วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561

สุดยอดของพรรคใหม่ ‘ข้ารองบู๊ต’ ชูประยุทธ์เป็นนายกฯ คนนอก ต้องนี่ พรรค ‘กาบหอย’ ของสมคิด

สุดยอดของพรรคใหม่ ‘ข้ารองบู๊ต’ ชูประยุทธ์เป็นนายกฯ คนนอก ต้องนี่ พรรค ‘กาบหอย’ ของสมคิด

อันว่าพรรคใหม่ๆ ข้ารองบู๊ต’ ชูประยุทธ์เป็นนายกฯ คนนอก ที่เปิดตัวกันมาแล้วล้วนแต่เป็นแค่ ดอกเห็ด ไม้ประดับเท่านั้น

พวก กาบหอย’ เสริมบารมีบิ๊กตูบตัวจริงต้องนี่ พรรคใหม่ที่ลือกันขึ้นหน้าหนึ่งว่าสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กำลังเตรียมการจดตั้ง

ข่าวไทยรัฐ ๕ เมษายน: “ถามว่า แสดงว่าตอนนี้ลูกน้องกำลังรวบรวมสมาชิกตั้งพรรคการเมืองอยู่ใช่หรือไม่” สมคิดตอบเลี่ยงว่า “ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติม ให้ไปถามนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์”


ข่าวเนชั่น ๔ เมษายนขณะนี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีความเคลื่อนไหวทาบทามอดีต ส.ส.จากหลายพรรคการเมืองเพื่อไปร่วมงานกับพรรคการเมืองใหม่ โดยระบุถึงโครงสร้างพรรคที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง

โดยในช่วงแรกจะให้นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์จะนั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาพรรค คาดว่าจะมีการเปิดตัวในเดือนมิถุนายนนี้”


พรรคใหม่ที่ว่ากันว่าสมคิดเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง นั้นมาจากการกวาดตัวเทคโนแครทลิ่วล้อ คสช. ส่วนหนึ่ง ร่วมกับนักการเมืองงูเห่าจากหลายแหล่ง ที่เนชั่นเรียงรายชื่อไว้ โดยอ้างว่า

“ตอบรับร่วมงานกับพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นใหม่แล้ว เช่น กลุ่มบ้านริมน้ำของ นายสุชาติ ตันเจริญพรรคพลังชล ของนายสนธยา คุณปลื้มกลุ่มของนายไชยา สะสมทรัพย์ ที่ขณะนี้สังกัดพรรคเพื่อไทย เป็นต้น

กับสามคนจากพรรคประชาธิปัตย์ที่เพิ่งไปเยี่ยมนายสมคิดถึงทำเนียบฯ แล้วทำไขสือว่าไป “หารือเกี่ยวกับเรื่องของอีอีซีเท่านั้น” ก็คือ “นายสกลธี ภัททิยกุล และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทย ในกลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ”

ทั้งนี้แม้ว่านายสกลธีกับนายณัฏฐพลได้ลงทะเบียนยืนยันการเป็นสมาชิก ปชป.ไว้แล้ว “แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคหรือไม่” โดยเฉพาะนายสกลธีนั้น “กำลังถูกผู้ใหญ่ในพรรคจับตาว่าจะมีท่าทีอย่างไร เนื่องจากยังไม่ยอมตั้งศูนย์รับจดทะเบียนสมาชิกที่หลักสี่ ตามที่ทางพรรคแจ้งให้ดำเนินการ”
 
ดูเหมือนงูเห่า ปชป.เหล่านี้ ถึงเวลาเอาจริง ก็อาจจะลาออกไปอยู่กับพรรคใหม่ ซึ่งที่นายอภิสิทธิ์ ไล่’ ไว้เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าใครหนุนประยุทธ์ให้ออกไปนั้น น่าจะเป็นการตีปลาหน้าไซนั่นละ

ตานี้ย้อนมาดูลีลาของนายสมคิดสักหน่อยว่าพริ้วแค่ไหน จากไทยรัฐ “เมื่อถามว่าส่วนตัวสนใจการเมืองหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ผมอยู่การเมืองมา ๑๕ ปีแล้ว บางทีไม่ใช่สนใจหรือไม่สนใจ แต่มันเป็นหน้าที่” พูดแบบ คนดี

ถามอีก “ถ้ามีเหตุจำเป็นให้ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีก ๕ ปี จะไหวหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ผมอายุมากแล้วนะ เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมสนับสนุนท่านนายกฯ ประยุทธ์ นั่นแหละ”

ถามเซ้าซี้ “แสดงว่าเห็นแวว พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเป็นนายกฯ คนนอกได้ใช่หรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ผมไม่แน่ใจว่าท่านสนใจการเมืองหรือไม่ ผมว่าพวกเราต้องไปขอให้ท่านมานะ”

แน่ะ แววนักการเมืองออก แทนที่จะรับตรงๆ ก็แถกให้ประชาชนไปกราบกรานใส่พานเชิญซะอีก นักข่าวก็เลยถามย้อน “สนับสนุนแบบไหนดี รองนายกฯ กล่าวว่า ก็สนับสนุนให้ท่านดูแลประเทศ” ลงเอยจะให้อยู่ต่อนั่นเอง

นี่ละลีลาสมคิด ที่ออกตัวว่า “นี่ผมนานๆ พูดทีนะ ประเภทซุ่มงียบว่างั้นเถอะ ลายแบบนี้ออกมาตั้งแต่สมัยปลายรัฐบาลทักษิณมาแล้ว เล่นบทจงอางซุ่มเงียบจนกระทั่งทักษิณพัง ก็ตั้งพรรคใหม่ทันที ดังที่Parata @Rataparata เอามาแซะ

ขนาดฮ้อตๆ ขึ้นชื่อว่าเป็นขุนพลทางด้านเศรษฐกิจของไทยรักไทย ตั้งพรรคใหม่ยังไปไม่รอด ไม่เข็ด... คราวนี้จะตั้งพรรคอีก ความสามารถที่เห็นๆ ใน รบ. คสช. คุมด้านเศรษฐกิจก็หืดขึ้นคอ พาลงเหว จะรอดูพรรคใหม่ จะรุ่งหรือจะร่วง”

แค่นี้แหละ ไม่มีไรมาก

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

“ต้องรื้อ! บ้านพักตุลาการลงจากดอยสุเทพ เท่านั้น!”


คนเชียงใหม่ชูป้ายหน้าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วอนยกเลิกสร้างบ้านพักป่าเชิงดอยสุเทพหลังนัดเจรจาล่ม 2 รอบ


เผยแพร่: 3 เม.ย. 2561 
โดย: MGR Online


ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพเข้าเยี่ยมศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามคำเชิญ หวังเจรจาวอนขอยกเลิกสร้างบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ แต่ล่มซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ภายในวันเดียว เหตุไม่ยอมให้สื่อร่วมรับฟัง สุดท้ายได้แค่ยืนชูป้ายข้อความ “ต้องรื้อ! บ้านพักตุลาการลงจากดอยสุเทพ เท่านั้น!” รอนัดเจรจาใหม่







รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า ตามที่เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพได้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเฟซบุ๊ก “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” ว่า ช่วงบ่ายวานนี้ (2 เม.ย. 61) มีการนัดหมายที่จะพูดคุยเจรจากับตัวแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ กรณีที่เครือข่ายเรียกร้องให้ยุติและยกเลิกโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณพื้นที่ป่าเชิงดอยสุเทพ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ต่อมามีการยกเลิกนัดหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ ทำให้เครือข่ายฯ เปลี่ยนเป็นนัดจัดกิจกรรมด้วยการรวมตัวกันบริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ โดยชูป้ายและแสดงออกเน้นย้ำจุดยืนเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว ทั้งการเชิญชวนให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ติดริบบิ้นหรือผ้าสีเขียวที่รถหรือตามบ้านเรือนเพื่อเป็นการแสดงออกถึงข้อเรียกร้อง รวมทั้งมีตัวแทนที่จะเดินเท้าจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. ให้ใช้มาตรา 44 สั่งยกเลิกโครงการ ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก





นอกจากนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากการจัดกิจกรรมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีการติดต่อประสานงานมายังตัวแทนของเครือข่ายฯ โดยเชิญตัวแทนเข้าพบเพื่อพูดคุยหารือเจรจาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ซึ่งตัวแทนของเครือข่ายได้เดินทางไปตามคำเชิญ 

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าในท้ายที่สุดแล้วไม่มีการพูดคุยเจรจาเกิดขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากทางเครือข่ายฯ ต้องการให้สื่อมวลชนเข้าร่วมทำข่าวด้วย แต่ทางศาลปฏิเสธจนต้องล้มเลิกการนัดหมายพูดคุยเจรจากันเป็นครั้งที่ 2 ภายในวันเดียว 

ก่อนเดินทางกลับเครือข่ายฯ ได้รวมตัวกันบริเวณหน้าป้ายศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมร่วมกันชูป้ายที่จัดเตรียมมา ข้อความว่า “ต้องรื้อ! บ้านพักตุลาการลงจากดอยสุเทพ เท่านั้น!” จึงแยกย้ายกันกลับ และจะพยายามนัดหมายเจรจากันในโอกาสต่อไป

ooo


 

อิน หรือ โหน : ตูบ 'อิน' มากกับละครข้ามภพ ออกท่าขุนหลวง อ้าง 'ฟ้าลิขิต'....อิอิ

ตูบ 'อิน' มากกับละครข้ามภพ ออกท่าขุนหลวง อ้าง 'ฟ้าลิขิต'

คณะละครข้ามภพยกขบวนเข้าทำเนียบฯ สรวลเสเฮฮากันน่าดูกับนายกฯ และพวกรัฐมนตรีรองๆ “แถมบุกไปถึงห้องประชุม ครม. พ่อเดชยังเข้าไปโชว์แร็พด่าตรงที่นั่งนายกฯ อีกต่างหาก เรียกเสียงฮา

เป็นบรรยากาศสะท้อนความเป็นไทยๆ ในวงกว้าง ดังที่นักเขียนของ โพสต์ทูเดย์’ ณ กาฬ เลาหะวิไลย รำพึงไว้ “ด้วยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลากหลายประการ อย่างเช่นรักง่าย โกรธง่าย หายโกรธง่าย เบื่อง่าย ฯลฯ...

ปัญหาสารพันที่เคยเกิดขึ้น เป็นอันละวางได้หมด ขอเพียงได้ดูออเจ้า แต่งชุดไทย ส่งไลน์กันไปมาก็มีความสุขแล้ว...ทุกอย่างจึงเป็นไปตามสภาพภูมิสังคมของบ้านเรา ที่จะหวังปฏิรูป จะเปลี่ยนแปลงอะไรที่มากมาย ชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือคงจะยาก

จะเลือกตั้งปีไหน จะปฏิรูปอะไร จะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอย่างไร ฯลฯ เห็นทีต้องค่อยๆ ไปแบบที่เป็นอยู่


โด่งดังปานนี้ แต่มีใครบ้างดูละคร บุพเพสันนิวาส’ แล้วย้อนดูตัว อย่าง อจ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด แห่งคณะเศรษฐศษสตร์ ม.เกษตรฯ รำพันไว้ถึงความ (ไม่) มั่นคงของมนุษย์ในยุคอยุธยา

“ในกระแสที่คนไทยบางส่วนนิยมแต่งตัวย้อนยุคในปัจจุบัน แต่เราก็แทบไม่เห็นคนไทยย้อนยุคไปแต่งตัวเป็น ไพร่ แม้ว่าไพร่จะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของอยุธยาก็ตาม”

อาจารย์เดชรัตน์อธิบายว่า แม้ไพร่จะเป็นชนชั้นที่มีอิสระ ต่างกับทาส แต่ก็เป็นอิสรภาพแบบจำกัดต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปทำการก่อสร้างเม็กกะโปรเจ็ค จึงได้มีการยอมขายตัวลงเป็นทาส เพื่อแลกกับ “หลักประกันที่จะมีข้าวปลาอาหารทาน”

ขณะที่ชีวิตขุนนาง อันเป็นกลุ่มตัวละครที่ผู้ชมส่วนใหญ่คลั่งไคล้ เป็นชนชั้นมีงานทำ แล้วยังมีบ่าวไพร่คอยบริการ แต่ “การดำรงชีพของขุนนาง...ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ตำแหน่งและสิทธิประโยชน์ (หรือศักดินา) ที่ตนมี”

อีกทั้งมี “การใช้หน้าที่การงานเพื่อหาประโยชน์ของหลวงและของตน...ดำเนินควบคู่กันไป (แบบที่ใครๆ ในอยุธยาเขาก็ทำกัน)” อันนี้แหละที่ อจ.เดชรัตน์บอกว่า

“ความทับซ้อนของผลประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวมจึงเป็นเรื่องที่แบ่งยากมากในสมัยนั้น และน่าจะส่งผลต่อความนึกคิดของเหล่าขุนนาง แม้กระทั่งในยุคหลังๆ ที่เวลาล่วงเลยมากว่า ๓๐๐ ปีด้วย”
 
ส่วนพวกขุนหลวงหรือเหล่าเจ้านาย (เทียบได้กับกษัตริย์) เป็นผู้อยู่บนสุดของปิรามิดแห่งชนชั้น (แม้จะมีการสืบทอดอำนาจตามสายเลือด) แต่สถานะตำแหน่งไม่ได้มั่นคงอย่างที่เราคิด มีการแย่งชิงอำนาจกันอย่างเข้มข้น “ในหมู่เจ้านาย (ซึ่งก็คือพี่น้อง) และขุนนางชั้นสูง (ซึ่งก็คือ ลูกน้องคนสนิทหรือเพื่อน)”

อจ.เดชรัตน์ตั้งข้อสังเกตุว่า “เราจึงเห็นแม่หญิงการะเกด (หรือเกศสุรางค์) ตกใจหลายครั้ง เมื่อทราบถึงกติกาและความสัมพันธ์ของผู้คนในอยุธยา และแม่หญิงก็พยายามสื่อสารกับชาวอยุธยาหลายครั้งว่า คนกับคนนั้นเท่ากัน”

นั่นเป็นความสวยงามของละครบุพเพสันนิวาส ที่ อจ.เดชรัตน์ชี้ว่าสะท้อนมาถึงอนาคตได้ “ความสวยงามของละครบุพเพสันนิวาสจึงมิได้อยู่ที่การธำรงความเป็นไทยเอาไว้เช่นเดิม...

หากนึกถึงแม่หญิงการะเกด บรรพบุรุษผู้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทยเหล่านั้น ย่อมต้องเริ่มต้นจากการถูกมองแปลกๆ หรือถูกตั้งคำถาม หรือถูกตำหนิ หรือกระทั่งถูกคุกคาม”

อจ.เดชรัตน์สรุปว่า การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนต่างรุ่น...ระหว่างความคุ้นเคยกับความใฝ่ฝัน จึงเป็นธรรมะอันสำคัญ ที่ช่วยให้สังคมไทยนำความแตกต่างหลากหลายมา วัฒนา’ จนเกิดวัฒนธรรมใหม่ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

นี่คือบทเรียนว่า “การปิดกั้นคนรุ่นใหม่ ด้วยมองเห็นว่าเป็นเพียง เด็กฝึกงาน ของประเทศ จึงหามีประโยชน์อันใดต่อสังคมไทยไม่ นอกจากการธำรงไว้ซึ่งอำนาจและสถานภาพของพวกตน เท่านั้นเอง”


แต่คนที่ต้อนรับคณะละครพูดเล่นหัวให้เป็นเรื่องโปกฮา ว่า “เอาขุนเรืองไปตัดหัว” เพราะ “เห็นออเจ้าอยากเลือกตั้งให้เร็วขึ้นเหรอ” เป็นล้อเล่นที่แฝงลึกจิตสำนึกยุคอยุธยาที่รายล้อมไปด้วยความเหลื่อมล้ำ การช่วงชิง และความโหดเหี้ยม

ก่อนหน้านี้ ๑ วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น กล่าวตอนหนึ่งว่า

“การทำงานต้องอยู่ในสมองว่าเราทุกคนต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่เตรียมการไปสู่อนาคตเป็นนักการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้จริงๆ ทุกอย่างมันเป็นชะตาฟ้าลิขิตมาทั้งหมด”


ทว่า Konthai UK กับสมาชิกติดตามนับแสน เขาไม่คิดอย่างนั้นตามทั่นไปด้วยน่ะสิ

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

กระบวน ‘ล้างบาง’ คนอยากเลือกตั้งของ คสช. ได้ประชาชนเกินขั้นร่วมแจ้งเพิ่ม(เอาใจจังเลยนะ!คงกลัว คสช.พังซิท่า)

กระบวน ‘ล้างบาง’ คนอยากเลือกตั้งของ คสช. ได้ประชาชนเกินขั้นร่วมแจ้งเพิ่ม

ภาษา แนวหน้า เขาว่า ล้างบาง พลเมืองอยากเลือกตั้ง ทหารแจ้งความเอาผิดไม่พอ มีประชาชน 'เกินขั้น' ไปร่วมแจ้งเพิ่มและเป็นพยาน ช่วยกวาดให้สิ้นซาก (มั้ง)

ตั้งแต่ ๓๐ มีนา พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการกวาดล้างประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช. ขึ้นโรงพักแจ้งความเอาผิดกลุ่มคนรวม ๕๗ คน ที่พากันเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อ ๒๔ มีนา เพื่อเรียกร้องให้กองทัพเลิกสนับสนุน คสช. และเปิดให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้แน่ๆ

ผู้ต้องหาถูกแบ่งเป็นสองชุด ๑๐ คนแรกเป็นกลุ่มแกนนำ กับ ๔๗ คนหลังเป็นกิ่งติ่งติด ในความผิดตาม มาตรา ๑๑๖ ฐาน “ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีการอื่นใด อันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ

เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน”

สำหรับพวกแกนๆ นั้น “เป็นคนเดิมที่ถูกดำเนินคดี #MBK39 #RDN50 มาแล้วหลายราย” ได้แก่ นายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์,นายรังสิมันต์ โรมน.ส.ณัฏฐา มหัทธนานายธนวัฒน์ พรหมจักรนายเอกชัย หงส์กังวานนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะนายอานนท์ นำภา นายปกรณ์ อารีกุล และนางศรีไพ นนทร


พอวันต่อมาเปิดรายชื่ออีก ๔๗ คน และเพิ่มข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘ ข้อ ๑๒ จากการที่ “ร่วมกันชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย”
 
รุ่นนี้ก็มีทั้ง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาลชลธิชา แจ้งเร็วกรกช แสงเย็นพันธุ์,ศรวัชร์ คมนียวนิชรัฐพล ศุภโสภณ รวมทั้งผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร นักวิชาการ เป็นอาทิ ฯลฯ

วันที่ ๓๑ มีนาเช่นกัน ปรากฏว่ามีกลุ่มคนที่พักอาศัยอยู่บนเส้นทางการเดินชุมนุมของกลุ่มอยากเลือกตั้ง ขึ้นโรงพักชนะสงครามบ้าง เข้าให้ปากคำในฐานะพยานช่วยปรักปรำกลุ่มอยากเลือกตั้ง อ้างว่าได้รับผลกระทบต่อการจราจร และถูกละเมิดสิทธิในการใช้ทางเท้า


ก่อนหน้านี้สองวัน ผู้บัญชาการทหารบกพูดถึงกรรมวิธี จัดเก็บ พวกเรียกร้องเลือกตั้งไว้ว่า “มีผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กระบวนการตามกฎหมายเมื่อเดินหน้าไปแล้วก็หยุดไม่ได้ต้องเดินตามนั้น ซึ่งทางแกนนำคงจะทราบว่าต้องเผชิญอะไรบ้าง”

จะเห็นว่าทั่นไม่ขู่ แต่ตั้งใจเอาจริง จึงได้ให้นายทหารตำแหน่งใหม่ของทัพบก กวาดล้างคนเห็นต่าง’ จัดการฟ้องรวบเกือบ ๖๐ คน นอกจากนั้น พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ยังตั้งแง่เป็นข้ออ้างว่า “มีคนเข้ามาดูแลอยู่เบื้องหลัง”

จึงได้วางแผนแยบยล “ให้หน่วยงานความมั่นคงตรวจสอบว่ามีกลุ่มการเมืองหนุนหลังการเคลื่อนไหวกลุ่มคนอยากเลือกตั้งหรือไม่ รวมถึงการสนับสนุนเส้นทางการเงิน” ทั้งที่ปรามาสกลุ่มชุนุมเหล่านี้ว่า “ทุกอย่างดูเลื่อนลอย ข้อเรียกร้องก็เลื่อนลอย และไม่มีเงื่อนไขอะไร”


โธ่เอ๋ยทั่น ผบ. ข้อเรียกร้องให้เลือกตั้งภายในปีนี้ตามโร้ดแม็พเดิมที่เลื่อนเป็นครั้งที่สาม นั่นน่ะหรือเลื่อนลอย คสช. ต่างหากที่เลื่อนรัวๆ ไม่หยุดหย่อน ล่าสุดเลื่อน ๙๐ วันนั่นก็ครั้งที่สี่เข้าไปแล้ว ทำท่าจะเลื่อนครั้งที่ ๕ อีก ๖๐ วัน ไปเป็นเมษา ๖๒ โน่น

อย่างนั้นพวกทั่น คสช. ต่างหากที่เป็นโรคไส้เลื่อน ระวังไม่นานอาจเกิดอาการเป้ากางเกงตุง

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่สั่งแจ้งความ จะเอาผิดกลุ่ม 'ซิตี้ไล้ฟ์' ไม่เข้าข่ายกฎหมายอะไรสักอย่าง :ความเห็น 'ไอลอว์'

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่สั่งแจ้งความ จะเอาผิดกลุ่ม 'ซิตี้ไล้ฟ์' ไม่เข้าข่ายกฎหมายอะไรสักอย่าง :ความเห็น 'ไอลอว์'


น่าจะเงิบอีกคนนะ ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ที่พยายามหาข้อกฎหมายมาเอาเรื่อง การกระทำที่ยังไม่รู้ว่าผิดหรือเปล่า

กรณีออเจ้าให้ลูกน้องไปไล่เบี้ยกลุ่มรณรงค์เชียงใหม่ปลอดหมอกควัน แจ้งความด้วย พรบ.การกระทำบนคอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๔ เอย มาตรา ๑๖ ด้วย

เอางี้ ให้ผู้ที่ถนัดเรื่องกฎบัตรกฎหมาย แม้ไม่ใช่ผู้ใช้บังคับก็น่าจะถนัดกว่า เพราะต้องคอยตรวจตราระแวดระวังไม่ให้ผู้ใช้บังคับ มั่ว’ ประจำอย่างเคย คอยเอาเปรียบ ก้ำเกิน และก้าวล่วง

ไอลอว์’ เขาถือเป็นพันธะหน้าที่ “ชวนทำความเข้าใจ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ว่าเขียนไว้กว้างแค่ไหน” ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ถึงได้ใช้ความพยายามคุ้ยหาองค์ความผิด มาใช้ฟ้องร้องกลุ่มคนที่ใช้สิทธิทางประชาธิปไตย เพื่อเอาใจเจ้านายนักรัฐประหารของตน

ท้าวความ :ตามที่มีข่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มอบอำนาจให้ปลัดอำเภอเข้าแจ้งความเอาผิด ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “City Life Chiang Mai” ที่โพสต์ภาพอนุสาวรีย์อดีตพระมหากษัตริย์ล้านนาสามพระองค์ สัญลักษณ์ประจำเมือง โดยมีหน้ากากสวมปิดพระพักตร์ เพื่อสื่อสารประเด็นอากาศเป็นพิษในเมืองเชียงใหม่ ว่า เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ”

หนังสือมอบอำนาจดังกล่าว “อธิบายว่า การโพสต์ภาพนี้บนสื่อออนไลน์เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม” ไอลอว์บอกว่า “เพียงแค่เหตุผลว่า ไม่เหมาะสม ยังไม่เพียงพอจะดำเนินคดีกับผู้โพสต์ให้รับผิดตามกฎหมายได้ เพราะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ได้กำหนดเอาผิดทุกการกระทำที่มีคนเห็นว่าไม่เหมาะสม

เมื่อลงรายละเอียด มาตรา ๑๔(๑) เอาผิดเรื่อง ข้อมูล’ บิดเบือนหรือปลอม ซึ่งก็ต้องเป็นการกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง “ซึ่งหมายถึงต้องเจตนาแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ ภาพลักษณะนี้ไม่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์ใด จึงไม่ผิดมาตรา ๑๔()

ส่วนมาตรา ๑๔(๒) ซึ่งไอลอว์ชี้ว่าในหนังสือลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พยายาม หาวิธีอธิบาย หาช่องว่างกฎหมาย และตีความอย่างขยายขอบข่าย “เพื่อลากให้มาเข้าความผิดตามมาตรา ๑๔(ให้ได้

การใช้ถ้อยคำให้กินความหมายกว้างขวางมากๆ เช่นบอกว่าทำให้เกิดความเสียหาย ต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัย หรือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน นั้นไอลอว์บอกว่า “อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนที่ดูภาพแล้วตื่นตระหนกตกใจกันแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์กันได้ยาก และไม่ชัดเจน

ไอลอว์ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า “ปัจจุบันยังไม่เคยเห็นคำพิพากษาศาลฎีกา ที่วางหลักการตีความคำว่า "เกิดความไม่มั่นคงในเศรษฐกิจ" เอาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ตามหลักการตีความกฎหมายที่กำหนดโทษให้ประชาชน ก็ต้องตีความอย่างแคบ ไม่ขยายขอบเขตออกไปบังคับใช้ตามอำเภอใจ

ครั้นจะใช้มาตรา ๑๔(๓) ที่ระบุว่า “ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการก่อการร้าย การยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนก่อความไม่สงบ การก่อกบฏ การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ

ประเด็นท้ายนั่นไปเข้าไคล้ว่าหมิ่นบูรพกษัตริย์ ที่กระบวนตุลาการไทยด้วยวิจารณญานวิเศษสุดจะเอาผิดให้ได้ ทำนองเดียวกับที่ ส.ศิวรักษ์ โดนข้อหาหมิ่นพระนเรศวร ซึ่งไอลอว์ไม่ได้ให้ความเห็นไว้ในข้อนี้ แต่ข้ามไปว่าถึง ม.๑๔(๔) ที่ใช้เอาผิดเรื่องลามกอนาจารก่อน ซึ่งไอลอว์เห็นว่า “ก็ยังห่างไกลจากภาพอนุสาวรีย์มีผ้าปิดปาก

มาถึงขอบข่ายมาตรา ๑๖ ที่บอกว่า “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ตามการวิเคราะห์ของไอลอว์ กรณีภาพสามกษัตริย์สวมหน้ากากป้องกันไอพิษ “เอาภาพที่คนอื่นวาดมาโพสต์ โดยไม่ได้ตัดต่อ และไม่ได้ทำให้คนวาดเสื่อมเสีย จึงไม่น่าจะใช้ดำเนินคดีกับภาพอนุสาวรีย์มีผ้าปิดปากได้

ในวรรคสองของมาตรา ๑๖ ชี้เฉพาะเจาะจงว่า “ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอายผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง

ประเด็นนี้ไอลอว์ไม่ได้วิเคราะห์ไว้ แต่เดี๋ยวจะลองใช้สามัญสำนึกของคนที่มีจิตยึดมั่นในสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลในระบอบประชาธิปไตยสากลมาอธิบายดูสิว่าพอจะฟังขึ้นบ้างไหม เพราะในกระบวนการยุติธรรมสากลเสียง (หรือความเห็น) ของผู้ถูกแจ้งโทษว่าร้าย ย่อมได้รับการ ฟัง จากตุลาการเสมอ

ประเด็นเอาภาพของคนอื่นมาโพสต์ แต่เป็นภาพของผู้ตายและน่าจะทำให้ “บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง...” ฯลฯ นั้นองค์บูรพกษัตริย์ล้านนาทั้งสามพระองค์ ไม่น่าจะมีผู้สืบสายเลือดหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน อันจะทำให้ได้รับความเสียหายดังกล่าวได้

แม้การสืบเนื่องราชวงศ์ต่างๆ เรื่อยมา ได้มีการเปลี่ยนสายเลือดแล้วหลายครั้งหลายหน แม้แต่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับราชวงศ์จักรีก็ยังไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน (การต่อเนื่องโดยพระสุบินนั้น ทางกฎหมายสากลไม่นับเป็นหลักฐาน หรือ ‘exibit’) นับประสาอะไรกับราชวงศ์ล้านนา

(หมายเหตุ บทความเต็มของไอลอว์ ที่นี่https://www.facebook.com/iLawClub/photos/a.10150540436460551.646424.299528675550/10160317475065551/?type=3&theater)

จินดามณีนั้นไม่ใช่จะท่องกันได้ง่ายๆ

จินดามณีนั้นไม่ใช่จะท่องกันได้ง่ายๆ “แต่คุณตู่คงไม่สนใจจะฟังครูบาอาจารย์แนะนำกระมัง”

หัวหน้า คสช.เงิบคนเดียวไม่พอ ลิ่วล้อในกระทรวงวัฒนธรรมช่วยเงิบด้วย เอาใจนายประมาณดั่งตำนานฝรั่ง ที่ว่าคิงลืมใส่เสื้อผ้า แล้วพวกขี้ข้าพากันชมกันใหญ่ว่าฉลองพระองค์ช่างงามเลิศล้ำเหลือหลาย

หลังจากที่มีข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้คณะรัฐมนตรีไปท่องโคลงกลอนในหนังสือจินดามณีมาให้ได้คนละบท ครั้นพออาทิตย์ต่อมา (๒๗ มีนา) เจอผู้สื่อข่าวถามเรื่องจินดามณีไปถึงไหน ตุ๊ดตู่เลยท่องให้ฟังเป็นตัวอย่างบทหนึ่งว่า

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย ซึ่งกลายเป็นนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ ที่ประพันธ์หลังจินดามณีถึง ๑๕๐ ปี ไปเสียฉิบ

ทางด้าน รมว.วัฒนธรรม วีระ โรจน์พจนรัตน์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อต้นอาทิตย์นี้ ชี้แจงว่านายกฯ ไม่ได้สั่งให้รัฐมนตรีไปท่องจินดามณีอย่างที่เป็นข่าว แค่ให้ไปอ่านกัน ตนเองได้เตรียมไว้หนึ่งบทสำหรับท่องให้นายกฯ ฟัง พร้อมแสดงแซมเปิ้ลว่า

“เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น...” (ฤๅพี่ สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือฯ)



ซึ่งเพจ การเมืองไทย ในกะลา’ ดันจำแม่นเสียอีกว่า นั่นมาจากเรื่อง ลิลิตพระลอ’ อันเป็นรวมบทกลอนสมัยอยุทธยาตอนต้น และตัวอย่างที่ รมว.วัฒนธรรมยกมา เป็น “ตอนที่นางรื่นกับนางโรยร่วมมือกับนักดนตรีขับเพลงยอความงามของ พระเพื่อน’ ‘พระแพง นายของตัวเองให้กับ พระลอฟัง เพื่อให้พระลอหลงใหล” 

ที่ถ้าทั้งนายและบ่าวชวนกันไปถามรศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ เสียก่อนก็จะทราบว่า จินดามณีนั้นไม่ใช่จะท่องกันได้ง่ายๆ เนื่องจากต้นแบบในสมัยพระนารายณ์เป็นหลักสูตรสำหรับการฝึกฝนแต่งโคลงกลอน ไม่ใช่บทเรียนของเด็กๆ

จินดามณีถูกปรับให้เป็นแบบเรียนที่เรียกว่า ปฐม ก กา’ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จนกระทั่งรัชกาลที่ ๕ จึงได้มีการสังคายนาใหม่ให้เป็นแบบเรียนสมบูรณ์ โดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกว่ามูลบทบรรพกิจ


แต่คุณตู่คงไม่สนใจจะฟังครูบาอาจารย์แนะนำกระมัง” Nithinand Yorsaengrat เย้าความเขลาของทั่นผู้นำและลิ่วล้อ พร้อมกันนั้นเธอ “ขออนุญาตสรุปสั้นๆ เพิ่มเติมว่า”

1. จินดามณี มีหลายเวอร์ชั่น และจินดามณีที่เชื่อกันว่าเขียนโดยพระยาโหราธิบดีในสมัยพระนารายณ์นั้น ยังไม่เคยมีหลักฐานว่ามีต้นฉบับตัวจริงเลย มีแต่ต้นฉบับครูถูกคัดลอกต่อกันมาเรื่อยๆ แล้วคนคัดลอกก็ต่อเติมโคลง กลอนที่คนคัดลอกเห็นว่าดีเข้าไปเรื่อยๆ

2. จินดามณีในสมุดไทยฉบับคัดลอกที่ว่าเก่าแก่ตั้งแต่ยุคอยุธยานั้น อ่านยากมาก ภาษาโบราณ ไม่คุ้นปาก ไม่คุ้นหูคนสมัยปัจจุบัน และไม่ใช่หนังสือสำหรับคนทั่วไปจะใช้ท่องจำบทกลอนเป็นบทๆ แต่เป็นหนังสือสำหรับคนจะฝึกเขียน โดยเฉพาะโคลง กลอน ให้ได้เห็นตัวอย่างแบบแผนการเขียน การสะกดให้ถูกต้องตามหลักการ

3. คำว่า เอกาทศรถที่ว่ามีปรากฎในจินดามณี จึงทำให้นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าจินดามณีมีมาก่อนยุคพระนารายณ์ ก็มีนักวิชาการบางกลุ่มค้านว่าเอกทศรถ” “เอกาทศรถ” เป็นคำที่ใช้เรียกกษัตริย์โดยทั่วไปอยู่แล้ว

4.แบบเรียนภาษาไทยที่ปรับภาษายากของจินดามณียุคอยุธยา มาเป็นภาษาคนทั่วไป คือ ประถม ก กา สมัยรัชกาลที่ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานว่าผู้ใดแต่ง และประถมมาลา โดยพระเทพโมฬี ตามด้วยมูลบทบรรพกิจ ของพระยาศรีสุนทรโวหาร ในสมัยรัชกาลที่ 5

5. เห็นด้วยกับอาจารย์ธำรงศักดิ์ว่า คนสั่งให้ท่องจินดามณี คงไม่รู้จักจินดามณี

6. นึกสงสัยเองว่าคนสั่งให้ท่องจินดามณี อาจนึกว่าจินดามณี เป็นวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีไหมนะ

7. ไม่ล้อเลียนคนสั่งให้ท่องจินดามณีแล้ว หัวเราะใหญ่ไปหลายรอบแล้ว555 เห็นใจ ไม่รู้ไม่ผิด แต่นึกสงสัยอีกเหมือนกันว่าเขารู้อะไรบ้าง เขาเคยพูดอะไรที่ตรงความจริงบ้าง

8. จริงๆ มันก็กึ่งๆสะท้อนคุณภาพการศึกษาไทยนะนี่นะ คนระดับผู้นำประเทศที่ชอบคุยว่าเรียนเก่ง และมั่นใจมากเสมอว่ารู้ทุกอย่างดีเลิศกว่าใครๆ แสดงความรู้ทีไร ผิดๆถูกๆ หลงๆงงงวยตลอด

แจ้งความย้อนยุค : เชียงใหม่ 'ของขึ้นเกินไปแล้ว' แจ้งความผู้ใช้ภาพ "อดีตกษัตริย์ยังทนหมอกควันไม่ได้"....อิอิ

เชียงใหม่ 'ของขึ้นเกินไปแล้ว' แจ้งความผู้ใช้ภาพ "อดีตกษัตริย์ยังทนหมอกควันไม่ได้"

กระแสคลั่งย้อนยุคโบราณมาถึงขั้น ‘Hyperbole’ ของขึ้นเกินไปแล้ว เมื่อผู้ว่าฯ เชียงใหม่สั่งลูกน้องไปยื่นแจ้งความฟ้องร้องกลุ่มรณรงค์ต้านอากาศเสีย‘City Life Chiang Mai’

เมื่อ ๓๐ มีนาคม นายศิริพงษ์ นำภา ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับมอบอำนาจจากนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้นำหลักฐานเข้าดำเนินการกล่าวโทษว่าได้มีการเผยแพร่วาดภาพสามกษัตริย์ ผู้ก่อตั้งนครเชียงใหม่ สวมหน้ากากป้องกันไอพิษ มีข้อความกำกับว่า “มาร่วมกันเอาอากาศของเราคืนมา”

ข้อกล่าวหาระบุว่านั่นเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นการลบหลู่และไม่เคารพบูรพกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ของเชียงใหม่ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง “ทั้งยังอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และเกิดความไม่มั่นคงในเศรษฐกิจของจังหวัด”

คำฟ้องอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ แห่ง พรบ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐  แล้วยังอาจเป็นความผิดตามมาตรา ๑๖ ของพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันด้วย เนื่องจากมีข้อความภาษาอังกฤษอธิบายภาพวาดนั้นว่า

Powerful painting by student at Prem, Piyapan Thiamthakorn, who painted this as part of grade 12 IB Diploma”

-ภาพวาดอันทรงพลังโดยปิยพันธุ์ เทียมฐากร นักเรียนของ (โรงเรียนนานาชาติ) เปรม ซึ่งเขียนภาพนี้ในการสอบสำหรับประกาศนียบัตรชั้นมัธยมปลาย- ถือว่าเป็นการแพร่ภาพที่ไม่ใช่ของตน


อนึ่ง เว็บไซ้ท์ chiangmaicitylife.com เคยเสนอบทความชื่นชมโรงเรียนนานาชาติเปรมไว้เมื่อ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ ทั้งในเรื่องทัศนียภาพ สภาพแวดล้อมอันร่มรื่น และหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนแห่งนี้ ปรากฏภาพเขียนขนาดใหญ่ สามกษัตริย์สวมหน้ากากป้องกันไอพิษ ตั้งแสดงอยู่ในห้องศิลปะของโรงเรียน

มีผู้แชร์ข่าวของ ‘CM108’ กันมาก รวมทั้ง มติชนออนไลน์’ (https://www.matichon.co.th/news/897654) และเพจ พลเมืองต่อต้านSingle Gateway เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม #opsinglegateway ที่โคว้ตคำของ ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat ว่า

มองว่าภาพนี้มีนัยเป็นการเสียดสีเพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหามลพิษของเชียงใหม่อย่างเร่งด่วน”

และ Issaree Coffney เขียนข้อความคอมเม้นต์ต่อท้ายข่าวเช่นกันว่า “มองแนวสะท้อนปัญหาสุขภาพของชาวเมืองด้วยภาพอดีตกษัตริย์ยังทนหมอกควันไม่ได้จึงต้องใส่ผ้าปิดปากจมูก...

ลบหลู่ หมิ่น??? ถ้าว่างมากก็เอาเวลาไปรณรงค์แก้ไขปัญหาหมอกควัน ออกตรวจพื้นที่ให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องเผาไร่เถอะ ยังจะดีซะกว่า...”

อย่างไรก็ดี เพจกลุ่มรณรงค์ ‘City Life Chiang Mai’ ได้โพสต์ข้อความสะท้อนการถูกแจ้งความครั้งนี้ว่า “การรณรงค์ของเราที่ถูกยกเลิกไปวันนี้ทำให้มีผู้ไม่พอใจเกิดขึ้น ส่วนน้อยบางคนเริ่มจู่โจมใส่เราแล้ว

กรุณาให้อภัย อย่างน้อยในช่วงสองสามวันต่อไปนี้ เราจะลบข้อความวิพากษ์วิจารณ์ที่อาจถูกนำไปใช้กล่าวหาเราออกไปจากเพจ

เรามั่นใจว่าไม่ช้าไม่นานความรู้ผิดชอบชั่วดีก็จะกลับมาดำรงอยู่ต่อไป ขอบคุณมากที่เข้าใจ”