วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562

“ วิ่งไล่ลุง “ กระหื่มแล้ว..5 มค.เริ่มที่แอลเอ 12 ม.ค. กทม., พัทยา, เชียงใหม่และที่อื่นๆ

“ วิ่งไล่ลุง “ กระหื่มแล้ว..5 มค.เริ่มที่แอลเอ  12 ม.ค. กทม.พัทยาเชียงใหม่และที่อื่นๆ
คอยติดตามเวลาและสถานที่ตามสื่อต่างๆหรือในกลุ่มของตนนะครับ...


 De5ccPB.jpg]





































ก็รับคำท้าให้ออกไปวิ่งกับคุณจอห์น วิญญู ด้วย...
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ทวิตเตอร์พร้อมแท็กบุคคลที่มีชื่อเสียง คน ให้มาร่วมงาน "วิ่งไล่ลุง" ในวันที่ 12 ม.ค. 63 นี้ หลังได้รับคำท้าจาก จอห์น วิญญู โดยระบุว่า "กฎของเกมนี้ไม่มีอะไรมาก ใครเห็นทวีตนี้ของผม ต้องชวนเพื่อนๆ อีก คน ต่อๆ ไปด้วย  // เอาไงดีครับ? 12 มกราคมนี้ ไปร่วม #วิ่งไล่ลุง กันมั้ย? " พร้อมกับแท็กรายชื่อกลุ่มคนดังจำนวน 5 คน

งานนี้...คนที่จะร้อน จะหนาวก็คือคนที่ได้ทำกรรมไว้ให้กับประเทศ สร้างความร้าวฉานและความรู้สึกต่อต้านให้กับประชาชน...
สำหรับคนที่จะออกมาแสดงอารมณ์ร่วมก็คือประชาชนที่เขาทนไม่ไหวกับสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำย่ำยีหัวใจพวกเขา...สิ่งที่เขาจะแสดงออกได้ในตอนนี้ก็คือออกไปวิ่งไล่..ไปออกกำลังไล่.. ไปปั่นไล่...ไปเดินไล่..หรือจัดกลุ่มหมู่คณะไปเรียกร้องอะไรก็ได้ฯลฯ
เสร็จจากงาน ”วิ่งไล่ลุง” สิ่งจะทำได้อย่างต่อเนื่องก็คือการ “อารยะขัดขืน “
ลองนึกดูซิว่าอะไรจะเกิดขึ้นภายใน 1 วัน..ถ้าทำพร้อมๆกัน....
-เราไม่ออกบ้านไปไหนนอกจากจำเป็นจริงๆถึงขั้นบาดเจ็บล้มตายต้องไปหาหมอ
-ไม่ใช้รถใช้ถนนออกบ้านไปไหน
-ไม่ไปเข้าห้าง เดินห้าง
-ลาหยุดงาน
-ฯลฯ
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่พวกเราจะทำได้และไม่ผิดกฎหมายอะไรแด่ผลกระทบกับรัฐบาลเผด็จการมันจะเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงแน่ๆ...
นัดกันซิครับ..ว่าจะเอาแบบไหน..อย่างไร..
เผด็จการจงพินาศ  ประชาธิปไตยจงเจริญ
ป.ล. รูปโลโก้นี้สามารถนำไปใช้กับแผ่นป้ายหรือเสื้อยืดได้เลยนะครับ

http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=10160
 80427484_513727769236194_190048021624599...e=5E6AF60C]




วิ่งไล่ลุง วิ่งไล่ใคร

วิ่งไล่พวกมันเผด็จการ

RED USA หัวเรือใหญ่ผู้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงในแคลิฟอร์เนีย

ให้สัมภาษณ์ จอม เพชรประดับ Sunai TV และ Sunai FC เมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2019 ว่ากิจกรรมวิ่งไล่ลุงจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2020 เริ่มตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้า ที่ SEQUOIA Park, เมือง Monterey Park, California
แบนเนอร์ขนาด 8 ฟุต x 8 ฟุตเด่นสะดุดตาด้วยข้อความ “วิ่งไล่ลุง” เป็นจุดปล่อยตัวให้ออกวิ่งไล่ ส่วนที่เส้นชัยจะมีแบนเนอร์ขนาด 4 ฟุต x 8 ฟุตมีภาพบุคคลบางคนบนแบนเนอร์คาดด้วยข้อความ “finished” ระหว่างเส้นทางวิ่งระรานตาไปด้วยแบนเนอร์ขนาด 2 ฟุต x 4 ฟุตหลายสิบแผ่นพร้อมข้อความจิ๊ดจ๊าดจัดจ้านสะใจผู้อ่าน
จอม เพชรประดับถามว่ากิจกรรมวิ่งไล่ลุงมีจุดมุ่งหมายอะไร ตัวแทนของ RED USA ตอบว่ามีเป้าหมายวิ่งไล่เผด็จการทั้งแผง ขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนกิจกรรมวิ่งไล่ลุงของนักศึกษาที่เมืองไทยด้วย เพื่อบอกสังคมว่าคนไทยในต่างแดนจะไม่ปล่อยให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ต่อสู้โดยลำพัง
คำถามยังมีอีกหลายประเด็นเช่นใครอยู่เบื้องหลัง ใครเป็นสปอนเซอร์ กลัวไหม

คิดว่าที่เมืองไทยคนยังกลัวประยุทธ์ไหม จะมีคนมาวิ่งไล่ลุงมากไหม และอีกบางมุมมองของคพถาม ติดตามรายละเอียดของการสัมภาษณ์ได้ที่เพจของจอม เพชรประดับ Sunai TV และ Sunai FC
 80251155_2861860490499198_44382494622838...e=5E706EA5]


No photo description available.



 text
ขอบคุณข้อมูลและภาพ : ประชาทอล์ค



ขอบคุณข้อมูลและภาพ : ประชาทอล์ค

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ขาดคุณสมบัติ! "ธรรมนัส" สั่งรื้อฟาร์มไก่ปารีณารุกที่ สปก.

ขาดคุณสมบัติ! "ธรรมนัส" สั่งรื้อฟาร์มไก่ปารีณารุกที่ สปก.




ขาดคุณสมบัติ! "ธรรมนัส" สั่งรื้อฟาร์มไก่ปารีณารุกที่ สปก.

18 พฤศจิกายน 2562
Thai PBS

"ธรรมนัส" ชี้แล้ว "ปารีณา" ขาดคุณสมบัติไม่เข้าข่ายได้สิทธิเช่าที่ดินสปก. 1,706 ไร่ ในพื้นที่ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ด้านเลขาฯ สปก.ระบุปักป้ายคนนอกห้ามเข้าใช้พื้นที่เขาสนฟาร์มแล้ว ส่วนกรมป่าไม้ เร่งสแกนพื้นที่ทับซ้อน เพื่อรื้อจัดการที่ดินรอบใหม่

วันนี้ (18 พ.ย.2562) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีฟาร์มไก่เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เนื้อที่ 1,706 ไร่ บริเวณหมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่พบว่าอยู่ในที่กินปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) และป่าสงวนแห่งชาติ จ.ราชบุรี

ล่าสุด นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสปก. รายงานว่าได้ให้ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี เข้าไปติดป้ายหน้าพื้นที่ฟาร์มไก่ว่าเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.คนภายนอกห้ามเข้า เพื่อตรวจสอบโดยด่วน นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ตรวจสอบที่ดินอีกกว่า 600 ไร่ใน อ.สวนผึ้ง ที่มีกระแสข่าวว่าเป็นของครอบครัว น.ส.ปารีณา โดยทราบว่า น.ส.ปารีณา มาเข้าพบนายวิณะโรจน์ 
 
“สั่งการให้เลขาฯ สปก.ตรวจสอบและให้เกิดความชัดเจน แม้ว่านักการเมืองจะอยู่พรรคเดียวกัน ต้องไม่ล่าช้า โดยสั่งเป็นนโยบายชัดเจนว่าทุกคนทำตามกฎหมาย มาตรฐานเดียวกัน”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง กางแผนที่ตรวจสอบที่ดิน สปก. "ปารีณา"



ขาดคุณสมบัติเช่าพื้นที่สปก.

รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันให้ประสานงานกรมป่าไม้ วางแนวทางทำ งานร่วมกัน เนื่องจากที่ดินฟาร์มไก่ มีทั้งที่ดินในส่วนของกรมป่าไม้ และที่ สปก.ส่วนกรณี น.ส.ปารีณา จะขอเช่าพื้นที่ สปก.ต่อ ยังไม่ทราบ แต่ไม่น่าจะเช่าได้ เพราะไม่มีข้อกฎหมาย การเช่าที่ดินสปก.เรื่องแรกเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ทำกิน และต้องทำเกษตรกรรม กรณี น.ส.ปารีณา อ้างเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภบท.5 ก็ไม่เกี่ยวกัน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงกระแสข่าวนักการเมืองมีการถือครองพื้นที่สปก.ว่า สั่งเลขาฯสปก.ให้ตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งได้ประชุมคอนเฟอร์เรนท์ทั่วประเทศ ให้รายงานขึ้นมาว่าจัดสรรที่ดินให้เกษตรกร เท่าไหร่ แปลงใหญ่แปลงเล็กต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่แล้ว

สปก.ป่าไม้สแกนที่ดินทั้งหมด

ส่วนนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้เข้าหารือกับเลขาฯ สปก.เพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาที่ดิน สปก.ที่ทับซ้อนกันทั่วประเทศ ทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ และสปก.โดยหลังจากนี้จะกางแผนที่และสแกนทั่วประเทศ ดูขอบเขตในรายแปลง แต่ละจังหวัดทำขอบเขตให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด จากนั้นจะนำเข้าคณะกรรมการนโยบายที่ดิน (คทช.) กำหนดว่าจะจัดการทีดินที่ทับซ้อนกันอย่างไร

“กรณีที่ดินของ น.ส.ปารีณา ทางสปก.ต้องตรวจสอบขอบเขตแต่ละแปลงให้ชัดเจนก่อน มีบางส่วนที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งทำงานร่วมกันอยู่แล้ว เขาสามารถรื้อได้ทันที ถ้าชัดเจนว่าผิด ”


วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Hun Sen learns how to fake democracy

Hun Sen learns how to fake democracy

Prime Minister Prayut Chan-o-cha, right, and his Cambodian counterpart Hun Sen address a press conference together in Bangkok in December 2015 .  (Photo by Thiti Wannamontha)
Prime Minister Prayut Chan-o-cha, right, and his Cambodian counterpart Hun Sen address a press conference together in Bangkok in December 2015 .  (Photo by Thiti Wannamontha)
Cambodia may avoid trade sanctions from the EU and US if its government has learnt the art of faking a return to democracy and rule of law from Thailand, which has done its neighbour a huge favour by barring entry to its exiled opposition leaders.
In fact, Thailand is the only "democratic" country in the region that bowed to the request of Prime Minister Hun Sen's government.
Indonesia and Malaysia ignored the demand not to let Cambodian dissidents land, even letting some enter and stay. But that does not seem to have made Thailand a bad guy in the eyes of the West.
"I also came to power through elections," Prime Minister Gen Prayut Chan-o-cha, the 2014 coup-maker, boasted to locals during his recent trip to Ratchaburi province.
Without a doubt, his government must have delivered the same message to western nations, who have bought it -- or perhaps faked their acceptance -- out of relief that the political mess in Thailand seems back to tolerable levels.
That indicates Prime Minister Hun Sen could have softened his crackdown on the opposition Cambodia National Rescue Party (CNRP), which has been so ruthless and rigorous that the West has threatened penalties over the past few years.
Here in Thailand, we cannot lie to ourselves that the political climate is any prettier. It just looks less ugly from the outside.
Suppression of the opposition to the previous and current regimes here has been as worrying as that in Cambodia, except that it is done in a more gradual and subtle way, and the West seems to feel comfortable enough with us.
Looking at the bigger picture, the ruling regimes in both countries have applied similar tactics against their political rivals.
First, they invented a string of new legislation (which, in the case of Thailand, includes a new constitution) and exploited existing laws to help facilitate their political purge and justify their path to power.
Next, they applied the legislation and cited "the rule of law" to justify their actions. All of this was done with the support of certain state organisations in which their influence was already embedded -- in Thailand, through the appointment of their leaders.
Then, there were concerted efforts by individuals and state agencies to exploit "the justice process" so as to have the opposition parties dissolved and their members banned from politics. All of this was and is being done in the name of law.
Prior to Cambodia's general election last year, the country's Supreme Court disbanded the CNRP and banned its senior members from politics for five years. CNRP president Kem Sokha also faces treason charges, which stemmed merely from his stating that he had received political advice from the US.
That has made Cambodia a de facto one-party state. By any legitimate standards, it is no longer a democracy.
Shocked by widespread arrests of CNRP supporters and charges against their leaders, the West finally lost patience and called for a restoration of their political rights.
Thailand had also been a de facto one-party state since the 2014 coup, until the general election in March this year.
The polls could have marked a transition to genuine democratic rule, but the Election Commission instead concocted a much-criticised interpretation of the election law that eventually resulted in party-list MP seats being given undeserved to a bunch of small parties.
That decision helped give the current coalition parties a thin majority in parliament.
Coupled with a new rule under the charter that allows appointed senators to vote for a prime minister, the parties managed to form a government when they should have been in the opposition camp.
Some called it "hybrid-democracy". Others may brand it "hybrid-dictatorship". Like it or not, it is something the international community can swallow.
It also demonstrates the regime's culture of yoo pen, loosely translated as the willingness to compromise and adapt in order to survive or be accepted as part of a community or a group.
Recently, the opposition Future Forward Party (FFP) announced its plan to launch a campaign based on the opposite principle, yoo mai pen, this Saturday to demonstrate its more principled stance.
With such an unforgiving stance, it's no wonder the FFP has become a target of political bullying by the current regime, in an echo of what happened to the CNRP in Cambodia.
The FFP and its executives have become targets of a string of lawsuits and formal complaints based on flimsy grounds. Observers and media outlets have come out to predict the "fate" of the party and its leaders, with the former threatened with dissolution and the latter a ban from politics. Under a genuine democracy where the rule of law is respected, these accusations would never have got this far.
Luckily, western governments seem to be okay with our political mess. Thailand has not been pressured with threats of trade or diplomatic sanctions, and for that we can thank our hybrid-democracy (or hybrid-dictatorship). But for Thais who stand up for principles, there is nothing much to be proud of.
While Cambodia's political repression has brought the threat of being removed from the US Generalised System of Preferences (GSP), which lifts tariffs and quotas on its exports, Thailand faces a similar fate but for a different reason -- US concerns about workers' rights.
The European Union is also considering whether to withdraw preferential trade status for Cambodia due to its democratic rollback, but Thailand has escaped any such pressure.
In a world where the West is also yoo pen -- knowing where the bigger problems are and dealing with them, while turning a blind eye to less serious issues -- Cambodia loses and Thailand wins.
Prime Minister Hun Sen over the weekend made a decision to ease restrictions attached to the house arrest of senior opposition member Kem Sokha. That may demonstrate the strongman's willingness to compromise, but he will have to do much more in order to win back support or acceptance from the West. And he can turn to Gen Prayut for advice on the art of faking a return to democracy.
ขอขอบคุณข้อมูล
SURASAK GLAHAN
DEPUTY OP-ED EDITOR
Surasak Glahan is deputy op-ed editor of the Bangkok Post.

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562

14 ตุลาคม 2516

14 ตุลาคม 2516: รัฐบาลทหารใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย แต่สุดท้ายสิ้นอำนาจรัฐบาลเผด็จการ





ภาพเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516, AFP PHOTO

การจับกุมตัวบุคคลกลุ่มดังกล่าวทำให้
เกิดการประท้วงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วขยายสู่ถนนราชดำเนินซึ่งคาดกันว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมกว่าครึ่งล้าน โดยในคืนวันที่ 13 รัฐบาลได้ให้สัญญาว่าจะทำตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และยอมปล่อย 13 ขบถรัฐธรรมนูญ รวมทั้งจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งปี แต่หลังจากเจรจากลุ่มนักศึกษายังคงชุมนุมต่อไปอีกหนึ่งคืน และบางส่วนได้เข้ายึดกรมประชาสัมพันธ์เพื่อใช้ระบบวิทยุกระจายเสียงของรัฐ4การชุมนุมครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคม 2516 เกิดขึ้นด้วยความไม่พอใจต่อรัฐบาลเผด็จการจากเหตุสะสมต่างๆ หลายประการ อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยเฉพาะการควบคุมตัวกลุ่มบุคคล 13 คน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “13 ขบฏรัฐธรรมนูญ”) ที่บางส่วนออกมาแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม
วันที่ 14 ตุลาคม ก่อนเวลาเที่ยงไม่นาน รัฐบาลที่เคยรับปากจะทำตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมได้ตัดสินใจใช้กำลังสลายฝูงชนจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 ราย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน อ้างว่า เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และอธิปไตยของชาติ หลังผู้ชุมนุมพยายามบุกยึดสถานที่ราชการด้วยอาวุธปืนที่บุก “ปล้น” มาก่อนหน้านั้น
หลังเกิดเหตุรุนแรง จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตประธานศาลฎีกา ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำรัสทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทรงขอให้ประชาชนชาวไทยร่วมมือกันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว หลังการออกอากาศของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจได้ราวหนึ่งชั่วโมง ทหารได้เปิดฉากยิงขึ้นอีกครั้งหลังนักศึกษาพยายามใช้รถโดยสารเข้าพุ่งชนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งพยานผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 1 ราย จากนั้นจึงมีการประกาศกฎอัยการศึก เริ่มต้นในเวลา 22 นาฬิกา แต่ทั้งทหาร และตำรวจก็มิได้ใช้ความพยายามในการสลายการชุมนุมของประชาชนแต่อย่างใด
หนึ่งในเหตุการณ์บนถนนราชดำเนินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2516, AFP PHOTO / STF
หนึ่งในเหตุการณ์บนถนนราชดำเนินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2516, AFP PHOTO / STF
นักศึกษาหลายรายกล่าวว่า พวกเขาได้ยินพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้ว แต่ไม่เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล พวกเขาจึงยังคงชุมนุมต่อไป จนกว่าจะแน่ใจว่า จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร (รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) จะพ้นจากอำนาจจริงๆ จนกระทั่งวันที่ 15 ตุลาคม จึงได้มีการประกาศว่า “3 ทรราช” (ถนอม, ประภาส และณรงค์ กิตติขจร บุตรชายถนอม) จากรัฐบาลชุดเดิมได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เหตุการณ์จึงคลี่คลายลง
อ้างอิง:

  1. “New Thai Premier Named As Students Battle Troops”. The New York Times. <http://www.nytimes.com/1973/10/15/archives/new-thai-premier-named-as-students-battle-troops-student-rioting.html?_r=0>
  2. “Students Gain Control in Thai Uprising”. The New York Times. <http://www.nytimes.com/1973/10/16/archives/students-gain-control-in-thai-uprising-bangkok-students-gain.html>

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ประวัติ ศิลป์ พีระศรี บิดาวงการศิลปะ







ย้อนอ่านประวัติ บิดาแห่งวงการศิลปะ ศิลป์ พีระศรี

ศิลป์ พีระศรี  ชื่นชอบศิลปะตั้งแต่วัยเด็ก

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี  เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) เป็นชาวอิตาลีสัญชาติไทย และเป็นประติมากรจากเมืองฟลอเรนซ์ที่เข้ามารับราชการในประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประวัติส่วนตัวของท่านเกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ในเขตซานโจวันนี (San Giovanni) เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เป็นบุตรของนายอาตูโด เฟโรชีและนางซานตินา เฟโรชี ซึ่งประกอบธุรกิจการค้า และเนื่องจากเกิดและอาศัยอยู่ ณ เมืองฟลอเรนซ์ นครแห่งการกำเนิดศิลปะเรอเนซองส์ชื่อก้องของอิตาลี จึงมีความสนใจในวิชาศิลปะมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะผลงานประติมากรรมของมิเกลันเจโลและโลเรนโซ กีแบร์ตีในมหาวิหารฟลอเรนซ์ท่านชื่นชอบเป็นอย่างมาก

เก็บเงินเรียนเอง อายุ 23 จบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

เมื่อรู้ว่าตนเองชอบงานทางด้านศิลปะ  คอร์ราโด เฟโรชี จึงได้สมัครเป็นลูกมือช่วยงานศิลปินที่มีชื่อเสียงตามสตูดิโอต่างๆ ของเมืองฟลอเรนซ์
เขามีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะศึกษาวิชาศิลปะและเป็นศิลปินให้ได้ แม้บิดามารดาไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขาเพราะต้องการให้มาสืบทอดธุรกิจของครอบครัวต่อไป แต่เขาก็ยังมีความตั้งใจที่จะศึกษาศิลปะอย่างแรงกล้า จึงได้เก็บสะสมเงินเอง และเข้าศึกษาในสถาบันศิลปแห่งนครฟลอเรนซ์ (Accademia di Belle Arti di Firenze) หลักสูตร 7 ปี ในปีพ.ศ. 2451 และจบการศึกษาในปีพ.ศ. 2458 ในขณะที่มีอายุ 23 ปีด้วยเกียรตินิยมอันดับที่หนึ่ง และได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน
ต่อมาได้สอบคัดเลือกและได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ประจำราชวิทยาลัย สามารถสอบเข้าเป็นศาสตราจารย์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ศาสตราจารย์คอร์ราโดมีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรมเป็นอย่างสูง ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะไว้มากมายและได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบอนุสาวรีย์จากรัฐบาลหลายครั้ง อาทิ ผลงานอนุสาวรีย์ผู้กล้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 บนเกาะเอลบา เป็นต้น



“ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี” ( Prof.Corrado Feroci ) ที่ปราสาทพระวิหาร
ภาพจาก: คุณวิจิตร อภิชาติเกรียงไกร

ได้รับคัดเลือกเป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ ในแผ่นดินสยาม

สืบเนื่องจากปี พ.ศ. 2466 ท่านได้ชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรปและยังมีความต้องการแสวงหาสถานที่ปฏิบัติงานแห่งใหม่ ประกอบกับในช่วงเวลานั้นซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระประสงค์ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านศิลปะตะวันตกเพื่อที่จะเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นในแผ่นดินไทยและทำการฝึกสอนช่างไทยให้มีความสามารถในการสร้างงานประติมากรรมแบบตะวันตกได้ ทางรัฐบาลอิตาลีจึงได้ยื่นข้อเสนอโดยการส่งคุณวุฒิและผลงานของศาสตราจารย์คอร์ราโดให้สยามพิจารณา โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการคัดเลือกศาสตรจารย์คอร์ราโดให้มาปฏิบัติงานในสยาม ด้วยเหตุนี้ศาตราจารย์คอร์ราโดจึงเดินทางสู่แผ่นดินสยามพร้อมกับภรรยาและบุตรสาวโดยทางเรือ เพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 ขณะมีอายุได้ 32 ปี และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ในปี พ.ศ. 2469

ปั้นพระพักตร์รัชกาลที่ 6 เป็นที่พอพระราชหฤทัย

เมื่อแรกเริ่มการเข้ารับราชการ ศาสตาจารย์คอร์ราโดทำสัญญารับราชการในสยามเป็นระยะเวลา 3 ปี ด้วยอัตราเงินเดือน 800 บาท แต่ในตอนแรกก็ยังไม่ได้รับการยอมรับมากเท่าใดเนื่องจากยังไม่มีใครได้เห็นฝีมือของท่าน จนกระทั่งท่านได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ซึ่งได้ประทับทดลองเป็นแบบปั้นให้อาจารย์คอร์ราโด และปรากฏว่าศาสตรจารย์คอร์ราโดสามารถปั้นได้อย่างสมจริงเป็นอย่างมาก กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จึงกราบบังคมทูลฯ เชิญให้รัชกาลที่ 6 มาเป็นแบบจริงให้แก่ศาสตรจารย์คอร์ราโด โดยปั้นเฉพาะพระพักตร์ เป็นที่พอพระราชหฤทัย และเป็นที่ยอมรับของคนในกระทรวง แรกเริ่มศาสราจารย์คอร์ราโดได้วางหลักสูตรอบรมให้แก่ผู้ที่สนใจในวิชาประติมากรรมซึ่งส่วนมาจบการศึกษามาจากโรงเรียนเพาะช่างโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ซึ่งต่อมาบุคคลที่ผ่านการอบรมก็ได้เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของกิจการงานปั้นหล่อของกรมศิลปากร ทำให้ทางราชการได้ขอให้ศาสตราจารย์คอร์ราโดวางหลักสูตรการศึกษารูปแบบเดียวกันกับสถาบันศิลปยุโรป



ศาสตราจารย์ศิลป์ในวัยหนุ่มศาสตราจารย์ศิลป์ขณะบรรยายเนื้อหาให้นักศึกษาคณะจิตรกรรมและประติมากรรม

คณบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร

ศาสตรจารย์คอร์ราโดได้วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรขึ้นพร้อมกับก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้น สังกัดกรมศิลปากร ภายหลังได้รวมโรงเรียนเข้ากับโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง” และพัฒนาการเรียนการสอนเรื่อยมา จนในปี พ.ศ. 2485 กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนั้นโดย พณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ จึงได้มีคำสั่งให้ อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และตราพระราชบัญญัติ ยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โดยจัดตั้งคณะจิตรกรรมและประติมากรรม ขึ้นเป็นคณะวิชาแรก ซึ่งศาสตราจารย์คอร์ราโดก็ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยควบคู่ไปกับตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนอีกด้วย

ชีวิตส่วนตัว รักความเรียบง่าย มีความตั้งใจจริงพัฒนาศิลปะไทย

แต่งงานครั้งแรกกับนางพาโอล่า แองเจลินี แต่ก็ได้ขอแยกทางตามคำสั่งศาลในหนึ่งปีให้หลัง จากนั้นท่านแต่งงานใหม่กับ แฟนนี วิเวียนนี มีบุตรสองคน บุตรสาวชื่อ อิซาเบลลา ส่วนบุตรชายชื่อ โรมาโน (เกิดและเติบโตที่ไทย) และได้แต่งงานใหม่กับนางมาลินี เคนนี่ในปีพ.ศ. 2502 แต่ไม่ได้มีบุตรด้วยกัน
ศาสตราจารย์ศิลป์ยังคงทุ่มเทเวลาและอุทิศชีวิตให้กับวงการศิลปะไทยเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2505 ซึ่งท่านได้ล้มป่วยลงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก่อนที่จะถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวภายหลังการเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมสิริอายุได้ 69 ปี 7 เดือน 29 วัน
โดยมีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดเทพศิรินทราวาสเมื่อวันที่17 มกราคม พ.ศ. 2506 ซึ่งอัฐิถูกแยกไปสามส่วนด้วยกันคือที่สุสานชิมิเตโร เดญลี อัลลอรี เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ส่วนที่สองถูกบรรจุในอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ณ ลานศาสตรจารย์ศิลป์ พีระศรี ในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ และส่วนที่สามถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ ในกรมศิลปากร ( พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2527 ในวาระครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 92 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย)
โดยตลอดชั่วชีวิตการทำงานกว่า 39 ปีในประเทศไทย ท่านได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้ออกแบบปั้นและควบคุมการหล่อพระบรมราชนุสาวรีย์และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทยจำนวนมาก และยังรวมไปถึงการออกแบบพระพุทธรูปประธานที่พุทธมณฑล ซึ่งศาสตรจารย์ศิลป์ได้ศึกษาพระพุทธรูปลีลาของศิลปะสุโขทัยอย่างลึกซึ้ง จนสามารถสร้างพระพุทธรูปลีลาที่มีการผสมผสานรูแปบบศิลปะสุโขทัยเข้ากับศิลปะไทยสมัยใหม่และมีความงดงามเป็นอย่างมากที่สุดองค์หนึ่งของไทย ผลงานของท่านยังคงปรากฏให้เห็นต่อสายตาชาวไทย เฉกเช่นเดียวกับคุณงามความดีของท่านที่ยังเป็นที่ระลึกถึงเสมอมา

ในมุมมองของลูกศิษย์ ศ.ศิลป์ ปรารถนาดีต่อลูกศิษย์เป็นอย่างมาก

ศาสตราจารย์ศิลป์มีนิสัยรักธรรมชาติ ชอบความเรียบง่ายและหลงรักในวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างมาก มีความตั้งใจจริงที่จะช่วยพัฒนาวงการศิลปะไทยให้ก้าวหน้า ในมุมมองของลูกศิษย์นั้น ศาสตราจารย์ศิลป์เป็นคนที่มีความรักใคร่ ห่วงใยละปรารถนาดีต่อลูกศิษย์เป็นอย่างมาก ในเวลาสอนศาสตราจารย์ศิลป์จะจริงจังและเป็นคนที่มีความตรงต่อเวลา สอนด้วยความเข้มงวดและมักจะพร่ำสอนให้นักศึกษาทำงานหนักอยู่เป็นประจำ เพราะงานศิลปะที่ดีนั้นย่อมมาจากการฝึกฝนอย่างหนัก โดยท่านยังมีความเป็นกันเองกับนักศึกษา มักจะแทนตัวเองว่า “ฉัน” และแทนนักศึกษาว่า “นาย” เมื่อนักศึกษาคนไหนขาดแคลนทุนทรัพย์ท่านก็มักจะช่วยเหลือเสมอ ท่านยังโปรดปรานการฟังเพลงเป็นอย่างมาก โดยเพลงที่ท่านมักจะฮัมเวลาทำงานอยู่บ่อยๆก็คือเพลงซานตา ลูเชีย เพลงพื้นเมืองภาษาอิตาลีซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร



สุสานที่เมืองฟลอเรนซ์ บรรจุอัฐิของศาตรจารย์ศิลป์ บิดามารดา ภรรยาและลูกชาย

“นาย ถ้าฉันตาย นายนึกถึงฉัน นายรักฉัน นายไม่ต้องไปทำอะไร นายทำงาน”

ศาสตราจารย์ศิลป์เป็นคนที่ตั้งใจในการทำงานอย่างแท้จริง ท่านจะมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาพักผ่อนในช่วงกลางวันแค่สั้นๆ เพื่อที่จะไม่เป็นการเสียเวลาต่อการทำงาน และจะกลับบ้านก็ต่อเมื่อค่ำแล้วเท่านั้น โดยจะใช้เวลาไปกับการทำงานในห้องทำงาน สอนนักศึกษาและหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจะพิมพ์คัดลอกเอกสารสำหรับสอนนักศึกษาไว้เพิ่มเติมอีกหนึ่งชุดเสมอเพื่อป้องกันความเสียหายจากระเบิด
หลังจากสงครามสิ้นสุดท่านจำต้องขายทั้งรถ บ้านและที่ดินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเงินครอบครัว แต่ก็ยังปั่นจักรยานจากบ้านทางถนนสุขุมวิทมาสอนอยู่ทุกวัน เมื่อจำเป็นต้องเดินทางกลับอิตาลีเพราะวิกฤตทางการเงินแต่ท่านก็ยังห่วงงานที่ประเทศไทยที่ยังคงคั่งค้าง จึงจำเป็นต้องแยกทางกับครอบครัวเพื่อที่จะมาสานต่ออุดมการณ์ของท่านต่อ ในช่วงบั้นปลายแม้จะป่วยหนักแต่ศาสตราจารย์ศิลป์ก็ยังทำงานของท่านต่อ ท่านยังตรวจข้อสอบของนักศึกษาในขณะที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช ท่านได้บอกกล่าวกับลูกศิษย์ไว้ว่า
“นาย ถ้าฉันตาย นายนึกถึงฉัน นายรักฉัน นายไม่ต้องไปทำอะไร นายทำงาน”
ซึ่งเป็นคำสอนที่ลูกศิษย์ยึดถือไว้อีกประโยคหนึ่งเพื่อช่วยสืบต่ออุดมการณ์ของศาสตรจารย์ศิลป์ในการพัฒนาวงการศิลปะไทยต่อไปตราบนานเท่านาน

คุณูปการต่อศิลปะไทย

ศาสตราจารย์ศิลป์ได้รับมอบหมายให้สร้างพระบรมราชนุเสาวรีย์และอนุสาวรีย์สำคัญของไทยมากมายหลายแห่ง ซึ่งท่านได้ใช้ความรู้ในด้านศิลปะตะวันตกสร้างงานแต่ก็ยังมิได้ละทิ้งความงามของศิลปะไทยหรือที่เรียกกันว่า ศิลปะแบบไทยประเพณีไป ทั้งนี้เพราะท่านได้เล็งเห็นว่าศิลปะไทยก็มีความงามและเอกลักษณ์เป็นของตน อีกทั้งช่างไทยยังได้มีการสืบทอดความรู้วิชาในด้านศิลปะไทยมายอย่างยาวนาน การที่จะทำให้วงการศิลปะไทยก้าวหน้าก็ต้องไม่ลืมรากเหง้าเดิมของไทยที่มีมาแต่โบราณ ท่านจึงได้ทำการศึกษาศิลปะไทยอย่างละเอียดโดยเฉพาะการศึกษาพระพุทธรูปในศิลปะสุโขทัยที่ท่านได้ยกย่องไว้ว่ามีความงดงามเป็นที่สุด ได้มีการศึกษารูปแบบศิลปะของพระพุทธรูปและมีบทความวิชาการตีพิมพ์ออกมามากมาย ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในการออกแบบพระพุทธรูปพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของความงามของศิลปะไทย มีการนำความรู้ใหม่คือศิลปะตะวันตกในลัทธิสัจนิยมที่เชื่อในเรื่องของความสมจริงมาผนวกใช้กับความงามแบบดั้งเดิมของศิลปะสุโขทัย ที่สร้างแบบศิลปะไทยประเพณีจนก่อให้เกิดความงามรูปแบบใหม่ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นต้นแบบของศิลปะไทยสมัยใหม่อย่างแท้จริง เนื่องจากศาสตราจารย์ศิลป์ได้เป็นผู้วางรากฐานให้อย่างมั่นคง จึงส่งผลให้ศิลปินรุ่นหลังสามารถสืบทอดงานศิลปะไทยออกไปได้อย่างเต็มที่
ศาสตราจารย์ศิลป์ถือเป็นกำลังหลักในการผลักดันให้เกิดการประกวดวาดเส้น จิตรกรรมและประติมากรรม จนเกิดเป็นงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติเกิดขึ้น มีจุดประสงค์ให้ศิลปินไทยเกิดการแข่งขันในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกสู่สาธารณชนและช่วยให้ศิลปะไทยมีความก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไม่มีหยุด และเล็งเห็นต่องานช่างและงานศิลปะไทยในสาขาอื่นๆจึงได้ส่งเสริมให้มีการก่อตั้งคณะในมหาวิทยาลัยศิลปากรเพิ่มคือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะโบราณคดี และคณะมัณฑนศิลป์ ด้วยคุณูประการนานัประการนี้ศาสตราจารย์ศิลป์จึงได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของศิลปะไทยสมัยใหม่ที่ได้พลิกโฉมรูปแบบศิลปะไทยแบบเดิมให้มีความก้าวหน้าไปอย่างสูงทัดเทียมสากล เกิดศิลปินและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่สามารถสืบทอดงานศิลปะไทยต่อไปได้นานเท่านาน ไม่เพียงแต่งานด้านจิตรกรรม ประติมากรรมแต่ยังรวมไปถึงงานด้านสถาปัตยกรรม โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ รวมไปถึงมัณฑนศิลป์อีกด้วย
ผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ พระบรมราชานุสาวรีย์และอนุสาวรีย์สำคัญ อาทิ
– อนุสาวรีย์ผู้กล้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 เกาะเอลบา ประเทศอิตาลี สร้างเมื่อ พ.ศ. 2465
– พระบรมราชานุสาวรีย์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า กรุงเทพมหานคร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2472
– อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี นครราชสีมา สร้างเมื่อพ.ศ. 2477
– อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2482
– นางมีเซียม ยิบอินซอย (รูปเหมือนครึ่งตัว) – ทำจากบรอนซ์ ปัจจุบันอยู่ที่หอศิลปแห่งชาติ
– พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (เฉพาะพระเศียร)
– พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช – ครึ่งพระองค์ ปั้นไม่เสร็จ เพราะศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่อนิจกรรมเสียก่อน

กิจกรรมที่จัดในวันศิลป์ พีระศรี

ด้วยคุณูปการที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีมีให้ต่อประเทศไทย ทำให้มีการรำลึกถึงท่านทุกวันที่ 15 กันยายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายเกิดของท่าน เรียกกันว่าวันศิลป์ พีระศรี โดยถือเป็นวันสำคัญของวงการศิลปะไทยและนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันศิลป์ พีระศรีนั้น
– มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระจะจัดกิจกรรมขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อให้ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่าหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน มีการวางดอกไม้เป็นการรำลึกถึงท่านที่ลานอนุสาวรีย์ที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ โดยนักศึกษาจะเปิดร้านขายของที่ระลึกและมีการแสดงดนตรีสดตลอดทั้งวัน
– นอกจากนั้นยังมีการเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความเคารพต่ออัฐิของท่านในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์
– พิธีสำคัญจะเริ่มขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งทุ่มจะเป็นการจุดเทียนที่ลานอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์พร้อมไปกับการร้องเพลง Santa Lucia และ เพลงศิลปากรนิยมเพื่อเป็นการรำลึกถึงท่าน

บทความแนะนำ

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562

3 จุดตายของ กกต. เสี่ยงคุก เสี่ยงโมฆะ

3 จุดตายของ กกต. เสี่ยงคุก เสี่ยงโมฆะ





3 จุดตายของ กกต. เสี่ยงคุก เสี่ยงโมฆะ



บอลได้รวบรวม 3 จุดตายสำคัญ ที่อาจทำให้ กกต. ชุดนี้ ต้องมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอาจทำให้การเลือกตั้งที่เราต่างเฝ้าคอยกันมานานกว่า 5 ปี และใช้งบประมาณจากภาษีของเราไปกว่า 5,800 ล้านบาทเป็นเป็นโมฆะ ลองมาดูจุดเสี่ยงเหล่านี้ และร่วมกันจับตาการทำงานของ กกต. กันครับ

(คำอธิบายของแต่ละจุดเสี่ยงอยู่ใน comment ใต้รูปนะครับ)




1. วินิจฉัยบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจากนิวซีแลนด์ที่ขนส่งมาไม่ทันให้เป็นบัตรเสีย ขัด พ.ร.ป. ส.ส. มาตรา 114

จากมติของ กกต. ที่วินิจฉัยให้บัตรเลือกตั้งจากนิวซีแลนด์ ที่ขนส่งมาไม่ทันปิดหีบ กลายเป็นบัตรเสีย หรือที่ กกต. ขอให้เรียกชื่อว่า “บัตรที่ไม่สามารถนับคะแนนได้” นั้น ไม่สมด้วยเหตุและผล และขัดต่อหลักกฎหมาย พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 114

ซึ่งสาระสำคัญของมาตรานี้ โดยเฉพาะกรณีที่บัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศมาถึงล่าช้า กกต. จะไม่นับบัตรนั้น หรือจะตีเป็นบัตรเสียได้ก็ต่อเมื่อบัตรเลือกตั้งเหล่านั้นเกิดขึ้นจากความไม่สุจริต ความไม่เป็นธรรม หรือที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีความไม่สุจริต มีความไม่เที่ยงธรรม

แต่ ณ ขณะนี้จากข้อมูลหลายด้านยังไม่มีความชัดเจน จน กกต. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบภายใน 7 วัน แต่กลับมีมติก่อนแบบนี้หมายความว่าอย่างไร และบางข่าวมีการรายงานว่าเป็นความผิดพลาดของ กกต. อีกด้วย ซึ่งหากเป็นความผิดพลาดของ กกต. แล้ว กกต. จะมาตัดสิทธิ์ 1,542 เสียงนี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ องค์ประกอบสำคัญของมาตรา 114 คือ การส่งบัตรเลือกตั้งที่อยู่นอกราชอาณาจักร มาถึงสถานที่นับคะแนนของเขตเลือกตั้ง หลังจากที่มีการนับคะแนนแล้ว กกต. จะไม่ทำการนับคะแนนนั้น ต้องพิสูจน์ได้ว่าเกิดความไม่สุจริตเกิดขึ้น กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า “โดยมีเหตุสมควรเชื่อได้ว่าเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรม”

แต่การขนส่งล่าช้านั้นไม่เข้าองค์ประกอบที่จะทำให้ กกต. ตีบัตรเลือกตั้งเหล่านี้เป็นบัตรเสียได้แต่อย่างใด





2. ใช้สูตรคำนวณ ส.ส. ให้เกิดพรรคเล็ก ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 94 (1)

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เผยแพร่ข่าวสารอ้างว่า กกต.ได้เห็นชอบวิธีการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามที่สำนักงาน กกต.ได้เสนอ โดยอ้างว่าเป็นวิธีที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นวิธีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 128 และมาตรา 129 ประกอบกับเจตนารมณ์ของระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลจากการคำนวณตามวิธีการดังกล่าวทำให้มีพรรคการเมืองได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 25 พรรค ซึ่งรวมถึงพรรคที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคนด้วยนั้น

การนำวิธีการคำนวณดังกล่าวมาใช้จะเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 128 และยังขัดต่อหลักตรรกวิทยาด้วย ดังเหตุผลต่อไปนี้

1. การที่พรรคการเมืองใดจะได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองนั้นต้องได้รับคะแนนไม่ต่ำกว่าจำนวนคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (1) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (1) ให้ความสำคัญต่อทุกคะแนนเสียง จึงให้นำทุกคะแนนที่ลงให้กับทุกพรรคการเมืองมารวมกันแล้วหารด้วย 500 คือ จำนวน ส.ส.ทั้งหมด เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน ซึ่งจากคะแนนรวมของทุกพรรค 35,532,647 คะแนน หารด้วย 500 ผลลัพธ์คือ 71,065 คะแนน ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นตัวกำหนด ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรคด้วย จึงเห็นได้ว่าหลักการที่ว่าทุกคะแนนเสียงมีค่าและไม่เป็นคะแนนตกน้ำนั้น ได้นำมาใช้ในการคิดคำนวณในส่วนนี้แล้ว

2. จำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมีนั้นต้องยึดจำนวนตามที่คำนวณได้เป็นเกณฑ์จะนำไปเฉลี่ยให้กับพรรคที่มีคะแนนต่ำกว่า 71,065 คะแนนมิได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (2) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (2) ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับจากทุกเขตเลือกตั้งหารด้วยคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคน (71,065) ผลลัพธ์ คือ จำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้นและเมื่อนำผลลัพธ์ดังกล่าวไปลบด้วยจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตของพรรคนั้น ผลลัพธ์คือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้รับเบื้องต้น ตามมาตรา128 (3) จะเห็นได้ว่าจำนวน ส.ส.ที่พึงมีของแต่ละพรรคก็ดี หรือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้รับเบื้องต้นก็ดี ล้วนมีฐานมาจากที่พรรคนั้นต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่าคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคน (71,065 คะแนน) ทั้งสิ้น

3. พรรคการเมืองใดที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนต่อส.ส.หนึ่งคนคือต่ำกว่า 71,065 คะแนนซึ่งไม่มีจำนวน ส.ส. ที่พึงมีและไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้น ตามมาตรา128 (3) ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 128 (4) เพราะตามมาตรา 128 (4) ให้จัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้เฉพาะกับพรรคที่มีสิทธิจะได้รับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 128 (3) เท่านั้น โดยให้จัดสรรเป็นจำนวนเต็มก่อนถ้ายังไม่ครบ 150 คน จึงไปพิจารณาว่าพรรคใดมีเศษจากการคำนวณมากกว่ากัน ดังนั้นเมื่อพรรคใดไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้น ก็ไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจากทุกพรรคที่มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ 71,065 คะแนนขึ้นไปมีจำนวน 152 คน เกินมา 2 คน จึงไม่ต้องไปพิจารณาเรื่องเศษจากการคำนวณ และไม่ต้องไปพิจารณาตามมาตรา128 (6) ด้วยเช่นกัน

4. พรรคที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (5) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ ต้องเป็นพรรคที่มี ส.ส.พึงมีเสียก่อน เนื่องจากการคำนวณตามมาตรา 128 (5) ต้องพิจารณาตามมาตรา 128 (2) เป็นหลักโดยจัดสรรภายใต้เงื่อนไขดังนี้

(1) ถ้าพรรคนั้นมี ส.ส.เขตเท่ากับ หรือ สูงกว่าจำนวนส.ส.ที่พรรคนั้นพึงมี ตามมาตรา 128 (2) ให้พรรคนั้นมี ส.ส.ตามจำนวนที่ได้รับจาก ส.ส.แบบแบ่งเขตและไม่มีสิทธิได้รับจัดสรรแบบ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
(2) ให้นำ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไปจัดสรรให้แก่พรรคที่มี ส.ส.แบบแบ่งเขตต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมี ตามมาตรา 128 (2)
(3) การจัดสรรข้างต้นต้องไม่มีผลให้พรรคนั้นมี ส.ส.เกินจำนวนที่พึงมีตามมาตรา 128 (2)
ดังนั้น ถ้าพรรคการเมืองใดไม่มี ส.ส. ที่พึงมี ตามมาตรา 128 (2) ตั้งแต่ต้นก็ไม่มีสิทธิได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (5) ได้

5. พรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่า 71,065 คะแนน ซึ่งเป็นพรรคที่ไม่มี ส.ส.พึงมี ตามมาตรา128 (2) ไม่มีจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้นตามมาตรา 128 (3) ซึ่งไม่มีสิทธิจะได้รับจัดสรรแบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (4) และ (5) พรรคนั้นก็ย่อมไม่อยู่ในเกณฑ์จะได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (7) เพราะพรรคเหล่านั้นไม่มีจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีจำนวน ส.ส.ที่จะมาคูณกับจำนวน 150 และหารด้วยผลบวกของ 150 กับจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่เกิน 150 คนได้

ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้วไม่มีช่องทางใดเลยที่พรรคซึ่งมีคะแนนต่ำกว่า71,065 คะแนน จะได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแนนตามแบบวิธีของกกต. จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 94 (1) ที่ห้ามให้จัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เกินกว่า ส.ส.พึงมี ของแต่ละพรรคการเมืองครับ





3. วันเลือกตั้งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ

คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้แสดงความคิดเห็นต่อการกำหนดวันเลือกตั้งของ กกต. ไว้อย่างน่าสนใจครับ โดยคุณธีระชัยบอกว่าการกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นการกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 61 นับแต่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 มกราคม 2562 ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 วรรคสาม กล่าวคือ ต้องจัดการเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ลองอ่านคำอธิบายของคุณธีระชัยกันนะครับ

“เงื่อนไขในมาตรา ๑๐๓ มีลักษณะเป็นเงื่อนไขหลักการทั่วไป เหตุผลที่มาตรา ๑๐๓ ให้กำหนดเวลาต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับนั้น ก็เพื่อให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยกำหนดไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันเพื่อให้ทุกพรรคมีเวลาเตรียมตัวผู้สมัครที่เพียงพอ และให้เวลาหาเสียงที่เพียงพอ และกำหนดไม่เกินหกสิบวันเพื่อมิให้ลากวันเลือกตั้งออกไปเพื่อเอื้ออำนวยแก่พรรคใดที่ยังไม่สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ภายในเวลาอันควร

ส่วนการที่มาตรา ๑๐๒ กำหนดเวลาวันเลือกตั้งภายในสี่สิบห้าวัน ซึ่งสั้นกว่าที่กำหนดในมาตรา ๑๐๓ เนื่องจากกำหนดวันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุดลงนั้น ย่อมเป็นที่รู้ทั่วไปก่อนหน้านานแล้ว และผู้ที่เกี่ยวข้องย่อมจะได้มีเวลาเตรียมตัวมากพอเพียงแล้ว ดังนั้น กำหนดเวลาสูงสุดตามมาตรา ๑๐๒ จึงสั้นกว่ากำหนดเวลาสูงสุดตามมาตรา ๑๐๓

สำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารนั้น จะต้องใช้ข้อบัญญัติทั้งหลายในรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการทั่วไป ไม่ว่ากระบวนการเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การแบ่งเขต วิธีการจัดการเลือกตั้ง ฯลฯ เว้นแต่จะมีข้อบัญญัติใดเป็นการเฉพาะที่ยกเว้นการปฏิบัติตามหลักการทั่วไป และถึงแม้ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๘ จะบัญญัติให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒) (๓) และ (๔) มีผลใช้บังคับแล้ว ก็มิใช่ว่าจะใช้ระยะเวลาตามมาตรา ๒๖๘ ได้เพียงลำพัง แต่จะต้องใช้ควบคู่กับมาตรา ๑๐๓ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

(ก) บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มิได้มีการระบุให้ยกเว้นการปฏิบัติตามข้อบัญญัติทั้งหลายในรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้เป็นหลักการทั่วไป จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนเวลาในมาตรา ๑๐๓ เป็นหลัก ส่วนเงื่อนเวลาในมาตรา ๒๖๘ ย่อมจะต้องถือเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติม
(ข) มาตรา ๒๖๘ บัญญัติให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม ‘รัฐธรรมนูญนี้’ ซึ่งย่อมหมายความถึงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มิใช่ให้บังคับเฉพาะมาตราใดมาตราหนึ่ง
(ค) เงื่อนเวลาในมาตรา ๒๖๘ นั้น อ้างถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒) (๓) และ (๔) จึงหมายความว่า ให้ถือวันที่กฎกติกาเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒสภา เรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเรื่องพรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ เมื่อใด ภายหลังจากที่ประเทศมีกฎกติกาใน ๔ เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ก็ให้จัดการเลือกตั้งโดยมิชักช้า คือภายใน ๑๕๐ วัน มิให้เนิ่นนานกว่านี้
(ง) เงื่อนเวลา ๑๕๐ วันตามที่ระบุในมาตรา ๒๖๘ นั้น เนื่องจากเป็นเงื่อนเวลา นับจากวันที่ประเทศมีกฎกติกาเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นเรื่องที่แตกต่างจากมาตรา ๑๐๓ ซึ่งกำหนดเงื่อนเวลา นับจากวันที่ประชาชนล่วงรู้เจตนาที่จะให้มีการเลือกตั้งอย่างแน่ชัด
(จ) เงื่อนเวลา ๑๕๐ วันตามที่ระบุในมาตรา ๒๖๘ นั้น ย่อมหมายความรวมถึงทุกขั้นตอนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้แก่ การรับสมัคร การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ การเลือกตั้ง และการประกาศผล ซึ่งแตกต่างจากมาตรา ๑๐๓ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวันเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร ย่อมไม่มีเหตุการณ์สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๒ หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๓ วรรคแรกและวรรคสองเกิดขึ้นได้ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในฐานะเป็น รัฏฐาธิปัตย์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจเสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงย่อมมีฐานะเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามที่มาตรา ๑๐๓ วรรคสองและวรรคสามกล่าวถึง และการกำหนดวันเลือกตั้งจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม กล่าวคือต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ

หรือพิจารณาอีกทางหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีการบัญญัติมาตรา ๔๔ ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํารวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าวเป็นคําสั่งหรือการกระทําหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด และบทบาทของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้มีการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมาตรา ๒๖๕ บัญญัติให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และยังกำหนดด้วยว่าในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีหน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่๒) พุทธศักราช ๒๕๕๙ และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอํานาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่กล่าวถึงข้างต้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจในการที่จะออกกฎหมายเพื่อกำหนดให้มีการเลือกตั้งได้ด้วยตนเอง ซึ่งถ้าหากมีการดำเนินการดังกล่าว กฎหมายเพื่อกำหนดให้มีการเลือกตั้งก็จะมีสภาพเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาที่มาตรา ๑๐๓ วรรคสองและวรรคสามกล่าวถึง และวิธีปฏิบัติในการกำหนดวันเลือกตั้งก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม กล่าวคือต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่กฎหมายเพื่อกำหนดให้มีการเลือกตั้งดังกล่าวใช้บังคับ

สำหรับประเด็นเรื่องประเพณีการปกครอง
อนึ่ง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕ วรรคสอง บัญญัติว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”ข้าพเจ้าจึงเห็นจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารในปัจจุบันและในอดีต คือในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ , ๒๕๕๐ , ๒๕๓๕ และ ๒๕๒๒ ซึ่งปรากฏข้อมูลดังนี้

๑ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๖๒
(ก) วันเลือกตั้ง ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นวันที่ ๖๑นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ (๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒)
(ข) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้ง หลังวันที่สภาหมดอายุต้องไม่เกิน ๔๕ วัน (มาตรา ๑๐๒) และหลังวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาหมดอายุ ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน (มาตรา ๑๐๓)
(ค) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๖๘ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน ๑๕๐ วันนับแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
(กำหนดวันเลือกตั้ง เกินกว่าเงื่อนเวลาสูงสุดของกรณียุบสภา)

๒ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๐
(ก) วันเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นวันที่ ๖๐ นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ (๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐)
(ข) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้ง หลังวันที่สภาหมดอายุต้องไม่เกิน ๔๕ วัน (มาตรา ๑๐๗) และหลังวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาหมดอายุ ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน (มาตรา ๑๐๘)
(ค) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๙๖ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน ๙๐ วันนับแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
(กำหนดวันเลือกตั้ง ไม่เกินเงื่อนเวลาสูงสุดของกรณียุบสภา)

๓ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕
(ก) วันเลือกตั้ง ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นวันที่ ๖๖ นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ (๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕)
(ข) ธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้ง หลังวันที่สภาหมดอายุต้องไม่เกิน ๖๐ วัน (มาตรา ๑๑๑) และหลังวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาหมดอายุ ไม่เกิน ๙๐ วัน(มาตรา ๑๑๒)
(ค) ธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๑๘ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน ๑๒๐ วันนับแต่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
(กำหนดวันเลือกตั้ง ไม่เกินเงื่อนเวลาสูงสุดของกรณียุบสภา)

๔ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๒๒
(ก) วันเลือกตั้ง ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นวันที่ ๗๕ นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ (๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒)
(ข) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้ง หลังวันที่สภาหมดอายุต้องไม่เกิน ๖๐ วัน (มาตรา ๑๐๐) และหลังวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาหมดอายุ ไม่เกิน ๙๐ วัน(มาตรา ๑๐๑)
(ค) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๐๒ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน ๑๒๙ วันนับแต่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
(กำหนดวันเลือกตั้ง ไม่เกินเงื่อนเวลาสูงสุดของกรณียุบสภา)

จะเห็นได้ว่า ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กำหนดวันเลือกตั้งจะอยู่ภายในเงื่อนเวลาของการยุบสภาทุกครั้ง ยกเว้นปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงแม้เงื่อนเวลาสูงสุดในบทเฉพาะกาลจะกำหนดไว้สูงกว่าทุกครั้ง

จึงขอเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อ กกต. จะได้จัดเตรียมคำโต้แย้งได้อย่างสะดวก”