วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

พบกับ 5 นักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา กว่าพวกเขาจะไปถึงขั้นนั้นบอกเลยว่าไม่ได้มี ‘ดีแต่พูด’ อย่างเดียวแน่นอน


พบกับ 5 นักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา กว่าพวกเขาจะไปถึงขั้นนั้นบอกเลยว่าไม่ได้มี ‘ดีแต่พูด’ อย่างเดียวแน่นอน


แชแนลยูทูบเผยเรื่องราวของ 5 นักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จัก….กว่าพวกเขาจะมาได้ถึงขั้นนี้บอกได้เลยว่าไม่ได้มีดีแต่พูดอย่างเดียวแน่นอน
วินสตัน เชอร์ชิล : นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีบทบาทสำคัญในการพาชาติให้พ้นหายนะครั้งใหญ่จากการคุกคามของนาซีเยอรมันภายใต้การนับของฮิตเลอร์ เชอร์ชิลได้กล่าวสุนทรพจน์มากมายเพื่อให้กำลังใจประชาชนและทหารอังกฤษที่ทำการรบเพื่อป้องกันประเทศ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้าร่วมสงครามและได้ชัยชนะในท้ายที่สุด
topfive-most-powerful-orators-pics-1

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง : เขาเป็นนักเทศน์ในนิกายแบปทิส ผู้แสวงหาความเท่าเทียมของมนุษย์ และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของคนอเมริกันผิวดำ และเขาได้กลายเป็นนักเรียกร้องสิทธิมนุษย์ชนที่โด่งดังและมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว จนฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจและหาทางกลั่นแกล้งด้วยวิธีต่าง ๆ และ ลูเธอร์ คิง ไม่ยอมแพ้ เขายังคงเดินหน้าต่อสู้ในแบบฉบับของเขาจนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จนทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ในขณะนั้นต้องยอมให้เข้าพบเป็นการส่วนตัว ต่อมา ลูเธอร์ คิง ถูกลอบยิงเสียชีวิต และทุกวันที่ 3 มกราคมของทุกปี กลายเป็นวัน ”มาร์ติน ลูเธอร์ คิง” โดยการรับรองของ ปธน.เรแกน
topfive-most-powerful-orators-pics-2

อดอลฟ์ ฮิตเลอร์ : ไม่ว่าคุณจะศรัทธาหรือเกลียดชังชายคนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ฮิตเลอร์คือนักกล่าวสุนทรพจน์ที่เก่งกาจจนหาตัวจับยาก เขาใช้วาทศิลป์รวบรวมนายทหารฝีมือดีของเยอรมันที่กำลังอ่อนแอให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยสไตล์การพูดที่ดุเดือดและชวนให้ฮึกเหิม ทำให้มีชาวเยอรมันในขณะนั้นจำนวนไม่น้อยที่พร้อมสู้ตายถวายหัวให้กับท่านผู้นำรายนี้ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเยอรมนีต้องพ่ายแพ้ในสงครามก็ตาม
topfive-most-powerful-orators-pics-3

จอห์น เอฟ เคนเนดี้ : ปธน.เคนเนดี้ คือผู้นำรุ่นใหม่ไฟแรง ที่กล่าวกันว่าชาวสหรัฐฯ ในขณะนั้นให้ความนิยมชมชอบไม่น้อย เพราะ ปธน.เคนเนดี้ มักใช้นโยบายทางการทูตนำหน้าการทหาร และพยายามเจรจาหาข้อยุติความบาดหมางระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต แต่น่าเสียดายที่นโยบายของเขาไม่ได้รับการสานต่อให้ลุล่วง เพราะ ปธน.เคนเนดี้ถูกลอบสังหารไปเสียก่อน
topfive-most-powerful-orators-pics-4

เนลสัน แมนเดลา : อดีตประธานาธิบดีและรัฐบุรุษของแอฟริกาใต้ ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ ด้วยเหตุนี้ทำให้แมนเดลาต้องถูกจำคุกอยู่นาน 27 ปี หลังจากพ้นโทษ แมนเดลายังไม่ย้อท้อ เขาเดินหน้าต่อสู้เพื่อคนผิวดำ จนแอฟริกาใต้ได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ และทำให้แมนเดลาได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐบุรุษ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพโลก ก่อนเสียชีวิตในปี ค.ศ.2013 ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของชาวแอฟริกาใต้
topfive-most-powerful-orators-pics-5
ที่มา : WatchMojo.com

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อัตตะปือ หัวใจการเมืองลาวใต้

อัตตะปือ หัวใจการเมืองลาวใต้

อัตตะปือ ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบระหว่างลำน้ำเซกองกับลำน้ำเซกะมาน มีอาณาเขตไม่ไกลจากกัมพูชาและเวียดนาม ภูมิประเทศส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยป่าทึบและเขาสูงที่ทุรกันดาร หากแต่เต็มไปด้วยทองคำและสินแร่นานาชนิด ในบรรดาหัวเมืองลาวใต้ทั้งหมด อาทิ เมืองจำปาสัก เมืองสาละวัน และเมืองโขง อัตตะปือ ถือเป็นนครที่ประกอบไปด้วยชนพื้นเมืองหลากหลายชาติพันธุ์ อาทิ เผ่าเบรา เผ่าละแว เผ่าอาลัก เผ่าส่วย ฯลฯ
ฉะนั้น ปัจจัยทางทรัพยากรและผู้คน จึงเป็นตัวกำหนดให้อัตตะปือกลายเป็นเขตพลวัตทางการเมืองในประวัติศาสตร์ล้านช้าง โดยเฉพาะการลุกฮือของชนพื้นเมืองเพื่อต่อต้านการเก็บส่วยสาอากรจากผู้ปกครองส่วนกลาง
สำหรับที่มาของชื่อ 'อัตตะปือ' เอเจียน แอมอนิเย ในหนังสือเรื่อง บันทึกการเดินทางในลาว ภาคที่หนึ่ง พ.ศ.2438 ได้ให้ความเห็นว่า อัตตะปือ อาจเพี้ยนมาจากภาษาชนเผ่าเบราที่เรียกเมืองนี้ว่า 'อิดกระบือ' ที่แปลว่า มูลควาย โดยอาจเป็นเพราะภูมิสัณฐานตรงจุดสบระหว่างเซกองกับเซกะมาน ที่พบเห็นสันดอนที่เกิดจากการต้อนควายของพ่อค้าเร่จากฝั่งเขมรมาพักไว้ตรงจุดสบก่อนส่งต่อให้พ่อค้าเวียดนาม จนทำให้เกิดสันดอนมูลควายขนาดใหญ่
ขณะที่ ภาษาเขมร ได้เรียกขานดินแดนแถบนี้ว่า 'อักกระไบ' หรือ 'อักกรอเบย' ซึ่งก็มีความหมายในทำนองเดียวกัน ดังนั้น อัตตะปือจึงเป็นเมืองการค้าตอนในที่เต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ตามดินแดนต่างๆ
ในทางประวัติศาสตร์และการเมือง อัตตะปือ เคยเป็นฐานทรัพยากรที่ส่งผลต่อความรุ่งเรืองของราชสำนักล้านช้าง เช่น การร่อนทองคำของชนพื้นเมืองตามลำน้ำต่างๆ เพื่อส่งสายแร่ให้กับชนชั้นสูงและช่างศิลปะเวียงจันทน์ ตลอดจน การคล้องช้างป่าเพื่อส่งเข้ากองทัพหลวง และการเปิดตลาดเมืองอัตตะปือ ซึ่งเต็มไปด้วยการหมุนเวียนไหลบ่าของสินค้าป่านานาชนิด
โดยความสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลให้ราชสำนักเวียงจันทน์ พยายามแผ่อิทธิพลเหนือเจ้าเมืองอัตตะปือเพื่อควบคุมการส่งส่วยแรงงานของชนพื้นเมือง
กระนั้น ด้วยการกดขี่ที่เข้มงวดในบางช่วงสมัย จึงก่อให้เกิดการประท้วงขัดขืนจากชนพื้นเมืองในวงกว้าง ซึ่งเรียกกันว่า 'ข่าขัด' อันเป็นคำที่สะท้อนถึงพฤติกรรมขัดขวางของชนพื้นเมืองหลายๆ เผ่า ที่มักก่อกวนกระบวนการเก็บส่วยของชนชั้นปกครองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ข่มขู่ เข่นฆ่าและไล่จับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมักพบเห็นอยู่บ่อยครั้งตามตะเข็บชายแดนที่ติดกับอาณาจักรเขมรและเวียดนาม โดยเฉพาะที่เมืองอัตตะปือ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะข่าขัดที่รุนแรงอันดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์ล้านช้าง
ส่วนนัยสำคัญของการเมืองอัตตะปือที่มีต่อรัฐสยาม พบว่า ในช่วงที่ราชสำนักล้านช้างเกิดการแยกขั้วทางการเมืองออกเป็นสามศูนย์อำนาจหลัก คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์และ จำปาศักดิ์ ราว ปี พ.ศ.2256 ซึ่งส่งผลให้พระเจ้ากรุงธนบุรีตัดสินใจทำสงครามยึดครองล้านช้างเอาไว้ทั้งหมด อัตตะปือได้ตกเป็นหัวเมืองประเทศราชสยามภายใต้การควบคุมของราชวงศ์จำปาสัก
ทว่า กระบวนการสักเลขและเก็บสวยของสยาม มักจะถูกขัดขวางผ่านการประท้วงก่อหวอดจากชนพื้นเมืองอัตตะปืออยู่เป็นระยะ จนทำให้มีการตั้งหัวเมืองขนาดใหญ่ เช่น อุบลราชธานี เพื่อเพิ่มศูนย์อำนาจปราบปราบการลุกฮือของอัตตะปือ พร้อมโยกเมืองอัตตะปือจากเมืองใต้ราชสำนักจำปาสัก ให้เข้ามาอยู่ใต้วงควบคุมของรัฐบาลธนบุรีโดยตรง
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้เกิดศึกอานามสยามยุทธ์ โดยเป็นการรบพุ่งระหว่างสยามกับเวียดนามบนแผ่นดินส่วนใหญ่ของกัมพูชา อัตตะปือ ได้แปลงสภาพเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่ทำหน้าที่ป้อนเสบียงของป่าให้กับกองทัพสยาม
โดยพบเห็นเส้นทางการค้า 2 สายหลัก ได้แก่ สายที่ผ่านแก่งหลี่ผีแม่น้ำโขง แล้วลงใต้เข้าทะเลสาบเขมร จนไปถึงศรีโสภณ จากนั้น จึงลำเลียงสินค้าไปอรัญประเทศ ผ่านคลองแสนแสบ เข้ากรุงเทพมหานคร ส่วนอีกสาย คือ การใช้เรือลำเลียงจากแม่น้ำโขงเข้าแม่น้ำมูลในเขตเมืองอุบลราชธานี แล้วมาหยุดพักที่โคราช จากนั้น จึงแบ่งเส้นทางลำเลียงออกเป็นสายปักธงชัย กบินทร์บุรี คลองแสนแสบ กับสายสีคิ้ว มวกเหล็ก แก่งคอย ซึ่งอาศัยการล่องเรือผ่านแม่น้ำป่าสักเข้ากรุงเทพ
จากประวัติศาสตร์ที่นำแสดงมา อาจกล่าวได้ว่า อัตตะปือ คือ จุดหัวใจแห่งการเมืองลาวใต้ โดยการแข่งขันครอบครองทรัพยากรเศรษฐกิจ ทั้งที่มาจากกลุ่มอำนาจล้านช้างเวียงจันทน์และสยามธนบุรี-กรุงเทพ ได้ส่งผลให้ชนพื้นเมืองก่อพฤติกรรมลุกฮือปฏิวัติแบบข่าขัดเพื่อต่อต้านอำนาจกดขี่จากภายนอกพร้อมประกันไว้ซึ่งอิสรภาพในบริหารจัดการตนเอง ซึ่งแม้การเคลื่อนไหวของชนพื้นเมืองจะถูกกำราบกดทับจากส่วนกลางอยู่เป็นระยะ หากแต่ พลังทางการเมืองดังกล่าว ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างส่วนกลาง-ท้องถิ่น หรือศูนย์กลาง-ชายขอบ ได้อย่างเด่นชัด จนกลายมาเป็นกรณีศึกษาที่ยังประโยชน์ต่อแวดวงประวัติศาสตร์และการเมืองเอเชียอาคเนย์

suriya mardeegun

"ค่ายวัด" กับ การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา

"ค่ายวัด" กับ การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา







13 December, 2016 - 10:58 
ทฤษฎีว่าด้วยการพังทลายของรัฐอยุธยา ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสทรรศน์หลากหลายระนาบ เช่น หลักเชื้อชาติ/เผ่าพันธุ์นิยม ที่นำเสนอโดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเน้นไปที่ภาพความโหดร้ายป่าเถื่อนของกองทัพพม่าที่ผสมผสานกับการแตกความสามัคคีของคนไทยจนทำให้ต้องเสียกรุงครั้งที่สอง ขณะที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้วิพากษ์ไปที่โครงสร้างรัฐ นั่นก็คือ ปัญหาการเกณฑ์ทัพอันเป็นผลสืบเนื่องจากความหละหลวมของระบบควบคุมไพร่แห่งอาณาจักรอยุธยา ส่วนสุเนตร ชุตินธรานนท์ กลับพุ่งเป้าไปที่ปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการทหาร โดยเฉพาะ ความทนทานของกองทัพพม่าในการรบข้ามฤดูน้ำหลากซึ่งทำให้ทหารอยุธยาต้องจนแต้มในการป้องกันกรุง
หากแบ่งการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์อยุธยาช่วงเสียกรุงครั้งสุดท้ายคร่าวๆ ออกเป็น สำนักชาตินิยม โครงสร้างนิยม และ พิชัยยุทธ์นิยม พบเห็นงานเขียนจากนักวิชาการฝรั่งจำนวนมิน้อยที่จัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันกับข้อโต้แย้งของนิธิและสุเนตร โดยเฉพาะตามหลักยุทธนิยม เช่น หนังสือของ B.J.Terwiel เรื่อง Thailand's Political History: From the Fall of Ayuthaya to Recent Times (2006) ที่แม้ผู้เขียนจะพูดถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการล่มสลายของอยุธยาเอาไว้หลายมิติ หากแต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจุดอ่อนอยุธยาในระดับยุทธวิธีทางทหาร ซึ่ง Terwiel ได้นำเอาภูมิทัศน์ความมั่นคงวัดเข้าไปวางไว้ในปฏิบัติการโจมตีอยุธยาโดยฝ่ายกองทัพพม่า
Terwiel ได้อธิบายว่า กิจกรรมสร้างบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ในสมัยราชวงศ์ปราสาททองและราชวงศ์บ้านพลูหลวง เช่น วัดไชยวัฒนาราม ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของย่านวัดจำนวนมากที่มีลักษณะหันเหออกจากแกนราชธานีอยุธยาตรงเกาะเมือง มิหนำซ้ำ รูปแบบวัดที่เต็มไปด้วยชั้นกำแพงอิฐ ยังทำให้เขตวัดที่กระจายตัวอยู่รอบนอกมีความแข็งแกร่งทนทานใกล้เคียงกับตัวกำแพงพระนครศรีอยุธยา ดังนั้น เมื่อกองทัพพม่าสามารถชิงชัยยึดวัดต่างๆ ได้ทีละเล็กทีน้อยจากทหารอยุธยา พร้อมแปลงสภาพวัดให้เป็นค่ายหรือป้อมทหารพม่า เมื่อนั้นกองทัพพม่าจึงเริ่มเขยิบอยู่ในสภาพได้เปรียบทางการยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็น การปลูกหอรบประชิดเมืองหรือการใช้อิฐวัดเป็นฐานกำบังปืนใหญ่จากอยุธยา
จริงแล้ว ข้อสังเกตของ Terwiel ถือว่าน่าสนใจมิน้อย เพราะช่วงใกล้อวสานกรุงศรีฯ ทหารพม่าได้ล้อมกำแพงเมืองอยุธยาผ่านการประสานโครงข่ายจากป้อมวัดที่มีการชักโยกถ่ายเทกำลังกันไปมา โดยเฉพาะ การกระชับวงล้อมตีกรุงแบบรอบทิศทาง เช่น การยิงปืนใหญ่ถล่มตัวเมืองอยุธยาจากวัดสามพิหาร วัดหน้าพระเมรุ วัดพิชัย วัดไชยวัฒนาราม วัดท่าการ้อง ฯลฯ
ขณะเดียวกัน แม้การใช้ค่ายวัดจะสร้างข้อได้เปรียบให้กับทหารพม่าโดยมิต้องวิเคราะห์หรือใช้หลักฐานสนับสนุนข้อโต้แย้งอะไรมากนัก เพราะถือเป็นธรรมชาติทางการยุทธ์ทั้งนี้เนื่องจากค่ายวัดส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในระยะประชิดกรุงโดยมีแต่เพียงลำน้ำหรือคูเมืองเป็นเส้นแบ่งเขตเท่านั้น ทว่า จากการที่รัฐบาลอยุธยาเริ่มสูญเสียกลุ่มวิสุงคามสีมาจำนวนมากให้กับกองทัพพม่า คงทำให้ทหารอยุธยาเกิดอาการเสียขวัญประหวั่นพรั่นพรึงมิน้อยอันเป็นผลจากการที่เขตศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองได้ถูกศัตรูย่ำยีหรือถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อต่อรบกับฝ่ายตน โดยไม่มีหลักประกันแน่ชัดว่าขวัญเมืองเหล่านี้ ท้ายที่สุดจะยังคงคุ้มครองปกป้องทหารอยุธยาหรือหันไปช่วยข้าศึกกันแน่ นอกจากนั้น การที่ทัพอยุธยาตัดสินใจยิงปืนใหญ่ใส่วัดวาอารามที่ถูกเนรมิตรังสรรค์โดยบรรพบุรุษฝ่ายตน คงจะทำให้เกิดภาวะชะงักงันหรือความรวนเรในการโจมตีเป้าหมายทางการรบอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม หากสืบย้อนไปดูศึกล้อมกรุงศรีฯ ก่อนหน้า ก็พบว่า การตีอยุธยาผ่านระบบค่ายวัด นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เช่น ค่ายวัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดสามพิหาร ที่ล้วนแล้วแต่เคยเป็นที่ตั้งค่ายของทัพพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้/บุเรงนอง พระเจ้าอลองพญา หรือแม้กระทั่ง พระยาละแวกจากกัมพูชา (หรือพูดอีกแง่ คือ ทั้งศึกเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง ศึกสมัยพระมหาธรรมราชาและศึกอลองพญา ล้วนแล้วแต่มีการใช้ประโยชน์จากค่ายวัดทั้งสิ้น) ซึ่งตรงจุดนี้นี่เองที่ Terwiel กลับแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนในสมมุติฐานของเขา ทั้งนี้เนื่องจาก Terwiel ระบุว่าเขาไม่ค่อยแน่ใจจริงๆ ว่าชาวอยุธยาพอจะทราบเรื่องอันตรายจากการปล่อยให้ข้าศึกใช้ประโยชน์จากภูมิทัศน์วัดหรือไม่ เพราะเขารู้สึกฉงนใจว่าทั้งๆ ที่อาจมีผลเสียรุกกระทบตามมา แต่ทำไมรัฐอยุธยาถึงปล่อยให้มีมหกรรมปฏิสังขรณ์วัดจำนวนมาก (ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันแข็งแกร่งดุจป้อมค่าย) ในช่วงปลายอาณาจักร
คำตอบนี้ คิดว่า ผู้ปกครองอยุธยาย่อมประจักษ์ชัดอยู่แล้วเกี่ยวกับพิชัยยุทธ์ล้อมกรุงของข้าศึกผ่านอรรถประโยชน์จากค่ายวัด (ซึ่งคงมีการจดบันทึกหรือบอกเล่าสืบทอดกันมา) เพียงแต่ว่า ความสงบร้างศึกมาร้อยกว่าปีนับแต่ครารัชสมัยพระนเรศวรบวกกับธรรมชาติการขยายตัวของนคราตามกาลเวลา ย่อมทำให้เกิดการผุดตัวขึ้นมาของพระอารามที่กระจายตัวออกไปเรื่อยๆ จากแกนเมืองโดยอัตโนมัติ (บวกกับความมั่นใจของชาวอยุธยาเอง ว่าอย่างไรเสียคงไม่มีศึกใหญ่เข้ามาประชิดกรุงอีกเป็นแน่) แต่อย่างไรก็ตาม หลังการรุกแบบสายฟ้าแลบของศึกอลองพญาที่มีการระดมยิงปืนใหญ่จากวัดหน้าพระเมรุ นับเป็นจุดพลิกผันที่สร้างความตกตะลึงให้กับนักการทหารอยุธยา ซึ่งโชคดีที่องค์ปฐมกษัตริย์คองบองทรงประสบอุบัติเหตุจากการยุทธ์จนต้องเลิกทัพกลับไปก่อน โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังหมดศึกอลองพญาจนกระทั่งถึงศึกเสียกรุงครั้งที่สอง กษัตริย์อยุธยาได้ทำทุกวิถีทางเพื่อวางแนวปะทะผลักพม่าออกนอกกำแพงเมืองโดยอาศัยการตั้งทัพตามวัดต่างๆ เช่น ค่ายเจ้าตากที่วัดพิชัย ทว่า เมื่อท้ายที่สุด ทัพพม่าสามารถขับไล่ทหารอยุธยาออกจากค่ายวัดได้ทั้งหมด จนสามารถตั้งป้อมสวมทับประชิดกำแพงเมืองได้สำเร็จพร้อมกุมชัยชนะในการรบข้ามฤดูน้ำหลาก เมื่อนั้น ทหารอยุธยาจึงเริ่มเห็นลางพ่ายแพ้ทางการยุทธ์อย่างชัดเจน
จากกรณีดังกล่าว จึงนับได้ว่า การประดิษฐ์ปรับแปลงค่ายวัดโดยทหารพม่า ถือเป็นตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อความปราชัยของทัพอยุธยาในศึกอวสานกรุงศรีฯ โดยหากจะใส่ปฏิบัติการยึดค่ายวัดเข้าไปใน Dynamic Tactical Framework หรือ กรอบพลวัตยุทธวิธีช่วงหลังฤดูน้ำหลาก อาจเรียงลำดับการรณรงค์สงครามของทัพพม่าคร่าวๆ ได้ดังนี้
1. ระดมเสบียงและกำลังพลเข้ารุกคืบทำลายฐานทหารอยุธยา
2. ไล่ทัพอยุธยาออกจากค่ายวัดรอบเมือง พร้อมตั้งค่ายใหม่สวมทับเข้าไปในเขตวัดประกอบกับเพิ่มค่ายใหม่ระหว่างวัดเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการลำเลียงพลและขยับวงล้อมกรุง
3. ก่อมูลดินตามค่ายวัดและค่ายอื่นๆ เพื่อระดมยิงทำลายเป้าหมายภายในตัวกำแพงอยุธยา
4. ขุดอุโมงค์เพื่อเผาฐานกำแพงเมือง และ
5. ระดมพลบุกเข้าเมืองเพื่อรบขั้นแตกหัก
จากขั้นลำดับที่นำแสดงมา "Temple Fortress" จึงมีผลต่อการ "Shut Down" กรุงศรีอยุธยาอย่างล้ำลึก

ขอขอบคุณข้อมูล : ดุลยภาค ปรีชารัชช

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อีมัลดา มาร์กอส

อีมัลดา มาร์กอส

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ร. 4 ทรงลองใจเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ว่าจะมักใหญ่ใฝ่สูงหวังเป็นกษัตริย์หรือไม่

ข้อมูลจาก สโมสรศิลปวัฒนธรรม
ร. 4 ทรงลองใจเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ว่าจะมักใหญ่ใฝ่สูงหวังเป็นกษัตริย์หรือไม่

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘ในปีเถาะ พ.ศ.2410 เมื่อพระราชทานเพลิงพระศพ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนกรมเจ้านายเนื่องในเหตุที่พระมหาอุปราชสวรรคตตามราชประเพณีซึ่งเคยมีมา“…ผู้คนเกรงท่าน [กรมขุนราชสีหวิกรม] แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คงจะมีอะไรที่ทรงเกรงอยู่บ้าง ทั้งที่ท่านเป็นที่ใกล้ชิดกับพระองค์ เพราะปรากฏว่าในปลายรัชสมัยได้ตรัสเรียกให้ท่านเข้าไปปฏิญาณพร้อมกับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หน้าพระแก้วมรกตว่าจะไม่แย่งราชบัลลังก์ เรื่องนี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงบันทึกไว้ใน ‘พระราชประวัติรัชกาลที่ 5 ก่อนเสวยราชย์’ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเล่าพระราชทาน ดังนี้
‘เจ้านายซึ่งโปรดให้เลื่อนกรมครั้งนั้นมี 5 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา เป็นกรมขุนบำราบปรปักษ์ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวรจักรธรานุภาพ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นราชสีหวิกรม สองพระองค์หลังนี้เป็นกรมขุนคงพระนามเดิม ส่วนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เดิมทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุระสังกาศ) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงเปลี่ยนพระนามกรมเป็นกรมขุนพินิตประชานาถ ด้วยทรงพระราชดำริว่ากรมมเหศวรศิววิลาศ กรมวิษณุนาถนิภาธร พระชันษาไม่ยั่งยืน จะเป็นด้วยพระนามพ้องกับนามของพระเป็นเจ้าในไสยศาสตร์ จึงทรงเปลี่ยนพระนามกรมหมื่นพิฆเนศวรสุระสังกาศ เป็นกรมขุนพินิตประชานาถ
‘เวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งให้เลื่อนกรมเจ้านายครั้งนั้น เสด็จประทับที่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อทรงสั่งแล้วมีพระราชดำรัสให้หาเจ้านายทั้ง 4 พระองค์นั้นเข้าไปเฝ้า ณ ที่รโหฐานตรงหน้าพระพุทธรูป แล้วมีพระราชดำรัสว่าจะทรงปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระมหามณีรัตนปฎิมากรว่า เจ้านายซึ่งจะเป็นกรมขุน 4 พระองค์นี้ ถ้าใครได้ครองราชย์สมบัติต่อไปจะไม่ทรงรังเกียจเลย
‘เจ้านาย 3 พระองค์ ต่างกราบทูลถวายปฏิญาณว่ามิได้ทรงคิดมักใหญ่ใฝ่สูง ตั้งพระหฤทัยแต่จะสนองพระเดชพระคุณช่วยทำนุบำรุงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอให้ได้รับราชสมบัติสืบไป’



พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม

ครั้งมีสุริยุปราคาหมดดวง กรมขุนราชสีหวิกรม พร้อมด้วยพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินไปเกาะจาน เมื่อเสด็จกลับมาก็ประชวรไข้และสิ้นพระชนม์ก่อนสวรรคตในรัชกาลที่ 4 เพียง 15 วัน ส่วนโอรสธิดาซึ่งประสูติในวังท่าพระ ก็ประทับในวังนั้นต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 5 จึงย้ายออกไปอยู่ที่บ้านท่าช้าง คือบ้านของคุณตาท่าน (พระยาราชมนตรี) สำหรับหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ โอรสองค์สุดท้องซึ่งภายหลังได้เลื่อนขึ้นเป็นพระองค์เจ้า ถูกส่งไปศึกษาต่อที่สิงคโปร์และประเทศอังกฤษ เป็นคนไทยคนแรกที่ได้เข้ามหาวิทยาลัย (King’s College, London) และถูกแต่งตั้งให้เป็นราชทูตสยามคนแรกประจำราชสำนักอังกฤษและอีก ๑๑ ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
บทบาทสำคัญของเจ้านายพระองค์นี้ได้แก่การแก้สนธิสัญญาเบาริ่ง (Bowring) ที่กลุ่มประเทศตะวันตกได้เปรียบสยาม การนำสยามเข้าเป็นสมาชิกการไปรษณีย์โทรเลขสากล และจัดการวางสายโทรเลขกรุงเทพฯ-ไซ่ง่อน และกรุงเทพฯ สิงคโปร์ อีกทั้งได้ชักชวนข้าราชการสถานทูตกราบบังคมทูลถวายร่างรัฐธรรมนูญสยามฉบับแรก ใน ค.ศ. 1884″
คัดมาจากบางส่วนของบทความ “วังท่าพระและเรื่องพิศดารบางเรื่องเกี่ยวกับเจ้านายในวัง” โดย สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ มิถุนายน 2559

         edit :  suriya mardeegun

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

2 มีนาคม 2477: รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ หลังทรงไม่อาจต่อรองกับฝ่ายคณะราษฎรได้

2 มีนาคม 2477: รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ หลังทรง

ไม่อาจต่อรองกับฝ่ายคณะราษฎรได้


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี (AFP)


บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิ์ออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จและเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าในฐานที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมาก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์…”“…ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
คัดจากบางส่วนของคำประกาศสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ซึ่งทรงประกาศไว้เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2477
ก่อนหน้านั้นระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป รัชกาลที่ 7 ทรงมีโทรเลขมาถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เป็นเหตุให้ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ทรงทำหนังสือไปถึง พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีถ้อยคำบางส่วนว่า
“…รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยมากรู้สึกแน่ใจว่าไม่จำเป็นจะต้องประนีประนอมต่อพระองค์ไม่ว่าในเรื่องใดๆ พอใจที่จะขัดพระราชดำริเสียทุกอย่าง ถ้าหากรัฐบาลมีประสงค์จะประสานงานต่อพระองค์ด้วยดีแล้วคงจะกราบบังคมทูลปรึกษาก่อนที่จะดำเนินการอันสำคัญไป ถ้าได้ทำดั่งนั้นความยุ่งยากอย่างหนึ่งอย่างใดก็จะไม่เกิดขึ้นได้ แต่รัฐบาลมิได้ทำดั่งนั้น การใดๆ รัฐบาลทำไปจนถึงที่สุดเสร็จเสียแล้วจึงกราบบังคมทูลพระกรุณา ไม่มีทางที่จะทรงทักท้วงให้แก้ไขโดยกระแสพระราชดำริอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะมีอะไรเหลือนอกจากความขึ้งเคียดแก่กัน…”
“…ตามพฤติการณ์เช่นนี้ทรงพระราชดำริเห็นว่าพระองค์ไม่ควรจะดำรงราชสมบัติอยู่สืบไป เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะช่วยปกปักรักษาผู้ใดได้เลยแล้ว …จึงสมัครพระราชหฤทัยที่จะทรงสละราชสมบัติ…จะโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชหัตถเลขามาภายหลังโดยไปรษณีย์”
หลังทราบเรื่องทางรัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยมีเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) เป็นประธานในการเดินทางไปเข้าเฝ้าและกราบบังคมทูลชี้แจงไกล่เกลี่ยเพื่อทูลเชิญพระองค์เสด็จกลับประเทศไทย แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
ทั้งนี้ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 รัชกาลที่ 7 ยังทรงพยายามรักษาบทบาทในการบริหารประเทศของพระองค์เอาไว้ แต่ฝ่ายคณะราษฎรไม่ยินยอม จนก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มอำนาจ เห็นได้จากหนังสือของกรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ รวมถึงในคำประกาศสละราชสมบัติของพระองค์เอง ซึ่งทรงตัดพ้อฝ่ายรัฐบาลที่ไม่ยอมให้พระองค์ได้มีส่วนเลือกสมาชิกสภาประเภทที่ 2 ตามความดังนี้
“…การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้มีสมาชิก 2 ประเภทก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงานและชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วๆไป ไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใด…แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย…”
อีกเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นก่อนการสละราชสมบัติของพระองค์คือเหตุการณ์กบฏบวรเดช (ตุลาคม 2476) นำโดย พระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งในหนังสือ สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น โดย ม.จ.พูนพิศมัย ดิสกุล ได้กล่าวถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวังไกลกังวลก่อนการกบฏไม่นานว่า เจ้านายพระองค์หนึ่ง “ไปขอเฝ้าในหลวงเป็นไปรเวต, แล้วกราบทูลขอพระราชทานอนุญาตว่าจะเปลี่ยนแปลงใหม่. ในหลวงทรงตอบว่า-ไม่ทรงเห็นด้วยเลย”
อย่างไรก็ดี หลังจากการเข้าเฝ้าในครั้งนั้น ได้มีผู้เขียนเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 200,000 บาท จากพระคลังข้างที่ให้แก่พระองค์เจ้าบวรเดช ไม่นานจากนั้นพระองค์เจ้าบวรเดชทรงนำทัพลงมาจากทางเหนือเพื่อหวังยึดอำนาจ ซึ่ง ม.จ.พูนพิศมัย ได้ยืนยันในบันทึกเล่มเดียวกันว่า รัชกาลที่ 7 ทรงมิได้รู้เห็นกับการสั่งจ่ายเช็คดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายคณะราษฎรมองต่างออกไป
ขอขอบคุณ : 
ข้อมูลจาก สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น โดย ม.จ.พูนพิศมัย ดิสกุล, พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์โดย รัฐสภา และ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ โดย ณัฐพล ใจจริง

“บทบาทปัญญาชนไทย ก่อนสมัย 2500”

“บทบาทปัญญาชนไทย ก่อนสมัย 2500”


ตั้งแต่ ปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงปี 2500 สังคมไทยสร้างปัญญาชน, นักคิด, นักเขียน, ไว้ไม่น้อย และท่านเหล่านั้นสร้างผลงานไว้มากมาย เป็นขุมคลังทางปัญญาความ คิดของคนรุ่นต่อๆ มา
นี่คือยุคของ กุหลาบ สายประดิษฐ์, สด กูรมะโรหิต, ม.จ. สกลวรรณากร วรวรรณ, ม.ร.ว. นิมิตรมงคล นวรัตน, “จูเลียต”, อิศรา อมันตกุล, เสนีย์ เสาวพงศ์, สุภา ศิริมานนท์, ส.ธรรมยศ, สมัคร บุราวาศ, สุภัทร สุคนธาภิรมย์, อารีย์ ลีวีระ, ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, อัศนี พลจันทร, “อุชเชนี”, สุวัฒน์ วรดิลก, “ทวีปวร”, “นารียา”, เสนาะ พานิชเจริญ, ชาญ กรัสนัยปุระ, “พ. เมืองชมพู”, จิตร ภูมิศักดิ์, และ ฯลฯ
บุคคลเหล่านี้เป็นใคร และงานของเขาส่งผลสะเทือนอย่างไรในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ของไทย?
“บทบาทปัญญาชนไทยก่อนสมัย 2500″