังมีสำนักงานตัวแทนที่สำคัญตั้งอยู่ในนครเจนีวา นครเฮก กรุงเวียนนา กรุงโคเปนเฮเกน ฯลฯ
        สห ประชาชาติมีธง ที่ทำการไปรษณีย์ และดวงตราไปรษณียากรของตนเอง ภาษาทางการที่ใช้มีอยู่ 6 ภาษา คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน รัสเซีย จีน และภาษาอาหรับ(เพิ่มมาในปี พ.ศ. 2516) ส่วนคณะมนตรีนั้นใช้ 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติจะประชุมกันที่สมัชชาใหญ่ซึ่งอาจเปรียบได้กับ รัฐสภาของโลก ไม่ว่าประเทศจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ร่ำรวยหรือยากจน ต่างมีสิทธิออกเสียงได้เพียงเสียงเดียว แม้ว่าคำตัดสินของสมัชชาใหญ่มิได้ถือเป็นข้อผูกมัดแต่ก็เป็นมติที่มีน้ำหนัก เท่ากับเป็นความเห็นของรัฐบาลโลก

ประวัติ
              ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) เริ่มมีแนวคิดก่อตั้งสหประชาชาติในระหว่างการประชุมของฝ่ายพันธมิตร โดยมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อ แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ลงนามในกฎบัตรแอตแลนติก ทั้งสองเป็นผู้เริ่มใช้คำว่า สหประชาชาติ (United Nations) และใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) หลังจาก 26 ประเทศลงนามในปฏิญญาสหประชาชาติ จากนั้นฝ่ายพันธมิตรจึงเรียกกองกำลังที่ร่วมมือกันต่อต้านเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นว่า "United Nations Fighting Forces"
        วันที่ 27 สิงหาคม - 7 ตุลาคม พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) ตัวแทนจากฝรั่งเศส สาธารณรัฐจีน สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อวางแผนการก่อตั้งสหประชาติที่ดัมบาตันโอกส์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การประชุมครั้งนั้นและต่อ ๆ มา ทำให้เกิดรากฐานความร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม โดยแผนเหล่านี้ได้ผ่านการถกเถียงอภิปรายจากรัฐบาลและประชาชนจากทั่วโลก
          เมื่อใกล้สิ้นสุดสงคราม การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยองค์การระหว่างประเทศ (United Nations Conference on International Organization -- UNCIO) เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ที่นครซานฟรานซิสโก ตัวแทนจาก 50 ประเทศได้ลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ยกเว้นโปแลนด์ที่ไม่สามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมได้แต่ได้รับการพิจารณา ให้เป็นสมาชิกดั้งเดิม รวมเป็น 51 ประเทศ แม้สันนิบาตชาติจะถูกล้มเลิกไป แต่อุดมการณ์ส่วนใหญ่และโครงสร้างบางประการได้ถูกกำหนดไว้ในกฎบัตรโดยได้รับ การพัฒนาให้เหมาะสมกับโลกใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น หลังจากกฎบัตรผ่านการลงนามจากสมาชิก สหประชาชาติจึงได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อกฏบัตรมีผลบังคับใช้ใน วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945)
  เดิมสหประชาชาติใช้ชื่อเต็มในภาษาอังกฤษว่า United Nations Organization หรือ UNO แต่มักถูกเรียกว่า United Nations หรือ UN นับจากทศวรรษ 1950

สมาชิก


        ปัจจุบัน (มีนาคม 2550) สหประชาชาติมีสมาชิก 192 ประเทศ ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) หลังจากโอนที่นั่งให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ พ.ศ. 2514 สมาชิกล่าสุดคือประเทศมอนเตเนโกร เข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ระบบสหประชาชาติ

  • สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
  • คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
  • คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ
  • คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
  • คณะมนตรีภาวะทรัสตีแห่งสหประชาชาติ
  • สำนักงานเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ
  • ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

สนธิสัญญาเบาว์ริง กับการแทรกแซงกิจการภายในสยามของอังกฤษ

สนธิสัญญาเบาว์ริง กับการแทรกแซงกิจการภายในสยามของอังกฤษ
 
ภาพวาดแสดงการขนส่งทางเรือสำเภาในยุค รัชการ ที่ 2 และ รัชการที่ 3

                    ในปี พ.ศ.๒๓๖๔ อังกฤษ ส่งจอห์น ครอเฟิต เข้ามาเจรจากับ สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย ขอให้ฝ่ายไทยคืนรัฐไทรบุรีแก่พระยาไทรบุรี (ตนกู ปะแงรัน) เข้ามาปกครองตามเดิม แต่ฝ่ายไทยไม่ยินยอม ฝ่ายไทยให้เหตุผลว่าพระยาไทรบุรีเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ถ้ามีเรื่องจะร้องทุกข์ ก็ควรเข้ามาถวายฎีการ้องเรียนต่อพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง มิบังควรให้บุคคลอื่นมาแทน อนึ่งพระยาไทรบุรีเองก็เคยขัดขืน พระบรมราชโองการ ที่ทรงเรียกตัวเข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหา ของ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ว่าเอาใจไปฝักใฝ่ต่อพม่า มีการ ลอบส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายกษัตริย์พม่า ทำนองเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย

                      เหตุที่อังกฤษพยายามเข้าช่วยเหลือ พระยาไทรบุรี ก็เนื่องมาจาก เกาะปีนัง ซึ่งอังกฤษ ได้เช่าไปจากพระยาไทรบุรี (อับดุล ละโมกุรัมซะ) นั้น ชาวเกาะปีนังต้องพึ่งพาข้าวปลาอาหาร ที่ส่งไปจากรัฐไทรบุรี ซึ่งอยู่ในความปกครองของบุตรเจ้าพระยานครฯ (น้อย) อังกฤษกลัวไทย จะสกัดกั้นการติดต่อ การค้าขายหรือเรียกเก็บภาษีสูงขึ้น จะทำให้ประชาชนในเกาะปีนัง ต้องเดือดร้อน
                      ต่อมา ในปี พ.ศ.๒๓๖๘ ขณะที่กองทัพเจ้าพระยานครฯ (น้อย) เตรียมการจะยกกำลัง ไปช่วยเหลือรัฐเปรัค เพื่อป้องกันมิให้รัฐสลังงอร์รุกราน  ข้าหลวงอังกฤษประจำเกาะปีนัง คือ นายโรเบิร์ต ฟุลเลอตัน ก็ทำการขู่เข็ญเจ้าพระยานครฯให้ยับยั้งการส่งทหารเข้าไปยังรัฐเปรัค ด้วยการ ส่งเรือรบมาคอยสกัดกั้น กองเรือของไทย ที่ชุมนุมกันอยู่ ณ ปากน้ำ เมืองตรัง ทำให้ เจ้าพระยานครฯ ต้องระงับแผนการไว้
                      ปี พ.ศ.๒๓๖๙ อังกฤษส่งร้อยเอก เฮนรี เบอร์นี เข้ามาเป็นทูต เจรจาทำสนธิสัญญา กับไทยอีกครั้งหนึ่ง โดย อังกฤษให้สัญญาว่า อังกฤษจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการของรัฐตรังกานู และ รัฐกลันตัน โดยจะยอมรับว่า ไทยมีอำนาจสมบูรณ์ในรัฐไทรบุรี อังกฤษขอสัญญาว่า จะไม่ทำการรุกรานต่อรัฐไทรบุรีอีกต่อไป และฝ่ายไทย ต้องยอมรับว่า เกาะปีนัง และ มณฑล เวลเลสเลย์ ที่อังกฤษขอเช่าไปจาก พระยาไทรบุรี เป็นของอังกฤษ และไทย จะไม่เก็บภาษีสินค้า อาหาร ตามที่เกาะปีนัง และ มณฑล เวลเลสเลย์ ต้องการจากไทรบุรี
ผลของการทำสัญญา เบอร์นี ครั้งนี้ ทำให้พ่อค้าและข้าราชการอังกฤษในมลายู ไม่พอใจ นายเฮนรี เบอร์นี เป็นอันมาก หาว่า เบอร์นี กระทำการอ่อนข้อให้กับไทย ทำให้ไทยคงมีอำนาจอยู่ในดินแดนมลายูตอนเหนือ ซึ่งพวกตนไม่สามารถทำการค้าขายกับรัฐเหล่านั้นได้สะดวก


                       ทางด้าน รัฐเปรัค ฟุลเลอตัน ได้ส่ง ร้อยเอก โลว์ นำทหารซีปอย และเรือรบจำนวนหนึ่ง ไปยังเมืองเปรัค เพื่อทำการยุยง สุลต่าน เปรัค ให้ทำสัญญากับอังกฤษ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๓๖๙ เป็นใจความว่า "เพื่อเป็นการตอบแทน ที่อังกฤษจะเข้าช่วยเหลือต่อต้านผู้ใดก็ตาม ที่จะ คุกคามเอกราชของรัฐสุลต่าน จะต้องไม่ติดต่อทางการเมืองกับไทย นครศรีธรรมราช, สลังงอร์ หรือรัฐมลายูอื่นๆ และจะต้องเลิกส่งต้นไม้ เงินทอง หรือบรรณาการใด ไปให้ไทย" เป็นเหตุให้สุลต่าน เปรัค หมดความเกรงกลัวไทย รีบทำการปลดข้าราชการในราชสำนัก ที่เป็นฝ่าย จงรักภักดีต่อไทย ตามคำแนะนำของฟุลเลอตัน และให้ทางไทย ถอนกำลังทหารออกไปจากรัฐเปรัค ตั้งแต่นั้นมา อิทธิพลไทยที่เคยมีต่อรัฐเปรัคก็สิ้นสุดลง
                        ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๘๕ อังกฤษก็พยายามสนับสนุนให้เจ้าพระยาไทรบุรี (ตนกูปะแงรัน) ได้กลับเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการเมืองไทรบุรีอีกครั้ง ซึ่งทางฝ่ายไทยเห็นว่า เจ้าพระยาไทรบุรีชราภาพมากแล้ว คงไม่คิดอ่าน ที่จะกระทำการกระด้างกระเดื่องอีกต่อไป อีกทั้งเมืองไทรบุรี ขณะนั้น ข้าราชการแตกความสามัคคี แยกกันหลายก๊ก หลายฝ่าย ทำให้การบริหารบ้านเมือง ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เจ้าพระยาไทรบุรี เป็นผู้ใหญ่ เป็นที่เคารพยำเกรงของบุคคล เหล่านั้น คงจะเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ผู้คน เกิดความสมัครสมานกลมเกลียวกันได้

เซอร์จอห์น เบาริง คนๆนี้ คนไทยลืมยาก

                         ปี พ.ศ.๒๓๙๘ อังกฤษ ส่ง เซอร์จอห์น เบาริง เข้ามาขอทำสัญญากับไทยอีก เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๓๙๘ ผลของสนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้า และเอกราชทางการศาล ไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง คือ ด้านการค้า จำกัดการเรียกเก็บภาษีขาเข้าจากอังกฤษได้ในอัตรา ร้อยละสาม และ ขาออก ได้ร้อยละหนึ่ง อีกทั้งยอมให้อังกฤษนำฝิ่นเข้ามาขายในเมืองไทยได้ด้วย
                         ด้านเอกราชทางการศาลไทย ต้องอนุญาตให้ชาวต่างประเทศ และคนในบังคับของชาตินั้นๆ เข้ามามีสิทธิภาพนอกเหนืออาณาเขตไทยได้ ไทยจึงต้องประสพปัญหายุ่งยากที่ไม่สามารถจะตัดสิน กรณีพิพาทระหว่าง คนไทยกับคนต่างชาติ โดยใช้กฎหมายไทยได้
                         ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๐๕ อังกฤษ กล่าวหาว่า ไทยสนับสนุนพระยาตรังกานู และ สุลต่าน มะหะหมัด ทำการโจมตีเมืองปาหัง ทำให้กิจการค้าของอังกฤษในเมืองปาหัง ได้รับความเสียหาย นายเคเวนนาจ์ ผู้สำเร็จราชการประจำสิงคโปร์ จึงสั่งให้นาย แมคเฟอร์สัน นำเรือรบมาระดมยิงเมืองตรังกานู เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๐๕ เป็นเวลา ๑ สัปดาห์
                         รัฐบาลไทยได้มีหนังสือประท้วงไปยัง ลอร์ดรัชเวลล์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ อังกฤษ ที่กรุงลอนดอน โดยอ้างสิทธิเหนือรัฐกลันตันและรัฐตรังกานู ตามสนธิสัญญาเบอร์นี ตามความในมาตรา ๑๒ ความว่า
"เมืองไทยไม่ไปขัดขวางทางการค้าขาย ณ เมืองตรังกานู กลันตัน ให้ลูกค้าพวกอังกฤษ ได้ไปมาค้าขายโดยสะดวกเหมือนแต่ก่อน อังกฤษไม่ไปเบียดเบียนรบกวนเมืองตรังกานู กลันตัน ด้วยการสิ่งใด" เป็นเหตุให้รัฐบาลอังกฤษ ต้องเรียกตัว นายเคเวนนาจ์ ผู้สำเร็จราชการ ประจำสิงคโปร์กลับ และส่งผู้สำเร็จราชการคนใหม่มาแทน ทำให้เหตุการณ์ในเมืองตรังกานูยุติลง
                   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อังกฤษก็ยังคงพยายามส่งคนเข้ามาคอยยุแหย่เจ้าเมืองในบริเวณหัวเมืองทั้ง ๗ เพื่อหวังจะลิดรอนอำนาจของไทยในแหลม มลายูให้หมดไป เป็นเหตุให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิรูประบอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ กำลังดำเนินการอยู่ จวนเจียนจะล้มเหลว พระองค์จึงตัดสินพระทัย ถอดถอน ตนกู อับดุล กาเดร์ พระยา ตานี ออกจากตำแหน่ง ผู้ว่า ราชการเมืองปัตตานี ซึ่งขัดขืนพระบรมราชโองการ ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการจัดการ ปกครองเมืองปัตตานี ในรูปแบบมณฑลเทศาภิบาล ที่ทรงนำมาใช้กับเมืองทั้ง ๗


                     เพื่อผ่อนคลายนโยบายรุกรานทางด้านการเมืองของอังกฤษ และให้ได้มาซึ่งเอกราช ทางการศาล ที่ไทยต้องเสียเปรียบแก่อังกฤษ จากสัญญาที่ไทย และอังกฤษทำไว้ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ ไทยจำต้องเอารัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และ เปอร์ลิส เข้าทำการแลกเปลี่ยน (ตามคำแนะนำของ นายเอตเวิด สโตรเบล ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน) เพื่อให้ รัฐบาลอังกฤษ ยอมให้คนในบังคับของตน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นคนในบังคับอังกฤษไว้ก่อน ทำสนธิสัญญาฉบับนี้ มาขึ้นที่ศาลต่างประเทศจนกว่าทางฝ่ายไทย จะได้ประกาศใช้ประมวล กฎหมายครบถ้วน แล้วจึงให้มาขึ้นศาลไทยธรรมดา สนธิสัญญาฉบับนี้ได้กระทำกันในปี พ.ศ.๒๔๕๒                           

                
ฝรั่งผู้รุกกราน
ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล
   ที่มา :
ชื่อหนังสือ ประวัติเมืองลังกาสุกะ - เมืองปัตตานี
ผู้เขียน อนันต์ วัฒนานิกร
เลขหมู่หนังสือ ๙๕๙.๓๙๕๐๑
พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๑,๐๐๐ เล่ม (สงวนลิขสิทธิ์)
ราคา ๔๐ บาท
จัดจำหน่ายโดย บริษัท เคล็ดไทย จำกัด ๓๐๓/๗ ซอยสันติภาพ ถนนนเรศ บางรัก กรุงเทพฯ
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์สยาม ๘๙/๖๙ ศูนย์การค้าตลาดใหม่บางซื่อ ถนนเตชะวนิช ดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๘๐๐ โทร ๕๘๗-๐๙๔๓
ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นายกิ่ง แช่มสะอาด


เพิ่มเติม จาก วิกิพีเดีย
สนธิสัญญาเบอร์นี
          สนธิสัญญาเบอร์นี ประกอบไปด้วยสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีรวม 14 ข้อ และมีสนธิสัญญาทางการพาณิชย์แยกออกมาอีกฉบับหนึ่งรวม 6 ข้อ ในด้านการค้าได้มีข้อตกลงไว้ดังนี้ คือ
  1. อนุญาตให้พ่อค้าไทยทำการค้ากับพ่อค้าชาวอังกฤษได้อย่างเสรี ตามความสะดวก รัฐบาลห้ามมิให้พ่อค้าซื้อข้าวเพื่อส่งออกนอกประเทศ ส่วนกระสุนปืน และดินปืนนั้น ถ้านำมาขายจะต้องขายให้แก่รัฐบาลไทยได้เพียงผู้เดียว ถ้าหากรัฐบาลไทยไม่ต้องการให้นำออกไป
  2. รัฐบาลจะเก็บภาษีจาก พ่อค้าอังกฤษรวมเป็นอย่างเดียว ตามความกว้างของปากเรือ หากเรือใดได้บรรทุกสินค้ามาให้คิดราคาตามความกว้างของปากเรือเป็นราคาวาละ 1,700 บาท ส่วนเรือที่ไม่ได้บรรทุกสินค้ามานั้นให้คิดตามความกว้างของปากเรือราคาวาละ 1,500 บาท
  3. เรือสินค้าของพ่อค้าชาวอังกฤษที่เข้ามาค้าขายกับไทย จะต้องมาทอดสมอคอยอยู่นอกสันดอนปากแม่น้ำก่อน ผู้บังคับการเรือจะต้องให้คนนำบัญชีรายชื่อสินค้าที่บรรทุกมาตลอดจนอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ แจ้งแก่เจ้าเมืองปากน้ำ
  4. เจ้าพนักงานไทยยังคงมีสิทธิลงไปตรวจสอบสินค้าของพ่อค้า และให้นำสินค้าประเภทอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้ ณ เมืองปากน้ำ แล้วเจ้าเมืองจึงอนุญาตให้เรือมาถึงกรุงเทพ
  5. พ่อค้าอังกฤษ ตลอดจนผู้บังคับการเรือและลูกเรือทั้งหลายซึ่งเข้ามาค้าขายยังเมืองไทย จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยทุกประการ
สนธิสัญญาเบาว์ริง
          สาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาว์ริง
  1. ประเทศอังกฤษจะตั้งสถานกงสุลไว้ในประเทศไทย
  2. ชาวอังกฤษ สามารถสร้างโบสถ์และเผยแพร่ ศาสนาคริสต์ได้
  3. เปิดเสรีการค้า ระหว่าง ประเทศไทยและประเทศอังกฤษ
  4. ประเทศไทยสามารถเก็บภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละสาม
  5. รัฐสามารถสั่งระงับการส่งออกสินค้า 3 ขนิด คือ ข้าว ปลา และ เกลือ ได้
  6. หากมีการจดสนธิสัญญากับประเทศอื่น ที่มีผลประโยชน์มากกว่าประเทศอังกฤษ จะต้องทำให้กับอังกฤษด้วย
  7. สนธิ สัญญานี้ห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลง จนกว่าจะใช้แล้ว 10 ปี หากจะแก้ไข จะต้องมีการแจ้งล่วงหน้า 1 ปี โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องยินยอมซึ่งกันและกัน
  8. หากคนอังกฤษทำผิดในประเทศไทย จะต้องขึ้นศาลกงสุลอังกฤษ ไม่ต้องขึ้นศาลไทย
  9. ชาวอังกฤษ สามารถเช่าที่ในประเทศไทยได้
     ผล จากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ทำให้ประเทศไทยมีการเปิดกว้างไปสู่สังคมโลกมากยิ่งขึ้น  มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ประเทศไทยเริ่มการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นแบบสากล

     สนธิสัญญาเบาว์ริงก่อให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ เท่านั้น ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศอังกฤษในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การถูกจำกัดในเรื่องสิทธิการเก็บภาษีขาเข้า เรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและคนในบังคับต่างชาติ แต่การทำสนธิสัญญาก็เป็นเพียงหนทางเดียวที่ประเทศไทยจะสามารถรักษาเอกราชเอา ไว้ได้ จากลิทธิจักวรรดินิยม

     สนธิสัญญาเบาว์ริงใช้บังคับอยู่เป็นเวลา ถึง 70 กว่าปี จนกระทั่งมีการแก้ไข ค่อยๆยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 6 ภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อปี พ.ศ. 2461

สุริยา มาดีกุล