วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

28 ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

28 ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

    วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี

          วันที่ 28 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกหนึ่งวัน เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าให้แก่ประเทศไทย และเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีเพียงพระองค์เดียว ด้วยเหตุนี้ กระปุกดอทคอม จึงขอนำพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มาบอกเล่า เพื่อร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และความกล้าหาญของพระองค์ ที่ช่วยให้คนไทยได้มีชาติไทยอาศัยอยู่มาจนถึง ณ ทุกวันนี้

          สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรืออีกพระนามคือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 พระราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277 ทรงมีพระนามเดิมว่า "สิน" พระบิดาเป็นพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋ว นามว่า "นายไหฮอง แซ่แต้" พระมารดา เป็นหญิงไทยนามว่า "นกเอี้ยง" สันนิษฐานว่า ถิ่นกำเนิดของพระองค์น่าจะอยู่แถบภาคกลาง ในกรุงศรีอยุธยา มากกว่าเมืองตาก

พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

          ในวัยเยาว์ พระยาจักรีได้รับเด็กชายสินเป็นบุตรบุญธรรม และนำไปฝากให้เรียนหนังสือกับพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส (วัดคลัง) ทรงศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน จากนั้นเมื่อเล่าเรียนจบ พระยาจักรีได้พาเด็กชายสิน ไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ด้วยความเฉลียวฉลาด รอบรู้ และพูดได้ถึง 3 ภาษา พระองค์จึงได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นมหาดเล็กรายงานราชการทั้งหลายในกรมมหาดไทย และกรมวังศาลหลวง

          กระทั่งปี พ.ศ. 2301 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร ขึ้นครองราชย์ต่อได้เพียง 3 เดือนเศษ ก็ถวายราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้นายสินมหาดเล็กรายงาน เชิญท้องตราราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ นายสินมหาดเล็กสร้างผลงานได้รับความดีความชอบ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสินมหาดเล็กรายงานเป็นหลวงยกบัตรเมืองตาก จนกระทั่งพระยาตากถึงแก่กรรม หลวงยกบัตรเมืองตากจึงได้เลื่อนเป็นพระยาตาก ปกครองเมืองตากสืบต่อไป

          ครั้นเมื่อพม่ายกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาทางตอนใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2307 โดยมีมังมหานรธาเป็นแม่ทัพ พระยาตากยกทัพไปช่วยรักษาเมืองเพชรบุรี และตีทัพพม่ากลับไปอย่างง่ายดาย ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2308 พม่าได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง พระยาตากก็สามารถช่วยรักษาพระนครไว้ได้อีก ความดีความชอบนี้ ทำให้ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาตากเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่ยังไม่ทันที่พระยาวชิรปราการจะได้ครองเมืองกำแพงเพชร พม่าก็ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง พระยาวชิรปราการจึงต้องเข้ากรุงศรีอยุธยา เพื่อป้องกันพระนคร

เส้นทางเดินทัพของเจ้าตากครั้งกอบกู้เอกราช
เส้นทางเดินทัพของเจ้าตากครั้งกอบกู้เอกราช

          ระหว่างทำการสู้รบอยู่นั้น พระยาวชิรปราการเกิดท้อแท้ใจที่แม้จะตีค่ายพม่าได้ แต่พระนครไม่ส่งกำลังไปหนุน จนทำให้พม่ายึดค่ายกลับคืนได้ อีกทั้งยังเห็นว่า ทัพพม่ามีกำลังมากกว่า หากออกไปรบคงพ่ายแพ้อย่างหมดทางสู้ และตนเองยังถูกภาคทัณฑ์ที่ยิงปืนใหญ่ใส่ทัพพม่าโดยไม่ได้ขออนุญาตจากศาลาลูกขุนขึ้น ด้วยเหตุนี้ พระยาวชิรปราการจึงเห็นว่า คงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ป้องกันพระนคร และเชื่อว่า กรุงศรีอยุธยาคงจะต้องเสียกรุงเสียครานี้ เพราะผู้นำอ่อนแอ ไม่สนใจบ้านเมือง พระยาวชิรปราการจึงนำไพร่พล 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากค่ายพิชัย ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และยึดเมืองระยองได้สำเร็จ ระหว่างนั้น ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ พายุหมุนอย่างรุนแรงจนบิดต้นตาลเป็นเกลียวโดยไม่คลายตัว ชาวบ้านจึงเรียกว่า "ตาลขด" ขณะที่เหล่าเสนาบดี ทหารทั้งหลายก็ยกย่องพระยาวชิรปราการเป็น "เจ้าตาก"

          หลังจากนั้น พระเจ้าตาก วางแผนจะเข้ายึดเมืองจันทบูร จึงสั่งให้ทหารทำลายหม้อข้าวให้หมด เพื่อปลุกขวัญกำลังใจทหารให้ฮึดสู้ตีเมืองจันทบูรให้แตก จะได้เข้าไปทานข้าวในเมือง จนสุดท้ายกองทัพพระเจ้าตากสามารถตีเมืองจันทบูรได้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 หลังจากนั้นก็ได้มีผู้คนมาเข้าร่วมกับพระองค์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเมืองจันทบูรและเมืองตราดไม่มีพม่าเข้ายึดครอง

          กระทั่ง 3 เดือนผ่านไป พระองค์รวบรวมเสบียง และกำลังคนได้ราว 5,000 นาย จึงได้ยกทัพเรือล่องมาจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา และยึดเมืองธนบุรีจากพม่าได้สำเร็จ จากนั้น พระองค์ได้ยกทัพเรือต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา ก่อนจะสามารถเข้ายึดค่ายโพธิ์สามต้น และขับไล่ทหารพม่าออกไปจากราชอาณาจักร สามารถกอบกู้เอกราชได้สำเร็จภายในเวลา 7 เดือน นับตั้งแต่ที่เสียกรุงเมื่อปี พ.ศ. 2310

การปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
การปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

          หลังจากนั้น พระองค์ได้ยกทัพกลับมาที่ธนบุรี ตั้งราชธานีใหม่ ณ ที่แห่งนี้ ขนานนามว่า"กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร" และทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 ในพระชนมายุ 34 พรรษา ทรงเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 และพระราชกรณียกิจหลังจากนั้นของพระองค์ คือการปราบปรามก๊กต่าง ๆ ที่แตกแยกเป็นฝ่าย เพื่อรวบรวมให้เป็นอาณาจักรเดียวกัน และฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากทำสงครามกับพม่า

          สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงครองราชย์ได้ 15 ปี ก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 สิริพระชนมายุได้ 48 พรรษา โดยเหตุแห่งการสวรรคตปรากฎในเอกสารหลาย ๆ ฉบับและสาเหตุแตกต่างกัน แต่เหตุส่วนใหญ่ที่ปรากฎ คือ ในช่วงปลายรัชสมัยได้เกิดกบฏขึ้นที่อยุธยา เจ้าเมืองจึงหนีมายังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงรับสั่งให้พระยาสรรค์ขึ้นไปนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้าพวกกบฏ และยกพวกมาปล้นพระราชวังกรุงธนบุรี พร้อมบังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินออกผนวช เพื่อควบคุมพระองค์ไว้ในวัดอรุณราชวราราม

          ต่อมา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ซึ่งกำลังยกทัพไปเขมร ได้ยกทัพมายังกรุงธนบุรีก่อน และได้เข้าปราบปรามพระยาสรรค์ และขุนนางที่ก่อกบฏ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกกล่าวโทษว่า พระองค์ทรงเสียพระสติ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ และเสด็จสวรรคต จากนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ปราบดาภิเษกเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีสืบต่อมา ส่วนพระยาสรรค์ก็ถูกนำตัวไปประหารชีวิต

แผนที่แสดงอาณาเขตประเทศไทย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน
แผนที่แสดงอาณาเขตประเทศไทย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน

          ตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระองค์ได้ทำสงครามกับพม่าถึง 9 ครั้งและทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง รวมทั้งทรงทำศึกกับเขมร 3 ครั้ง ส่วนพระราชกรณียกิจด้านอื่น ๆ นอกจากการเมืองและการศึกสงครามแล้ว พระองค์ทรงฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม การบำรุงการศึกษาตามวัด การรวบรวมพระไตรปิฎก อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางจากเวียงจันทน์ กลับมายังกรุงธนบุรี บูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่ง ๆ ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมทั้งยังพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ไว้ 4 ตอน

          พระราชกรณียกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถรอบด้านของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ เป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" และถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" เพื่อยกย่องพระองค์เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาติไทย ผู้กอบกู้เอกราชให้ชาติไทย และได้สร้างอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงเครื่องขัตติยาภรณ์ ประทับเหนืออัศวราชพาหนะ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบ ประดิษฐานบนแท่งคอนกรีตเสริมเหล็ก ณ บริเวณวงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี

          ทั้งนี้ ในทุกวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี ทางกรุงเทพมหานครจะได้จัดงาน "วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" ขึ้น ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วงเวียนใหญ่) และถนนลาดหญ้าตลอดสายถึงแยกคลองสาน ซึ่งมีการจัดงานมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และให้ประชาชนชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์สืบต่อไป


ภาพจาก wikipedia

วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560

สงกรานต์พม่ายุคเปลี่ยนแปลง-เมื่อรัฐบาลพม่าลดวันหยุด 10 วันเหลือ 5 วัน

สงกรานต์พม่ายุคเปลี่ยนแปลง-เมื่อรัฐบาลพม่าลดวันหยุด 10 วันเหลือ 5 วัน

ผู้คนในพม่าที่ตั้งตารอหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ต้องเปลี่ยนแผนอีกครั้ง หลังจากต้นเดือนมีนาคม รัฐบาลพม่าประกาศมาอย่างกระชั้นชิดให้ลดวันหยุด "มหาสงกรานต์" จาก 10 วัน เหลือ 5 วัน โดยให้เหตุผลว่าหยุด 10 วัน กระทบธุรกิจ-การเดินทาง-กระจายสินค้า แต่ยังให้ จนท.รัฐหยุด 10 วันแล้วค่อยเปลี่ยนปีหน้า ทำให้ลูกจ้างเอกชนรู้สึกเสียเปรียบ จนเกิดเหตุประท้วงขอคืนวันหยุด 10 วัน
นักศึกษาพม่าร่วมในขบวนแห่เทศกาลสงกรานต์ที่มัณฑะเลย์ ประเทศพม่าเมื่อ 12 เมษายนปี 2555 (ที่มา: แฟ้มภาพ/Htoo Tay Zar/Wikipedia)
ปฏิทินวันหยุดพม่าในปี 2559 จะเห็นวันหยุดสีแดงเถือกเนื่องในวันสงกรานต์ระหว่าง 11-20 เมษายน และเมื่อรวมกับวันเสาร์อาทิตย์ก็จะเป็นวันหยุดยาวตั้งแต่ 9-20 เมษายน หรือหยุด 12 วัน
ทั้งนี้โฆษกสำนักงานประธานาธิบดีพม่า ซอเท ได้ประกาศมาตั้งแต่ 9 มีนาคม ว่ารัฐบาลพม่าจะลดวันหยุดช่วงติงยาน หรือเทศกาลสงกรานต์จากเดิม 10 วัน ลดเหลือ 5 วัน คือจากเดิม 11 ถึง 20 เมษายนในปีที่แล้ว มาเป็น 13 ถึง 17 เมษายนเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าวันหยุด 10 วัน เป็นอุปสรรค์ต่อการทำงาน การบริการธนาคาร ทำให้การเดินทางและการกระจายสินค้าล่าช้า เนื่องจากมีวันหยุดที่ยาวนาน
โดยวันหยุดที่ลดลงในช่วงสงกรานต์ Coconut Yangon ซึ่งอ้างคำแถลงของซอเท ระบุว่า รัฐบาลพม่าจะพิจารณานำวันหยุด 5 วัน ไปชดเชยให้ในวันที่ 4 และ 6 ตุลาคม ช่วงวันออกพรรษา 2 พฤศจิกายน ช่วงวันลอยกระทง และ 30 และ 31 ธันวาคมช่วงวันขึ้นปีใหม่ อย่างไรก็ตามการจัดวันหยุดใหม่ 5 วันยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ประกาศของสำนักงานประธานาธิบดีพม่าระบุว่า แม้จะมีการเปลี่ยนวันหยุด แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลพม่ายังคงมีวันหยุดสงกรานต์ 10 วันในปีนี้ แต่จะไปลดวันหยุดเหลือ 5 วันในปีหน้า ส่วนผู้ที่ได้จองการเดินทางเอาไว้แล้ว ก็สามารถทำตามแผนการเดินทางได้ แต่วันหยุดตอนนี้มีเพียง 5 วันเท่านั้น
สำนักข่าวอิระวดีระบุว่า วันหยุดสงกรานต์ 10 วัน เริ่มต้นในสมัยรัฐบาลทหารพม่าเมื่อปี 2550 เกิดขึ้นหลังจากย้ายเมืองหลวงใหม่ไปที่เนปิดอว์ได้ 2 ปี
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รัฐบาลพม่าที่เมืองหลวงและแรงงานทั่วประเทศพม่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดนี้ และผู้ที่ทำงานในช่วงวันหยุดสงกรานต์จะได้ค่าจ้างเพิ่ม 2 เท่า
สำนักข่าวอิระวดีระบุว่า การประกาศของรัฐบาลพม่าในเดือนมีนาคมถือว่ากระชั้นชิด เพราะหลายคนอาจจะวางแผนการเดินทางแล้ว มีคนจำนวนมากแสดงความไม่พอใจเนื่องจากการตัดวันหยุดกระทันหันทำให้นายจ้างได้เปรียบและลูกจ้างเสียเปรียบ
โดยการลดวันหยุดกระทันหันดังกล่าว ทำให้เมื่อ 26 มีนาคมที่ผ่านมา มีสมาชิกสหพันธ์แรงงานเมียนมา (CTUM) กว่าห้าพันคน ออกมาชุมนุมในย่างกุ้ง เรียกร้องให้คืนวันหยุด 10 วันด้วย ทั้งนี้จากรายงานของเมียนมาไทม์
วินเทงจีซอ ประธานสหพันธ์แรงงาน CTUM ระบุว่า จากการสำรวจข้อมูล พบว่าแรงงานไม่พอใจกับการลดวันหยุด เนื่องจากแรงงานที่ทำงานในโรงงานส่วนใหญ่มาจากภูมิลำเนาห่างไกล และประสบความยากลำบากในการกลับไปพบครอบครัวภายในช่วงวันหยุดเพียง 5 วัน
"พวกเราไม่ใช่พนักงานของรัฐบาล พวกเราเป็นคนงานภาคเอกชน มีวันลาน้อยนิด ในขณะที่พนักงานของรัฐบาลมีวันหยุดมากมาย ถ้าพวกรัฐบาลต้องการทำให้มีวันหยุดเท่ากัน ก็ต้องให้สิทธินั้นแก่เราเหมือนกัน" วินเทงจีซอกล่าว
ขณะที่วินเทงจีซอกล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเลขวันหยุดสร้างปัญหาให้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
"แรงงานส่วนใหญ่ในโรงงานที่ฉันทำงาน มาจากพื้นที่ห่างไกลจากภาคย่างกุ้ง ไม่อาจกลับภูมิลำเนาได้ในช่วงวันหยุด 5 วัน พวกเรายอมรับวันหยุด 10 วันเท่านั้น" ฉ่วยฉ่วยถั่นกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมียนมาไทม์

แปลและเรียบเรียงจาก
Thingyan Holiday Cut Short, By SAN YAMIN AUNG, Irrawaddy, 10 March 2017
Workers want 10-day Thingyan holiday, Zaw Zaw Htwe, Myanmar Times, Monday, 27 March 2017

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560

คืนแห่งมีดยาว ( Night of the Long Knives)

คืนแห่งมีดยาว ( Night of the Long Knives)


คืนแห่งมีดยาว ( Night of the Long Knives) เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดในประเทศเยอรมนี เกิดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน 1934 เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์และเหล่าเอสเอสได้ทำการกวาดล้างเหล่าหน่วยเอสเอ (ชตูร์มอับไทลุง) เนื่องจากแอนสท์ เริม (Ernst Rohm) ผู้นำกำลังกึ่งทหารของนาซี ชตูร์มมับไทลุง (เอสเอ, "หน่วยสมทบวายุ") ซึ่งมีสมาชิกหลายล้านคนตั้งใจจะเข้าบัญชาไรช์สเวร์ และกลืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเอสเอเพื่อสานต่อ "การปฏิวัติแห่งชาติ" เริมนิยม "การปฏิวัติที่สอง" ซึ่งจะทำลายนักอุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดใหญ่ อภิชนยุงเคอร์ และการควบคุมกองทัพของปรัสเซีย ประเด็นดังกล่าวถึงจุดวิกฤตในเดือนมิถุนายน 1934 เมื่อประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กแจ้งฮิตเลอร์ว่า หากเขาไม่ดำเนินการเพื่อจำกัดเอสเอ จะยุบรัฐบาลและประกาศกฎอัยการศึก ฮิตเลอร์ได้ไปเกลี้ยกล่อมเริมให้ยุบหน่วยเอสเอเข้าสู่กองทัพและอำลาจากวงการทหารแต่เริมกลับไม่ยอมรับ

ข้อเรียกร้องของเอสเอให้เพิ่มอำนาจทางการเมืองและทางทหารก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้นำทางทหาร อุตสาหกรรมและการเมือง ฮิตเลอร์จึงสนองโดยกวาดล้างผู้นำเอสเอทั้งหมด การกวาดล้างแอนสท์ เริม กลุ่มเอสเอของเขา สทรัสเซริสท์ นาซีฝ่ายซ้าย และศัตรูการเมืองอื่นที่กินเวลาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 1934 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 200 คน ขณะที่ชาวเยอรมันบางคนรู้สึกตกใจกับการฆ่า แต่หลายคนยกย่องการกระทำที่เด็ดขาดของฮิตเลอร์เพื่อฟื้นฟูระเบียบ


credit : suriya mardeegun

ไฮน์์ริค ฮิมม์เลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส ของนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2

ไฮน์์ริค ฮิมม์เลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส ของนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2


ประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่ 2


ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์

(Heinrich Himmler) 

ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส และหนึ่งในผู้สั่งการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิว



ฮิมม์เลอร์ขณะได้รับการต้อนรับจากนายทหารระดับสูงของหน่วยเอสเอสที่เมือง Mauthausen ในปี ค.ศ. 1941 ซึ่งเป็นปีที่เขาเรืองอำนาจอย่างมาก 





บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งของพรรคนาซีที่มีบทบาทอย่างมากในการแปรคำสั่งการทำลายล้างชาวยิวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไปสู่การปฏิบัติที่โหดเหี้ยมก็คือ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Himmler) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยตำรวจลับ "เกสตาโป" และผู้บัญชาการหน่วยเอส เอส อันลือชื่อ ทั้งๆ ที่บุคคลดังกล่าวเคยเป็นเพียงนักธุรกิจที่ล้มเหลว มีร่างกายที่อ่อนแอ และที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วงท้ายที่สุดเขากลับเป็นผู้หนึ่งที่พยายามแปรพักตร์ด้วยการหันไปเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อหาทางยุติสงครามและกำจัดฮิตเลอร์ออกจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเยอรมัน

ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1900 ที่เมืองมิวนิค บิดาของเขาเป็นครูในโรงเรียนคาทอลิคที่เคร่งศาสนา หลังจากที่ฮิมเลอร์สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมต้น เขาก็เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฐานะนายทหารของกรมบาวาเรียนที่ 11 จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเขาก็เข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลายระหว่างปี ค.ศ. 1918-1922 จนได้รับประกาศนียบัตรด้านการเกษตรจากโรงเรียนมัธยมและประกอบอาชีพเป็นพนักงานขายสินค้าการเกษตรในโรงงานผลิตสินค้าการเกษตร จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1923 ฮิมม์เลอร์ได้เข้าร่วมกับพรรคนาซีในการปฏิวัติที่มิวนิค ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าหน่วยประชาสัมพันธ์ของพรรค รับผิดชอบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการผลิตใบปลิว เอกสารสิ่งพิมพ์ปลุกระดมให้ชาวเยอรมันหันมาให้การสนับสนุนพรรคนาซี โดยใช้การกดขี่ชาวเยอรมันจากสนธิสัญญาแวร์ซายส์เป็นสาระสำคัญ

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1927 ฮิมม์เลอร์แต่งงานและหันหลังให้กับพรรคนาซี โดยเริ่มต้นทำธุรกิจฟาร์มเลี้ยงไก่ของตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จจนต้องกลับมาเข้าร่วมพรรคนาซีอีกครั้งในปี ค.ศ. 1929 พร้อมๆ กับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของฮิตเลอร์หรือที่รู้จักกันในนามหน่วยเอสเอส (Schutzstaffel – SS) ซึ่งในขณะนั้นมีกำลังพลเพียง 200 นายเท่านั้น

ในฐานะสมาชิกพรรคนาซี เขาได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภาไรซ์สตาร์คของประเทศเยอรมันในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1930 และทำหน้าที่ในการเสริมสร้างกองกำลังเอสเอส ให้เข้มแข็งและยิ่งใหญ่ขึ้นจนกระทั่งมีกำลังพลเป็นจำนวนถึง 52,000 คนในปี ค.ศ. 1933 นอกจากนี้เขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจลับ "เกสตาโป" ในบาวาเรียซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าในการกำจัดศัตรูทางการเมืองของพรรคนาซีและของฮิตเลอร์ในปี ค.ศ. 1934 อีกตำแหน่งหนึ่ง 






ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งของพรรคนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2




และแล้วเหตุการณ์ที่ทำให้ฮิมม์เลอร์ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำระดับสูงของพรรคนาซีก็มาถึง นั่นคือการมีส่วนร่วมในการวางแผนโค่นล้มกองกำลังเอสเอ ที่เป็นคู่แข่งของเอสเอสในเหตุการณ์ "คืนแห่งมีดดาบยาว" ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1934 ซึ่งแท้จริงแล้วผู้นำหน่วยเอสเอ คือเออร์เนส โรห์มที่ร่วมเส้นทางการต่อสู้มากับฮิตเลอร์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นนั้น แทบไม่มีความคิดในการเป็นปฏิปักษ์ต่อฮิตเลอร์หรือพรรคนาซีเลย เพียงแต่เขาได้แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อฮิมม์เลอร์และกองกำลัง เอสเอส อย่างเห็นได้ชัด และฮิมม์เลอร์นั่นเองที่เป็นผู้ยุยงให้ฮิตเลอร์เกิดความหวาดระแวงในตัวเออร์เนส โรห์มว่ากำลังก้าวขึ้นมาเทียบบารมีของเขา จนสั่งการให้เกิดการกวาดล้างพวกเอสเอ ครั้งใหญ่ 

และฮิมม์เลอร์อีกนั่นเองที่สั่งการให้ทหารเอสเอส ที่เขาไว้ใจที่สุดจำนวน 3 นายควบคุมตัวเออร์เนส โรห์ม พร้อมกับยื่นคำขาดพร้อมปืนพกให้ปลิดชีพตัวเองโดยให้เวลา 10 นาที แต่เมื่อเวลาครบ เออร์เนส โรห์มกล่าวว่า "… หากฮิตเลอร์ต้องการชีวิตฉัน ให้เขามาเอาไปเอง …" ทหารเอสเอสคนหนึ่งจึงใช้ปืนพกจ่อยิงเขาจนเสียชีวิตทันที

การล่มสลายของเอสเอ ส่งผลให้กองกำลังเอสเอส ของฮิมม์เลอร์ก้าวขึ้นมาเป็นองค์กรหลักเพียงองค์กรเดียวในการเป็นหน่วยอารักขาของฮิตเลอร์ และเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ต่างๆ ในการควบคุมเรื่องความมั่นคงของประเทศ รวมไปถึงเป็นหน่วยงานที่ทำการแปลงทฤษฎีว่าด้วย "การกำจัดชาวยิว พวกคอมมิวนิสต์และชนชาติที่ต่ำกว่ามนุษย์" ของฮิตเลอร์ไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแปรเปลี่ยนทฤษฎีแห่งการแบ่งแยก "เชื้อชาติ" ที่เต็มไปด้วยความกังขาและการต่อต้าน ไปสู่การปฏิบัติแห่ง "การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ" ที่ปราศจากข้อสงสัยและข้อคัดค้านใดๆ อย่างสิ้นเชิง

ฮิมม์เลอร์ยังคงก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในพรรคนาซีด้วยบุคลิกที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความทะเยอทะยาน เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยตำรวจลับเกสตาโปทั่วประเทศเยอรมัน และเมื่อควบรวมกับตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยเอสเอสแล้ว ก็ทำให้ฮิมม์เลอร์กลายเป็นบุคคลที่ทรงอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในการตัดสินชะตาชีวิตผู้คนหรือองค์กรที่เป็นปฎิปักษ์ต่อพรรคนาซี หรือที่พรรคนาซีวิเคราะห์แล้วว่าเป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดออกจากสังคมตามแนวทางการสร้างสังคมบริสุทธิ์ของชนชาติ "อารยัน" ซึ่งเครื่องมือที่ฮิมม์เลอร์คิดค้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1933 ก็คือค่ายกักกันที่ "ดาเชา" (Dachau) อันเป็นสถานที่ที่ฮิมม์เลอร์บรรยายไว้ว่า

"… เป็นสถานที่สำหรับการทำสะอาดผู้คนที่มีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างจากพรรคนาซี ผู้คนที่มีเชื้อสายยิวหรือแม้กระทั่งลูกครึ่งยิว ชาวสลาฟส์ (Slavs) ในโปแลนด์ ตลอดจนผู้คนที่เป็นภาระต่อสังคม เช่น คนพิการ คนโรคจิต พวกลักเพศ ทั้งนี้เพราะหน้าที่ของชาวเยอรมันทุกคนก็คือการทำลายล้างกลุ่มคนที่มีสถานะต่ำกว่ามนุษย์ (sub-human) เหล่านี้ให้หมดสิ้นไปจากโลก ..." 






ภาพนี้ถ่ายระหว่างที่ฮิมม์เลอร์เดินทางมาเยี่ยมค่ายเชลยศึกสัมพันธมิตรแห่งหนึ่ง เขากำลังแสดงความประหลาดใจที่เชลยอังกฤษนายหนึ่งกล้าที่จะออกมาจากกลุ่มเพื่อขออาหารเพิ่มให้กับนักโทษทั้งหมด อย่างไรก็ตามผู้บรรยายภาพต้นฉบับไม่ได้ระบุถึงชะตากรรมของเชลยศึกชาวอังกฤษนายนี้ภายหลังจากการถ่ายภาพดังกล่าว




ณ ที่ค่ายดาเชาแห่งนี้นี่เองที่ทำให้ฮิตเลอร์เกิดความประทับใจในแนวคิดของฮิมม์เลอร์ จนมีคำสั่งให้ขยายค่ายกักกันเหล่านี้ออกไปทั่วพื้นที่ยึดครองของเยอรมัน ฮิมม์เลอร์อาศัยจังหวะนี้ขยายองค์กรเอสเอส ของเขาออกไปให้กว้างขวางขึ้น โดยการจัดตั้งหน่วย "กระโหลกไขว้" หรือ "โทเทนคอฟ" (Totenkopf) ซึ่งเป็นหน่วยรับผิดชอบในการดูแลค่ายกักกันทั้งหมด พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลของหน่วยเอสเอส ที่เขาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดให้เพิ่มสูงขึ้น โดยทหารเอสเอส จะต้องเป็นทั้งผู้นำ ผู้บริหาร นักรบ และนักวิชาการพร้อมๆ กันในคนเดียว 

การพัฒนาดังกล่าวส่งผลให้ทหารเอสเอส กลายเป็นกำลังพลที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคนาซีอย่างมั่นคง จนกลายเป็นหน่วยรบที่ข้าศึกของอาณาจักรไรซ์ที่ 3 ต้องหวั่นเกรงทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบ

กล่าวกันว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฮิมม์เลอร์ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในการฆ่าล้าเผ่าพันธ์ชาวยิวนั้น น่าจะเป็นผลมาจากการที่เขาเป็นผู้ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ลี้ลับ เรื่องของเวทมนตร์คาถาตลอดจนเรื่องการรักษาโรคด้วยสมุนไพรแปลกๆ นานาชนิด ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ได้ถูกผสมผสานกับทฤษฎีเกี่ยวกับความคลั่งเชื้อชาติอารยัน ส่งผลให้ฮิมม์เลอร์เกิดอาการเพ้อฝันถึงการสร้างสังคมในอุดมคติ สังคมที่จะก้าวไปถึงได้ด้วยการทำลายล้างสังคมอื่นที่เป็นอุปสรรคให้หมดสิ้นไป นักข่าวอังกฤษคนหนึ่งอธิบายลักษณะของฮิมม์เลอร์ว่า 

"… เหมือนคนที่ไร้ความหวาดกลัว เยือกเย็น สงบ สุขุมและถ่อมตนราวกับเสมียนในธนาคารมากกว่าที่จะเป็นผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส และเกสตาโปอันเหี้ยมโหด ที่สำคัญคือเขาเป็นคนที่ปกปิดความรู้สึกได้ดีมาก เราไม่มีวันรับรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไร รู้สึกเช่นไรและจะตัดสินใจอะไรต่อไป ..." 

สภาพร่างกายโดยทั่วไปของฮิมม์เลอร์นั้นไม่สู้แข็งแรงนัก เขามีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงอยู่บ่อยๆ จนเกือบจะเป็นลมล้มลงระหว่างเยี่ยมชมการสังหารหมู่ชาวยิวกว่าร้อยคนในรัสเซีย จนต้องมีการออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงวิธีการสังหารหมู่ชาวยิวให้ "มีมนุษยธรรม" มากขึ้น เช่น ใช้การรมแก็สพิษโดยตกแต่งห้องที่ใช้ในการสังหารให้เป็นแบบฝักบัวอาบน้ำ เป็นต้น 

ฮิมม์เลอร์เชื่อในเรื่อง "ชาติพันธุ์" เป็นอย่างมาก เขาสั่งให้มีการกำหนดกฏเกณฑ์ในการแต่งงานของชนชาติอารยัน เพื่อคงความบริสุทธิ์ของชาติพันธ์ุและเพื่อให้ได้มาซึ่งทารกหรือเมล็ดพันธ์ุที่มีความพิเศษเสมือน "ยอดมนุษย์" (Super-human) รวมทั้งจัดตั้งฟาร์มมนุษย์ที่เรียกว่า "เลเบนส์บอร์น" (Lebensborn) ซึ่งเป็นสถานที่ที่พรรคนาซีจะนำเด็กสาวในวัยเจริญพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่ามีเลือดอารยันสมบรูรณ์ที่สุด มาเป็นแม่พันธุ์ในการให้กำเนิดชนชาติอารยันรุ่นใหม่ โดยให้ทำการสมรสกับทหารหน่วยเอสเอส ของเขา มีนักประวัติศาสตร์หลายคนวิเคราะห์ว่า ฮิมม์เลอร์นำแนวคิดนี้มาจากประสบการณ์ที่ล้มเหลวในการทำฟาร์มไก่มาใช้ประยุกต์ในการทำฟาร์มมนุษย์






ฮิตเลอร์ (หันหลัง) และฮิมม์เลอร์ขณะตรวจดูธงประจำหน่วยทหารโปแลนด์ที่ทหารเยอรมันยึดได้ในปี ค.ศ. 1939




ในปี ค.ศ. 1939 ภายหลังจากที่เยอรมันเข้ายึดครองประเทศโปแลนด์แล้ว ฮิตเลอร์ก็แต่งตั้งให้ฮิมม์เลอร์เป็นผู้รับผิดชอบในการเคลื่อนย้ายผู้ที่มีเชื้อชาติเยอรมันจากประเทศในทะเลบอลติค เข้าไปยึดครองพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินแทนชาวโปแลนด์และชาวยิว ซึ่งในเวลาเพียง 1 ปี มีชาวโปแลนด์กว่า 1 ล้านและชาวยิวกว่า 300,000 คนถูกบังคับให้สละพื้นที่ของตนให้ชาวเยอรมัน พร้อมๆ กับการกวาดต้อนไปสู่ค่ายกักกันเพื่อรอการทำลายล้าง ฮิมม์เลอร์เคยกล่าวให้โอวาทต่อกำลังพลเอสเอส สังกัดกรมทหารเอสเอส ไลป์สตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ต่อมาได้รับการยกระดับเป็นกองพลยานเกราะเอสเอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) ตอนหนึ่งว่า 

" … การเข้าสู่สนามรบร่วมกับเพื่อนร่วมสมรภูมินั้น ง่ายกว่าการที่จะต้องอดทน อดกลั้นต่อการดำรงอยู่ของพวกชนชั้นต่ำ (โปแลนด์, ยิว และชนชาติอื่นๆ ที่นาซีมองว่า ต่ำกว่ามนุษย์) ดังนั้นในฐานะชาวอารยัน ผู้ที่มีชาติพันธุ์ที่สมบูรณ์ที่สุด เราต้องเดินหน้าในการทำลายคนเหล่านั้นให้หมดสิ้นไป เพื่อสร้างสังคมในอุดมคติของพรรคนาซีที่ปราศจากชนชั้นต่ำกว่ามนุษย์ขึ้นมาให้จงได้ …"

เมื่อยุทธการบาร์บารอสซ่า ซึ่งเป็นการบุกเข้าสู่ประเทศรัสเซียของกองทัพเยอรมันเปิดฉากขึ้นนั้น ฮิมม์เลอร์พยายามเปรียบเทียบการรบของกองทัพนาซีเยอรมันในครั้งนี้เสมือนกับสงครามครูเสดในยุคกลาง โดยเทียบเคียงว่าเป็นการเคลื่อนกำลังพลของนักรบผู้กล้าจากยุโรปเพื่อมุ่งทำลายล้างพวกยิว บอลเชวิคและคอมมิวนิสต์ให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินยุโรป 

เขาสั่งให้มีการรับสมัครทหารเอสเอส จากยุโรปตอนเหนือ เช่น เดนมาร์ก สวีเดน และฮอลแลนด์ เพื่อเข้าร่วมในสงครามครูเสดครั้งนี้ ซึ่งการรับสมัครดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมาก บางประเทศมีผู้สมัครจนสามารถจัดกำลังได้ถึง 1 กองพลเลยทีเดียว เช่น กองพลฟรีวิลลิเกน ลีเจียน นีเดอร์ลันด์ (Freiwilligen Legion Niederlande Division) ที่มีกำลังพลจากประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งปฏิบัติการรบอย่างห้าวหาญในแนวรบด้านรัสเซียจนสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนถึง 80 เปอร์เซนต์ ก่อนที่จะสลายตัวไปรวมกับหน่วยอื่น 

นอกจากนี้ยังมีกองพลที่มีกำลังพลจากยุโรปอีกกองพลหนึ่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากนั่นคือ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 5 ไวกิ้ง (5th SS Panzer Division Wiking) ซึ่งรวบรวมกำลังพลจากประเทศเดนมาร์ก นอรเวย์ และกลุ่มประเทศบอลติคอื่นๆ กองพลนี้ทำการรบในรัสเซียอย่างกล้าหาญแม้จะต้องประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก แต่กำลังพลของหน่วยก็เลือกที่สละชีพในการรบมากกว่าที่จะต้องเดินทางกลับประเทศในฐานะผู้ร่วมกับนาซีทรยศต่อประเทศของตน กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 5 ไวกิ้งส์เลือกที่จะปิดตำนานอันห้าวหาญของตนเองด้วยการต่อสู้ราวกับ "ราชสีห์" ในการรบกับกองทัพรัสเซียจำนวนมหาศาลในการป้องกันกรุงเวียนนาของประเทศออสเตรียในปี ค.ศ. 1945 จนกำลังพลคนสุดท้ายจบชีวิตลง

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านเลยไป ทฤษฎีชาติพันธุ์ของฮิมม์เลอร์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ทหารเอสเอส ของเขาจำนวนเสียชีวิตจนกระทั่งจำเป็นต้องเสริมกำลังมาทดแทนส่วนที่สูญเสียไป ในขณะที่กำลังคนที่เป็นวัตถุดิบชั้นดีของเอสเอส แทบไม่หลงเหลือให้คัดเลือกอีกต่อไปแล้ว ฮิมม์เลอร์ก็ตัดสินใจลดเงื่อนไขในการคัดเลือกทหาร เอส เอส ของเขาลง 

จนในที่สุดก็สิ้นหนทางที่จะหาคนมาเสริม ฮิมม์เลอร์ตัดสินใจตั้งกองพล เอส เอส ที่ 13 ฮันด์ซาร์ (13th SS Division Handschar) ขึ้นโดยมีกำลังเป็นชาวมุสลิมในโครเอเชียทั้งหมด นับเป็นการฉีกกฏเกณฑ์เรื่องการรบในสงครามครูเสดของชนชาติอารยันที่ฮิมม์เลอร์วาดเอาไว้อย่างสวยหรูลงอย่างสิ้นเชิง มาตรฐานการคัดเลือกที่ลดต่ำลงอย่างน่าใจหายทำให้ประสิทธิภาพของหน่วยเอสเอส ในระยะปี ค.ศ. 1943 เป็นต้นมาลดลงอย่างเห็นได้ชัด กำลังพลของกองพล เอส เอส ที่ 13 ฮันด์ซาร์เคยสังหารครูฝึกของพวกเขาระหว่างการฝึกในฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นหน่วยที่มีปัญหาในด้านต่างๆ พอสมควรจนถูกยุบหน่วยลงในปลายปี ค.ศ. 1944 แต่กำลังพล เอส เอส บางส่วนที่มีประสิทธิภาพได้รวมตัวกันเป็นคามป์กรุ๊ปป์ หรือชุดเฉพาะกิจทำการต่อสู้กับกองทัพรัสเซียต่อไปจนสิ้นสุดสงคราม

นอกจากบทบาทในฐานะผู้บัญชาการกองกำลัง เอส เอส แล้ว ในปี ค.ศ. 1943 ฮิมม์เลอร์ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบด้านความมั่นคงในภาคพลเรือน ซึ่งเขาพยายามดึงเอาหน่วย เอส เอส เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอีกเช่นเคย และในปลายปี ค.ศ. 1944 เขายังรับตำแหน่ง "ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพบกภาคพื้นแม่น้ำไรน์ตอนบน" เพื่อต่อต้านการรุกของกองทัพบกที่ 7 ของสหรัฐฯ และกองทัพที่ 1 ของฝรั่งเศสอีกด้วย 

ตำแหน่งใหม่ทั้งสองนี้ทำให้ฮิมม์เลอร์กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งของพรรคนาซีและของประเทศเยอรมัน อย่างไรก็ตามแม้ว่ากลุ่มกองทัพบกภาคพื้นแม่น้ำไรน์ตอนบนของเขาจะประสบความสำเร็จในช่วงแรกๆ ต่อมากลุ่มกองทัพนี้ก็ถูกทำลายลง นับเป็นความล้มเหลวที่ทำให้ฮิมม์เลอร์เสียหน้าเป็นอย่างมาก 

แต่ฮิตเลอร์ก็ยังตั้งให้เขาบังคับบัญชากลุ่มกองทัพวิสทูรา เพื่อทำหน้าที่ในการป้องกันกรุงเบอร์ลินรอบนอกอีก ซึ่งผลก็ออกมาดังที่คาด กลุ่มกองทัพวิสทูราถูกกองทัพรัสเซียตีแตกถอยร่นไม่เป็นกระบวน จนฮิมม์เลอร์ต้องขอถอนตัวเองออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1945 โดยอ้างปัญหาเรื่องสุขภาพ







ฮิมม์เลอร์ขณะตรวจค่ายกักกัน Mauthausen ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นค่ายกักกันที่โหดเหี้ยมที่สุดแห่งหนึ่ง มีชาวยิว เชลยรัสเซียและศัตรูของนาซีถูกสังหารที่ค่ายแห่งนี้กว่า 320,000 คน 





ในช่วงนี้สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ฮิมม์เลอร์เริ่มเห็นเค้าลางความหายนะของพรรคนาซีและอาณาจักรไรซ์ที่ 3 เขาไม่เห็นด้วยที่ฮิตเลอร์ยืนหยัดต่อสู้อย่างสิ้นหวังในกรุงเบอร์ลิน ฮิมม์เลอร์จึงตีตัวออกห่างจากฮิตเลอร์และเริ่มมองว่า หากต้องการรักษาพรรคนาซีและประเทศเยอรมันเอาไว้ก็จำเป็นต้องเจรจาสันติภาพกับอังกฤษและสหรัฐฯ อีกทั้งยังมองว่าเมื่อปราศจากฮิตเลอร์แล้ว ตัวเขาเองก็คือผู้นำคนต่อไปของเยอรมันนั่นเอง ฮิมม์เลอร์จึงตัดสินใจติดต่อกับจอมพลดไวท์ ไอเซนฮาวว์ของสหรัฐฯ ว่าเยอรมันขอยอมแพ้ในแนวรบด้านตะวันตกต่อสหรัฐฯ และอังกฤษ โดยมุ่งหวังว่าทหารสหรัฐฯ และอังกฤษจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารเยอรมันในการต่อต้านกองทัพรัสเซีย

ข่าวการเจรจาสันติภาพถูกเผยแพร่ทางสถานีวิทยุ บีบีซี ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1945 ทำให้ฮิตเลอร์โกรธมาก เพราะเขาเคยเชื่ออยู่เสมอว่าฮิมม์เลอร์คือบุคคลผู้ที่เขาไว้วางใจได้มากที่สุดคนหนึ่ง ก่อนที่ฮิตเลอร์จะปลิดชีพตัวเอง เขาสั่งปลดฮิมม์เลอร์ออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งและเรียกฮิมม์เลอร์ว่า "คนทรยศ" แต่ฮิมม์เลอร์ไม่สนใจสิ่งใดๆ ทั้งสิ้นเขาตั้งหน้าตั้งหน้าเจรจาต่อรองกับไอเซนฮาวว์ว่า หากเขายอมเจรจาสงบศึกกับสหรัฐฯ แล้ว เขาจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดใหม่ของเยอรมัน แต่ไอเซนฮาวว์ปฏิเสธทุกข้อเรียกร้องที่ฮิมม์เลอร์เสนอพร้อมทั้งประกาศว่า เขาคืออาชญากรสงครามคนสำคัญที่ต้องถูกนำตัวมาลงโทษ

เมื่อการเจรจาไม่ได้ผล ฮิมม์เลอร์ก็พยายามหลบหนีโดยปลอมตัวเป็นคนตาบอดข้างเดียว มีผ้าคาดปิดตา โกนหนวดออกทั้งหมดเพื่ออำพรางตนเอง แต่เอกสารปลอมที่ยึดมาจากตำรวจที่เสียชีวิตมีพิรุธ ทำให้ทหารอังกฤษสงสัยและจับกุมตัวเขาได้ที่เมืองเบรเมน (Bremen) ก่อนที่จะทราบว่าชายคนดังกล่าวคืออาชญากรสงครามอันดับต้นๆ ของเยอรมัน 

ในระหว่างรอการสอบสวนเบื้องต้น ฮิมม์เลอร์ก็ตัดสินใจกัดเม็ดยาพิษไซยาไนด์ที่ซ่อนไว้ในฟันซี่หนึ่งเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง ในห้วงสุดท้ายของชีวิตนั้นมีหนังสือบางเล่มได้อ้างว่าฮิมม์เลอร์ได้กล่าวประโยคสุดท้ายของเขาก่อนสิ้นลมหายใจว่า "… ฉันคือไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ …" ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายความว่า ฮิมม์เลอร์ต้องการประกาศให้โลกรับรู้ถึงการเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของชีวิต และไม่ว่าเขาจะถูกประณามว่าเป็นอาชญากรสงครามคนสำคัญที่มีส่วนในการสังหารชาวยิวกว่าหกล้านคนทั่วทั้งยุโรป หรือจะได้รับการยกย่องในฐานะผู้บัญชาการหน่วยทหารเอสเอส อันทรงอานุภาพที่สุดหน่วยหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ตาม ฮิมม์เลอร์ก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว คงเหลือทิ้งไว้แต่บทเรียนอันทรงคุณค่าให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป 





เครดิต :  พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)
Victoria University of Wellington, New Zealand

Nationalsozialistische

พรรคนาซี( Nationalsozialistische)

พรรคนาซี (เยอรมัน: Nationalsozialistische Deutsche Arbeiterpartei, ย่อ: NSDAP) หรือพรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน เดิมมีผู้เข้าร่วมเพียง 7 คน เป็นพรรคการเมืองที่ปกครองประเทศเยอรมนีช่วงจักรวรรดิที่สาม (The Third Reich) ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จนถึงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2488 อยู่ใต้การบังคับบัญชาของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ใช้อุดมการณ์นาซีเป็นสิ่งโฆษณาชวนเชื่อให้ชาวเยอรมันสนับสนุนเขา ให้นำเยอรมนีเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แต่เขาทำผิดพลาดโดยการรุกรานโปแลนด์ในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2482 อันเป็นจุดเริ่มของสงครามโลกครั้งที่สอง
อุดมการณ์นาซีหลัก ประกอบไปด้วยความเป็นชาติหนึ่งเดียวของชาวเยอรมันทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม (collectivism, nationalism), ความเป็นยอดของมนุษย์เผ่าอารยันซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งในเชื้อสายเยอรมันตามความเชื่อดาร์วินิสต์ทางสังคมหรือเผ่าพันธุ์นิยม, การต่อต้านชาวยิว และต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์
ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พรรคนาซีได้ใช้กองทัพเวร์มัคในการทำฮอโลคอสต์คือการสังหารหมู่ชาวยิวและพวกอื่นๆอันไม่พึงประสงค์ต่อนาซี เช่น ชาวยิปซี ชาวสลาฟ กลุ่มรักร่วมเพศ เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่นายทหารชั้นสัญญาบัตรจนถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและการสังหารหมู่ชาวยิวและอื่นๆในเขตยึดครองซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมสงครามต่อมวลมนุษยชาติ
สัญลักษณ์สวัสติกะของพรรคนาซี เป็นสวัสติกะเวียนขวาสีดำ เอียง 45 องศา อยู่บนพื้นกลมสีขาว พื้นหลังสีแดง ต่อมาในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซีเยอรมนีพ่ายแพ้สงครามและล่มสลาย พรรคนาซีกลายเป็นพรรคผิดกฎหมายในประเทศเยอรมนี
หนังสือพิมพ์ของพรรคนาซี

อ้างอิง

  1. Nationalsozialistische Deutsche Arbeiterpartei,ขึ้น
  2. กระโดดขึ้น Stackelberg, Roderick (2002). Hitler's Germany: Origins, Interpretations, Legacies. Routledge. p. 92.
  3. กระโดดขึ้น Davidson, Eugene. The Making of Adolf Hitler: The Birth and Rise of Nazism. University of Missouri Press. p. 241.
  4. กระโดดขึ้น Orlow, Dietrich. The Nazi Party 1919–1945: A Complete History. Enigma Books. p. 29.
  5. กระโดดขึ้น German Imperial colours

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เด็ดไม่แพ้ไทย ! ตำรวจลาวบุกกวาดล้างเครือข่ายไซซะนะ






เด็ดไม่แพ้ไทย ! ตำรวจลาวบุกกวาดล้างเครือข่ายไซซะนะ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากตำรวจไทยโชว์ฝีมือจับกุมเจ้าพ่อยาเสพติดลาว "ไซซะนะ แก้วพิมพา" ได้ ก็มีกระแสกดดันตำรวจลาวอย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ลาว ส่วนใหญ่ได้เรียกร้องให้ทางการลาวออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีการจับกุม "ไซซะนะ" ในครั้งนี้
ล่าสุด ท่านทองเหล็ก มังหม่อเมก หัวหน้ากรมใหญ่ตำรวจ กระทรวงป้องกันความสงบ จึงนำทีมแถลงข่าวการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2560
"ท่านทองเหล็ก" แจ้งว่า กรมตำรวจสะกัดกั้นและต้านยาเสพติด กรมตำรวจใหญ่ กระทรวงป้องกันความสงบ ได้ดำเนินการกวาดล้างขบวนการยาเสพติด ตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ จับกุมผู้ต้องหาได้ 33 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเครือข่ายแก๊งยาเสพติด "ไซซะนะ แก้วพิมพา"
กลุ่มที่ 1 แก๊งท้าวกิน้อย ผาไซ เมืองสีโคดตะบอง นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมกับพวก 16 คน
กลุ่มที่ 2 แก๊งท้าวหวาด พิลาวัน นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมพวก 3 คน
กลุ่มที่ 3 แก๊งท้าวคอนปะสง สุกเสิม นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเครือข่ายยาเสพติดที่ใหญ่กว่าแก๊งไซซะนะ แก้วพิมพา
กลุ่มที่ 4 แก๊งท้าวไซซะนะ แก้วพิมพา แขวงคำม่วน เจ้าหน้าที่ลาวได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดไทย จับกุมตัว "ไซซะนะ" ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
กลุ่มที่ 5 แก๊งท้าวคอนไท โคดสมบัด เมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต พร้อมกับพวก 2 คน

เด็ดไม่แพ้ไทย ! ตำรวจลาวบุกกวาดล้างเครือข่ายไซซะนะ
โดยกรมตำรวจสะกัดกั้นและต้านยาเสพติด ได้ตามยึดทรัพย์ของเครือข่ายยาเสพติด 5 กลุ่มดังกล่าว ปรากฏว่าได้อายัดบ้านพัก, โรงแรม, ตลาด, ร้านอาหาร, โรงงานเฟอร์นิเจอร์, โรงงานสังกะสี, ตึกแถว, ปั๊มน้ำมัน, รถหรู, เจ็ตสกี และอื่นๆ
นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจลาวยังดำเนินการจับกุมบุคคลที่วิ่งเต้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ โดยจะจ่ายเงินให้ 30 ล้านบาทต่อหนึ่งคน และจะมีการจ่ายเงินล่วงหน้า 10 ล้านบาท ให้เจ้าหน้าที่เป็นการมัดจำ

เด็ดไม่แพ้ไทย ! ตำรวจลาวบุกกวาดล้างเครือข่ายไซซะนะ
หลังการแถลงข่าวใหญ่ของตำรวจลาว ชาวโซเชียลได้วิพากษ์วิจารณ์มากมาย คนลาวบางคนมองว่า นี่เป็นการรักษาหน้าของตำรวจลาวที่ปล่อยให้ทางตำรวจไทยออกข่าวพาดพิงเครือข่ายไซซะนะที่หลบหนีอยู่ในลาวเกือบทุกวัน
อย่างไรก็ตาม การจับกุม "คอนปะสง" เจ้าพ่อยาเสพติดที่ใหญ่กว่า "ไซซะนะ" ก็มิได้ทำให้ตำรวจเสียหน้ามากนัก เนื่องจาก "คอนปะสง" เป็นเจ้าของโรงแรม และตลาดใหญ่ในแขวงคำม่วน

เด็ดไม่แพ้ไทย ! ตำรวจลาวบุกกวาดล้างเครือข่ายไซซะนะ











ขอบคุณ ; ภาพ :  จากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น : เวียงจันทร์ไทมส์