วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

TV24: "หมวดเจี๊ยบ" แนะรัฐรักษาวินัยการคลัง แทนรอรับบริจา...

TV24: "หมวดเจี๊ยบ" แนะรัฐรักษาวินัยการคลัง แทนรอรับบริจา...: ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ควรงอมืองอเท้าเอาแต่รอเงินบริจาคของ ต...

วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วัฒนาการจากพิมพ์ดีดเครื่องแรก จนเป็นแป้นพิมพ์บนเครื่อง Computer

วิวัฒนาการจากพิมพ์ดีดเครื่องแรก จนเป็นแป้นพิมพ์บนเครื่อง Computer




สวัสดีครับ




แป้นพิมพ์ หรือ Keyboard  ที่เราใช้พิมพ์ข้อความอยู่ทุกวันมีวิวัฒนาการมาจากพิมพ์ดีด (Typewriter)  และพิมพ์ดีดเครื่องแรกเมื่อเกือบ 300 ปีก่อนก็แตกต่างจากพิมพ์ดีดที่เราเห็นเมื่อหลายสิบปีก่อนมาก  Henry Mill ( 1683–1771) ชาวอังกฤษคือผู้จดลิขสิทธิ์การคิดค้นพิมพ์ดีดเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1714  ซึ่งจุดประสงค์หลักในขณะนั้นก็เพื่อช่วยให้คนตาบอดสามารถใช้การพิมพ์ดีดแทนการเขียนด้วยมือ  ไม่มีหลักฐานหลงเหลือว่าเครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรกของ Henry Mill มีรูปร่างอย่างไร นอกจากคำบรรยายในลิขสิทธิ์ถึงเครื่องมือที่คล้ายกับเครื่องพิมพ์ดีด  จนกระทั่งมีการผลิตพิมพ์ดีดเพื่อวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1870 มาชมภาพพิมพ์ดีดตั้งแต่ยุคเริ่มต้นกันครับ



The Hansen Writing Ball   ในปี 1865  Rasmus Malling-Hansen ประธานของ Royal Institute for the deaf-mutes in Copenhagen  ประเทศสวีเดน คิดค้นพิมพ์ดีดแบบหัวเข็มได้สำเร็จ ก่อนจะจดลิขสิทธิ์และวางจำหน่ายพิมพ์ดีดเครื่องแรกในปี 1870  The Hansen Writing Ball เป็นเครื่องพิมพ์ดีดที่สร้างจากทองเหลือง มีหัวเข็มจำนวน 52 หัว มีการผลิตหลายรุ่นและรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุดก็คือรุ่นทรงสูงที่ผลิตในปี 1870 (ตามภาพ)



ในยุคนั้นพิมพ์ดีดส่วนใหญ่เป็นแบบใช้มือ แต่มีการผลิตพิมพ์ดีดที่ใช้แม่เหล็กไฟฟ้าช่วยในการเลื่อนบันทัด (ปุ่ม Return ในปัจจุบัน) ซึ่งถูกจัดให้เป็นพิมพ์ดีดไฟฟ้าเครื่องแรกในโลก (ตามภาพ)




John Pratt Prototype  เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1867  และจดลิขสิทธิ์ในสหรํฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1868 ถือเป็นต้นแบบของพิมพ์ดีดในยุคปัจจุบัน




Sholes and Glidden หรือ Remington No.1   พัฒนาโดย Samuel W. Soule and Carlos S. Glidden ในปี 1867



Remington No.2  พิมพ์ดีดรุ่นนี้มีแป้นพิมพ์ 32 แป้นและเป็นพิมพ์ดีดรุ่นแรกที่แป้นพิมพ์เป็นแบบ upper & lower case



The Hall Typewriter  พัฒนาในปี 1881 เป็นพิมพ์ดีดรุ่นแรกที่มีแป้นสำหรับพิมพ์ตัวเลข




The Caligraph   พัฒนาในปี 1882  เป็นพิมพ์ดีด brand ที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา


The Hammond  พัฒนาในปี 1884  เป็นพิมพ์ดีดรูปครึ่งวงกลม แป้นพิมพ์ทำจากยาง


Victor พัฒนาในปี 1890  เป็นพิมพ์ดีดแบบวงล้อรุ่นแรกในโลก วงล้อทำจากทองเหลือง ซึ่วงล้อแต่ละซี่มีตัวอักษรสำหรับพิมพ์



Blickensderfer 5 หรือ Dactyle Typewriter  พัฒนาในปี 1893  เป็นพิมพ์ดีดแบบพกพา (portable) รุ่นแรกในโลก



The Ford Typewriter  พัฒนาโดย Eugene A. Ford และวางจำหน่ายในปี 1895  เป็นพิมพ์ดีดรุ่นแรกที่เปลี่ยนจากทองเหลืองเป็นอลูมิเนียม




Blickensderfer Electric  วางจำหน่ายในปี 1902  เป็นพิมพ์ดีดไฟฟ้าแบบครบวงจรรุ่นแรก







IBM Electric Typewriter  พิมพ์ดีดไฟฟ้ารุ่นแรกจาก IBM วางจำหน่ายในปี 1935



IBM Selectric Typewriter ผลิตรุ่นแรกในปี 1961 และรุ่นสุดท้ายในปี 1984  เป็นพิมพ์ดีดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ IBM และของโลก พิมพ์ดีดไฟฟ้ารุ่นนี้เป็นแบบ Golf Ball ที่สามารถเปลี่ยน font, ภาษา โดยการเปลี่ยน Golf Ball 




Brother WP-1  พิมพ์ดีดในยุคท้ายๆ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วย PC



ที่มา: http://io9.com/the-curious-evolution-of-the-typewriter-in-pictures-509985235

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ยุโรปใกล้บรรลุความฝันบูรณาการกองทัพ

ยุโรปใกล้บรรลุความฝันบูรณาการกองทัพ
ต่างประเทศ

photodune-2043745-college-student-s
   สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ว่า แผนการที่ถูกนำเสนอในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 และถูกคัดค้านมายาวนานจากอังกฤษ ในการวางแผน ปฏิบัติการและการพัฒนาอาวุธด้านกลาโหมของยุโรป ตอนนี้มีโอกาสดีที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่ลอนดอนขอถอนตัวออกจากอียู และสหรัฐพยายามกดดันยุโรปให้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อความมั่นคงของภูมิภาค
    รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศ 23 ชาติสมาชิกอียู ร่วมลงนามในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันจันทร์ ปูทางสำหรับการลงนามรับรองของผู้นำอียูในเดือน ธ.ค. ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเหล่านี้ จะมีความผูกพันตามกฎหมายในโครงการร่วม รวมทั้งการให้คำมั่นเพิ่มเงินงบประมาณด้านกลาโหม และมีส่วนร่วมในการเคลื่อนย้ายกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว
    นายซิกมาร์ กาเบรียล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี เผยต่อผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ถือเป็นก้าวย่างประวัติศาสตร์ ที่ประชุมได้ตกลงความร่วมมือในอนาคต ทางด้านความมั่นคงและกลาโหม ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในพัฒนาการของยุโรปอย่างแท้จริง
    ข้อตกลงจะรวมรัฐบาลของอียูทุกประเทศ ยกเว้นอังกฤษ ที่กำลังจะแยกออกจากกลุ่ม เดนมาร์ก ที่ไม่ขอร่วมทางด้านกองทัพ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส มอลตา และออสเตรียที่ดำเนินนโยบายชาติเป็นกลางมาตลอด
    หากประสบความสำเร็จ กลุ่มความร่วมมือ 23 ประเทศจะทำให้อียูมีบทบาทที่ปะติดปะต่อมากขึ้น ในวิกฤตระหว่างประเทศ และยุติข้อบกพร่องที่เคยเห็นกันในลิเบียเมื่อปี พ.ศ. 2554 เมื่อพันธมิตรยุโรปต้องพึ่งพาสหรัฐสำหรับการโจมตีทางอากาศ และอาวุธยุทโธปกรณ์
    กลุ่มจะได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนด้านกลาโหม 5,000 ยูโร สำหรับจัดซื้ออาวุธ เงินทุนพิเศษสำหรับปฏิบัติการต่างๆ และเงินจากงบประมาณร่วมอียู สำหรับการวิจัยด้านกลาโหม.

คลิปประกอบ - EUReporterFeatured 

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สมเด็จพระนารายณ์ เสด็จสวรรคต ด้วยสาเหตุอะไร ?


สมเด็จพระนารายณ์ เสด็จสวรรคต ด้วยสาเหตุอะไร ?


ภาพพิมพ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย เป.แบร์ทร็องด์ (P.Bertrand) จิตรกรชาวฝรั่งเศส พิมพ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในราว พ.ศ.๒๒๓๐ จะสังเกตเห็นพระราชนิยมเปอร์เซียที่ปรากฏในฉลองพะรองค์ เช่น ผ้าโพกพระเศียร
ก. เหตุแผนลอบปลงพระชนม์โดยผสมยาพิษในพระโอสถที่ถวายพระองค์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นไปได้มากที่สุด“…กรณีสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอาจเป็นไปได้แนวทางตามหลักฐานเท่าที่มีอยู่ทั้งหมดในขณะนี้ คาดว่าจะมีสาเหตุดังต่อไปนี้
ข. เหตุลอบปลงพระชนม์โดยการบีบพระศอ
ค. พระโรคที่ทรงพระประชวรอยู่เดิม ผมคิดถึงพระโรควัณโรคปอดมากที่สุด
ง. พระโรคที่ทำให้สวรรคตแบบปัจจุบันทันด่วนจากการเต้นของ
หัวใจห้องล่างผิดปกติ (Ventricular fibrillation)”
อยากรู้ว่าผู้เขียนเรื่องนี้สันนิษฐานถึงสาเหตุการเสด็จสวรรคตไว้ว่าอย่างไร ติดตามได้ในประวัติศาสตร์วิเคราะห์ : กรณีสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เขียนโดย รศ. นพ. เอกชัย โควาวิสารัช ในศิลปวัฒนธรรมฉบับ กรกฎาคม 2559
ศิลปวัฒนธรรม

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ศึกกำปั้นเหล็กหุ่นยักษ์ : ทีมอเมริกา “เฉือนชนะ” ทีมญีปุ่นอย่างฉิวเฉียด

ศึกกำปั้นเหล็กหุ่นยักษ์ : ทีมอเมริกา “เฉือนชนะ” ทีมญีปุ่นอย่างฉิวเฉียด



Giant Robot Duel ศึกหุ่นยักษ์ระหว่างทีม Megabots Inc. ของสหรัฐอเมริกา เปิดฉากปะทะกับทีม Suidobashi Heavy Industry ของญี่ปุ่น ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

Giant Robot Duel ครั้งนี้ ได้ใช้เวลาในการแข่งขันนาน 26 นาที โดยทีม Megabots ของสหรัฐอเมริกา สามารถยืนหยัดและสร้างความเสียหายให้กับทีม Suidobashi ของญีปุ่นได้มากที่สุด และสามารถ “เอาชนะ” ไปได้



ถึงแม้ว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ระดับมหากาพย์อย่างในภาพยนตร์ Pacific Rim หรือ Real Steel เนื่องจากหุ่นยนต์ของจริงนั้นยังมีข้อบกพร่องในบางจุด และเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างข้า แต่มันก็อีกก้าวของการสานฝันการแข่งขันต่อสู้ของหุ่นยักษ์ที่หลายคนเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน
ต้องรอดูว่าจะมีผู้ใดมาพัฒนาการแข่งขัััน Giant Robot Duel ในระดับนานาชาติให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก


ข้อมูลอ้างอิง ; theverge

อุโมงค์เกาหลีเหนือ “ถล่ม!” ทับคนงาน 200 คน : เหตุจากทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน

อุโมงค์เกาหลีเหนือ “ถล่ม!” ทับคนงาน 200 คน : เหตุจากทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน



TV Asahi ของญีปุ่น รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตถึง 200 คน จากเหตุอุโมงใต้ดินในเขตทดสอบนิวเคลียร์หมู่บ้านปุงเก (Punggye-ri) เกิดการถล่ม


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2017 ที่ผ่านมา ประเทศเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนภายใต้ภูเขา ซึ่งระเบิดดังกล่าวมีอานุภาพรุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 10 เท่า
ล่าสุดจากภาพถ่ายผ่านดาวเทียมได้เปิดเผยให้เห็นว่า พื้นผิวภูเขาที่อยู่เหนือเขตทดสอบได้เกิดการถล่ม และเกิดระลอกคลื่นอาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) ซึ่งเป็นผลมาจากระเบิด

แหล่งข่าวในประเทศเกาหลีเหนือได้กล่าวกับทาง TV Asahi ของประเทศญีปุ่นว่า อุโมงค์ซึ่งอยู่ในเขตทดสอบใต้ภูเขาดังกล่าวได้ถล่มลงมาทับร่างคนงานจำนวน 100 คน และผู้ที่เข้าไปช่วยเหลืออีก 100 คน  โดยทางเข้า/ออกของอุโมงค์ดังกล่าวเคยได้รับความเสียหายมาแล้วก่อนหน้านี้ และคนงานอาจกำลังเคลียร์สถานที่หรือซ่อมแซมอุโมงค์เพื่อที่จะดำเนินการทดสอบครั้งต่อไป


นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจทำให้มีสารกัมมันภาพรังสีที่เป็นอันตรายรั่วไหลออกมา ซึ่งอาจส่งผลทำให้กลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต่อประเทศอื่นๆอีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง : businessinsider

วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ลีโอ ตอลสตอย เมื่อความรักฆ่านักปราชญ์

 ลีโอ ตอลสตอย เมื่อความรักฆ่านักปราชญ์



นักเขียน นักคิด นักปฏิวัติสังคม ขุนนางผู้มั่งคั่ง และนักรักเสเพล นั่นคือหลายบทบาทที่ทับซ้อนกันอยู่ในตัวของ ลีโอ ตอลสตอย ยอดนักประพันธ์เอกของโลก แต่บทบาทที่ปวดร้าวที่สุดในชีวิตของเขาเห็นจะได้แก่การเป็นสามีของโซฟี อันเดรเยฟน่าเบอร์ส

     
เคานท์ ลีโอ นิโคเลเยวิช ตอลสตอย เกิดในปี 1828 ครอบครัวของเขาเป็นตระกูลขุนนางที่สืบทอดตำแหน่งท่านเคานท์กันมาหลายชั่วคน เด็กน้อยตอลสตอยจึงมีชีวิตที่หรูหรา ฟุ้งเฟ้อ อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ไม่ต่างอะไรกับลูกเทวดา ซึ่งตอลสตอยก็ทำตัวเป็นเทวดาจริงๆ เขาไม่ยอมเรียนหนังสือหนังหา เอาแต่เสเพลเที่ยวเตร่กินเหล้าาเคล้านารีไปวันๆ ในบันทึกอัตชีวประวัติของเขาเล่าว่า ตอลสตอยเสียพรหมจรรย์ให้กับหญิงโสเภณีตั้งแต่อายุเพียง16 ปี เพราะถูกรุ่นพี่ลากตัวไป "ครั้งแรกที่พี่ฉุดตัวผมไปเที่ยวซ่องและบังคับให้ร่วมเพศ ผมนั่งลงแทบเท้าเธอคนนั้นแล้วร้องไห้"


แต่น้ำตาในคืนนั้นเป็นความตกใจของเด็กหนุ่มที่ยังไม่เคยลิ้มรสรักเท่านั้น หลังจหากผ่านประสบการณ์เรียนรู้ความรัญจวนไปแล้ว ตอลสตอยก็มีอาการที่เรียกว่า อดสเน่หาจากสตรีไม่ได้ จนเจ้าตัวยังยอมรับตัวเองว่าไม่รู้จักพอ ซ่องโสเภณีกลายเป็นที่เที่ยวประจำของตอลสตอยแม้แต่สาวใช้ในบ้านสองคนก็เป็นคู่นอนของเขา ตอลสตอยหัวหกก้นขวิดอยู่อย่างนี้จนเข้ามหาวิทยาลัย แต่แล้วจู่ๆเขาก็ถอดใจกับการเรียนขึ้นมาจึงลาออกแล้วไสมัครเป็นทหาร ชีวิตในกองทัพทำให้เขาเห็นความไม่เป็นโล้เป็นพายของตัวเอง เขาจึงเริ่มอุทิศตัวเพื่อสังคมด้วยการสร้างโรงเรียนให้กับลูกชาวนาที่บ้านเกิด และเป็นจุดเริ่มต้นของงานเขียนของเขา


ในปี 1862 ตอลสตอยได้พบรักกับสาวงามโซฟี อันเดรเยฟน่า เบอร์สก่อนจะแต่งงานกัน ตอลสตอยบังคับให้โซฟีอ่านบันทึกส่วนตัว ซึ่งเขาได้บรรยายชีวิตรักและกามารมณ์ของตัวเองเอาไว้อย่างถึงพริกถึงขิง เพื่อให้เธอเข้าใจในตัวตนที่แท้จริงของเขา และตัดสินใจว่าจะอยู่กินด้วยได้หรือเปล่า ถ้าเป็นสมัยนี้การกระทำของตอลสตอยก็เรียกได้ว่าแฟร์มากทีเดียว แต่บังเอิญโซฟีเป็นผู้หญิงในศตวรรษที่ 18 ทั้งหัวเก่าเคร่งศาสนาและยังไม่เคยผ่านประสบการณ์รักๆใคร่ๆ มาก่อน เธอจึงตีความไปว่า ว่าที่เจ้าบ่าวแต่งงานกับเธอก็เพียงเพื่อเชยชมร่างกาย จิตใจของสาวน้อยจึงเริ่มมีอคติกับเรื่องโลกีย์นับตั้งแต่นั้น


โซฟีสารภาพว่าเธอไม่เคยมีความสุขกับการร่วมรักของสามีเลย และเพศสัมพันธ์ก็เป็นการแสดงออกทางกายที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง เมื่อเมียสาวหน่ายเซ็กซ์ต้องมาร่วมชายคากับสามีผู้ไม่เคยอิ่มในกาม จึงไม่น่าแปลกใจที่ชีวิตคู่ของ ทั้งสองจะไม่ราบรื่น ตอลสตอยต้องแอบไปเริงรักกับสาวๆ ชาวนาในละแวกนั้นอยู่เป็นประจำ แต่ทั้งๆที่มีปัญหาเรื่องนี้ เขาก็ยังไม่วายทำให้เมียท้องได้ถี่ยิบ ทั้งคู่มีลูกด้วยกันถึง13 คน 


แม้โซฟีจะเป็นคู่นอนที่ไม่ได้ความแต่สำหรับหน้าที่ภรรยาเธอก็ทำได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เธอปรนนิบัติสามี ดูแลลูกๆ ทำงานบ้าน และยังเป็นผู้ช่วยตอลสตอยในการผลิตงานเขียนทุกชิ้น เมื่อครั้งที่ตอลสคอยแต่งวรรณกรรมอมตะเรื่องสงครามและสันติภาพ(War And Peace) นิยายความยาว7 แสนคำ หนา 1400 หน้า ซึ่งส่งให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็ได้โซฟีนี่ล่ะ ที่นั่งหลังขดหลังแข็งคัดลอกต้นฉบับจากลายมือยุ่งๆ ของเขาถึง 7 เที่ยวกว่าจะส่งไปโรงพิมพ์ ทว่าความทุ่มเทของโซฟีกลับถูกแฟนๆ ของตอลสตอยมองข้ามไปสิ้น เพราะความทุกข์ทรมานที่เธอหยิบยื่นให้กับสามี มีปริมาณมหาศาลเทียบเท่ากับความทุ่มเทช่วยเหลือสามีเรื่องานเช่นกัน


โซฟีเป็นผู้หญิงปากร้าย จู้จี้ และพร้อมจะบ่นได้ตลอดเวลา กิจกรรมที่เธอโปรดปรานที่สุดก็คือการคะยั้นคะยอให้สามีเขียนหนังสือ และจะคอยจ้ำจี้จ้ำไชด้วยถ้อยคำระคายหูหากตอลสตอยไม่ยอมทำงาน หรือทำสิ่งที่เธอเห็นว่าไร้สาระขัดต่อความเป็นคริสตศาสนิกชนที่ดี ความเคร่งศาสนาของเธอสวนทางกับนิสัยเสเพลปล่อยเนื้อปล่อยตัวของสามีราวขางกับดำ โซฟีทำให้ตอลสตอยเกิดความรู้สึกว่าเซ็กซ์เป็นสิ่งสกปรก และเป็นที่มาของผลงานเรื่อง บทเพลงแห่งกลกาม (The Kreutzer Sonata) ที่มีเนื้อหาประณามการร่วมรักและเรียกร้องให้คนละเว้นการร่วมประเวณี ขณะเดียวกันตัวตอลสตอยเองกลับห้ามความต้องการตามธรรมชาติไม่ได้ เขาจึงทั้งรักทั้งเกลียดโซฟีที่เป็นต้นเหตุให้เขาตกอยู่ในสภาพที่ขัดกับแนวคิดของตัวเองเช่นนี้ ฝ่ายโซฟีก็ดูถูกสามีว่ามือถือสากปากถือศีล เขียนบทความประณามเซ็กซ์แต่กลับมรไฟราคะไม่รู้จักจบสิ้น ใต้หลังคาบ้านของสองผัวเมียจึงเหมือนมีเสือสองตัวมาอาศัยอยู่ร่วมกัน จนหาความสุขไม่ได้


7 ปีต่อมาหลังจาก บทเพลงแห่งกลกามถูกตีพิมพ์ สถานการณ์ในบ้านของพวกเขาเลวร้ายถึงขีดสุด เมื่อโซฟีไปหลงรักเซอเกรี่ ทานาเยฟ เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของสามีเข้า เซอเกรีนั้นเป็นนักเปียโนเจ้าสำอาง แต่งตัวปราณีต ท่าทางกรีดกรายผู้ดีจ๋า ถูกต้องตรงรสนิยมของโซฟีทุกอย่าง ผิดกับนักเขียนสุดเซอร์น้ำท่าไม่อาบอย่างสามีของเธอ เธอมักจะด่าเขาว่า ตัวเหม็นเหมือนแพะ แต่สุดท้ายโซฟีก็ตัดใจจากเซอเกรีได้หลังจากหลงใหลเขาหัวปักหัวปำอยู่ถึงหนึ่งปี


พอภรรยากลับมาเข้ารูปเข้ารอยก็ถึงทีของตอลสตอยที่จะนอกใจบ้างโซฟีโวยวายว่าตอลสตอยกับเซอร์ตคอฟ ลูกศิษย์คนโปรดเป็นคู่รักร่วมเพศกัน แต่เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน และขณะนั้นโซฟีก็บังเอิญไปรู้ว่าตอลสตอยกำลังให้เซอร์ตคอฟช่วยร่างพินัยกรรมยกลิขสิทธิ์งานเขียนของเขาให้เป็นสมบัติสาธารณะ จึงเป็นไปได้ว่าเธออาจจะแกล้งกล่าวหาสามีเพื่อให้พินัยกรรมฉบับนั้นเป็นโมฆะ (หลังตอลสตอยเสียชีวิต โซฟีได้ฟ้องเรียกลิขสิทธิ์ในงานของเขาคืนมา) การที่โซฟีเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพินัยกรรมทำให้ตอลสตอยยิ่งหมดความไว้ใจในตัวภรรยาทั้งคู่มีปากเสียงกันบ่อยเสียจน เธอเคยขู่ว่าจะหนีออกจากบ้าน แต่ก็ไม่ทำจริงดังปากว่าเสียที เพราะจากบันทึกของเดล เคเนกี เพื่อนสนิทคนหนึ่งของตอลสตอย โซฟีเป็นผู้หญิงประเภทที่ไม่มีวันผละจากความมั่งคั่งของสามีไปแน่นอน


"เธอชอบชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย กระหายความมีหน้ามีตาและการยกยอปอปั้นในวงสังคม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายต่อตอลสตอย เธอชอบความร่ำรวย แต่เขาเชื่อว่าทรัพย์สินเงินทองล้วนแต่เป็นบาป เธอเชื่อในการปกครองด้วยอำนาจ แต่เขาเชื่อในการปกครองด้วยความรัก"


ยิ่งไปกว่านั้นโซฟียังเป็นคนอารมณ์ร้าย พร้อมจะโมโหกระฟัดกระเฟียดได้ตลอดเวลา ความหัวสูงทำให้เธอรังเกียจเพื่อนๆ นักประพันธ์ซอมซ่อของตอลสตอย ทั้งยังแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบังอีกด้วย ครั้งหนึ่งโซฟีมีเรื่องกับลูกสาว เธอโกรธมากถึงกับไล่ลูกออกจากบ้าน จากนั้นก็หันไปคว้าปืนลมของตอลสตอยมายิงรูปถ่ายลูกสาวคนนี้เสียกระจุย ยามใดที่ทะเลาะกัน เธอจะเอ็ดตะโรแช่งด่าตอลสตอย จนบ้านเปรียบเสมือนนรกบนดินสำหรับเขา


ชีวิตของตอลสตอยต้องพลิกผันอีกครั้งเมื่อถึงวัยไม้ใกล้ฝั่ง เขามีความเชื่อเสมอว่ามนุษย์ไม่ควรยึดติดกับวัตถุที่ไม่จีรัง นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่จึงบริจาคทรัพย์สมบัติมหาศาลที่มีให้กับสาธารณะ ถึงแม้โซฟีจะไม่เดือดร้อนเพราะตอลสตอยยังกันเงินพร้อมบ้านหลังหนึ่งไว้ให้เธอและลูกๆ แต่เธอก็ไม่พอใจอย่างแรง เธอด่าว่า ประณามเขาอย่างสาดเสียเทเสีย จนตอลสตอยซึ่งอดทนมานานถึง 48 ปีทนความบีบคั้นต่อไปไม่ไหว เขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างพเนจรเร่ร่อนไปบนถนนท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก และแล้วเพียง 20 วันหลังจากนั้น ชายชราวัย 82 ปี คนนี้ก็เสียชีวิตอย่างเดียวดายด้วยโรคปอดบวมที่สถานีรถไฟเล็กๆ เมืองแอสตาโปโว ก่อนสิ้นใจตอลสตอยได้ทิ้งถ้อยคำสุดท้ายไว้ว่า"สัจธรรม คือสิ่งที่ข้าแสวงหา"


ตลอดเวลา 14 ปีหลังการตายของตอลสตอย โซฟีต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ในฐานะเมียใจยักษ์ที่ผลักไสผัวออกไปพบจุดจบที่ไม่ดี แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าแท้ที่จริงแล้วเธอหรือตอลสตอยกันแน่ที่สร้างความทรมานให้อีกฝ่ายมากกว่ากัน เพราะชีวิตคู่ของคนทั่งสอง ก็เป็นดั่งเช่นข้อความที่ตอลสตอยเขียนไว้ในนิยายเรื่องหนึ่งของเขา


"หลายครอบครัวซ้ำซากอยู่ที่เดิม ทั้งๆที่สามีภรรยาแสนจะเบื่อหน่ายกัน นั่นก็เพราะทั้งคู่ไม่กลมเกลียวกันอย่างแท้จริง"


จากนิตยสาร LIVE คอลัมน์ คู่รักบันลือโลก