วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ใครคือสุดยอดหญิงงามในประวัติศาสตร์ไทย

    ใครคือสุดยอดหญิงงามในประวัติศาสตร์ไทย  *** เห็นว่านอกจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๕ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร และเจ้าจอมมรว.สดับ ที่หลายคนบอกว่าทรงงามมากแล้ว คิดว่ายังมีพระองค์หญิงอีกพระองค์ที่งาม สวย หวานและเก๋ไม่แพ้กัน ว่าไปแล้วดูไม่ออกว่าเป็นผู้หญิงในประวัติศาสตร์ซะด้วยซ้ำ บอกว่าเป็นภาพผู้หญิงยุคนี้ที่ถ่ายในสตูดิโอยังเชื่อเลย  มีรูปมายืนยันค่ะ


     
     
    จากคุณ : jbunny - [ 8 เม.ย. 49 12:44:29 ]
 
 

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เมื่อ 100 ปีก่อเสื่อผืนหมอนใบ มาเมืองไทย เป็นกุลี, แบกข้าวสาร, ลากรถ ฯลฯ แต่ตอนนี้..น คนจีน หนีความยากจน

เมื่อ 100 ปีก่อน คนจีน หนีความยากจน เสื่อผืนหมอนใบ มาเมืองไทย เป็นกุลี, แบกข้าวสาร, ลากรถ ฯลฯ แต่ตอนนี้..

เมื่อ 100 ปีก่อน
คนจีน หนีความยากจน เสื่อผืนหมอนใบ มาเมืองไทย เป็นกุลี ,แบกข้าวสาร ,ลากรถ,ขายน้ำเต้าหู้ ฯลฯ คนไทยดูถูก...เรียกไอ้เจ็ก แต่คนจีนขยัน ขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ อยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นพ่อค้า คนไทยชอบสบาย อยากเป็นเจ้าคนนายคน รับราชการ มียศ มีสี มีเกียรติ วันนี้.... คนจีนร่ำรวย เป็นเจ้าของกิจการมากมาย คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนจีน

50 ปีก่อน
คนอินเดีย คนบังคลาเทศ หนีความยากจน มาเมืองไทย เป็นยาม เป็นคนขายนมแพะ ขายถั่ว คนไทยดูถูก...เรียกไอ้บัง คนอินเดียขยัน เจียมเนื้อเจียมตัว ประหยัด เก็บออม อดทน ไม่ยอมเสียเปรียบ วันนี้ คนอินเดียเป็นเจ้าของกิจการมากมายในไทย คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนอินเดีย

30 ปีก่อน
คนเวียตนาม อพยพมาไทยเพราะสงคราม มาเมืองไทยมาเป็นลูกจ้างทำประมง ทำนา ซ่อมรถ คนไทยดูถูก...เรียกไอ้แกว วันนี้ เมืองไทยโดยเฉพาะทางอีสาน และภาคตะวันออก คนเวียตนามเป็นเจ้าของกิจการมากมาย คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนเวียตนาม

วันนี้!!!
คนเขมร, คนลาว, คนพม่า ,เข้ามาไทย ทั้งถูกต้อง ทั้งแอบหนี เพราะ AEC เปิด รับค่าแรง 300 บาท เข้ามาเป็นคนรับใช้ในบ้าน ,พนักงานโรงแรม , เด็กเสริฟ์ร้านอาหาร , เด็กปั้ม ,คนงานก่อสร้าง ฯลฯ คนไทยดูถูก...เรียก...,ไอ้เขมร,ไอ้หม่อง สิ่งที่น่าเป็นห่วงในอนาคต คือ อีกแค่ 20 ปีข้างหน้า!!!! ชนชาติต่างๆ ที่อพยพเข้ามาก็คงเป็นเจ้าของกิจการกันหมด และคนไทยก็กลับมาเป็นลูกจ้างคน เขมร คนพม่า คนลาว และเป็นลูกหนี้เขาเหล่านั้นอีกหรือไม่?
นี่คือ.. คนไทย!!!!แท้ๆใช่หรือไม่???
ทำไม?คนไทย !!! มีความรู้ มีฝีมือแรงงานที่ดี แต่ไม่สร้างโอกาส ไม่สร้างงานให้มีคุณค่ากับตนเอง
งานหนักหน่อย ท้อ ลาออก
งานเหนื่อยหน่อย บ่น ลาออก
งานมากหน่อย บอกค่าจ้างถูก ไม่คุ้มค่า ลาออก
น่าเป็นห่วง คนไทยที่รักสนุก รักสบาย ไม่อดทน ไม่พึ่งพาตัวเอง ชอบหรูหรา หน้าใหญ่ ใจถึง ประมาณว่า "ฉิบหายไม่ว่า ต้องการชื่อเสียง"
แข่งกันอวดรวยโดยการมีหนี้สิน จนหนี้ท่วมตัว โกหกตัวเอง หน้าชื่นอกตรม เลี้ยงลูกให้เป็นลูกเทวดา เลี้ยงลูกไม่รู้จักโต เสพติดวัตถุ นิยม ขายที่ดิน ปู่ย่าตายายกิน
ขออย่าให้เป็นอย่างนี้เลย
คนไทย มีฝีมือ มีทักษะดี ฉลาด ไหวพริบดี เอาตัวรอดเก่ง คนไทยมีดี นำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กันเถอะ
"รักกันไว้เถิดคนไทย" อย่าให้ อีก 20 ปีข้างหน้า คนไทย ต้องเป็นลูกจ้าง หรือ ต้องเป็นลูกหนี้ ของคนต่างชาติใน AEC เลยนะ
พลีส!!! กรุณา!!
Credit: ป้อมสกลนคร จิระสวัสดิ์ตระกูล
ขอบคุณที่มา: https://www.facebook.com/JunEverything/?fref=nf

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

“ศรีสัชนาลัย” เก่ากว่า “สุโขทัย” แจงหลักฐานโบราณคดีอื้อ

“ศรีสัชนาลัย” เก่ากว่า “สุโขทัย” แจงหลักฐานโบราณคดีอื้อ

เศษชิ้นส่วนกระเบื้องเชิงชายรูปหน้าบุคคล พบที่เมืองเชลียง






เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 59 นายเอนก สีหามาตย์ รองผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และอดีตอธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยเกี่ยวกับความเก่าแก่ของเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือของเมืองสุโขทัย ราว 60 กิโลเมตร ว่า เมืองศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย มีความเก่าแก่กว่าสุโขทัยหลายร้อยปี โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีในบริเวณที่เรียกว่า “เชลียง” (เมืองศรีสัชนาลัยเก่า) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการต่างๆ อย่างสืบเนื่อง ตนเคยเสนอบทความทางวิชาการในประเด็นดังกล่าวมาแล้ว ในเรื่อง “หลักฐานร่องรอยก่อนการเป็นเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย จากการขุดค้นทางโบราณคดี ที่วัดมหาธาตุเชลียง และวัดชมชื่น”
เนื้อหา โดยสรุปของบทความดังกล่าว มีอยู่ว่า เมื่อราว พ.ศ. 800 เริ่มมีชุมชนริมแม่น้ำยม บริเวณที่เรียกสมัยหลังว่า เชลียง ต่อมา ราว พ.ศ.1400 ชุมชนเชลียงเติบโตเป็นบ้านเมืองบนเส้นทางการค้าภายในภูมิภาค ซึ่งตรงกับยุคทวารวดี จากนั้น ราว พ.ศ.1500 มีการรับวัฒนธรรมขอมจากเครือญาติรัฐละโว้ (ลพบุรี) และติดต่อเกี่ยวดองกับรัฐหริภุญชัย (ลำพูน)
ครั้น พ.ศ. 1700 โดยประมาณ พ่อขุนศรีนาวนำถุม บิดาพ่อขุนผาเมือง สถาปนารัฐ “ศรีสัชนาลัยสุโขทัย” (ชื่อศรีสัชนาลัย นำหน้าอยู่ก่อนชื่อสุโขทัย มีในจารึกวัดศรีชุม ยุคสุโขทัย)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันอังคาร 16 –พุธที่ 17 ส.ค.นี้ จะมีการจัดเสวนาเรื่อง “4 ทศวรรษแห่งการอนุรักษ์ และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย” มีหัวข้ออาทิ “บทบาทของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยต่อการพัฒนาประเทศ”, “แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย” และ “การพัฒนาแผนแม่บทอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย” เป็นต้น

กุลา (เป็นชาวไทยใหญ่จากพม่า) บ้านโนนใหญ่ ที่อุบลราชธานี

กุลา (เป็นชาวไทยใหญ่จากพม่า) บ้านโนนใหญ่ ที่อุบลราชธานี

เครื่องใช้ไม้สอยของชาวกุลาในอดีต







ชาว กุลาจากพม่าไปอยู่บ้านโนนใหญ่ อ. เขื่องใน จ. อุบลราชธานี เมื่อปลายสมัย ร.3 ราว พ.ศ. 2390 มีในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2542 เรียบเรียงโดย คนึงนิตย์ จันทบุตร) จะสรุปมาดังต่อไปนี้
เมื่อเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านก็ได้แต่งงานกับหญิงพื้นเมือง และตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บ้านโนนใหญ่ ระยะแรกก็ยังเดินทางไปค้าขายยังเมืองต่างๆ ภายหลังเมื่อมีอายุมากขึ้นก็เลยอยู่กับที่ ไม่เดินทางค้าขายไปไหนอีก
ในระยะแรกที่ชาวกุลาเข้ามานั้น มีอยู่ประมาณ 15 ครอบครัว บางครอบครัวมีบุตร ภรรยา ญาติพี่น้องมาด้วย มีพ่อใหญ่คำปานเป็นหัวหน้ากุลา ในกลุ่มผู้มาประกอบด้วยชนหลายเผ่า อาทิ ไทยใหญ่, ต้องซู่, ยาง, กะเหรี่ยง, พม่า ฯลฯ
แผนที่แสดงเส้นทางของกุลาจากพม่าสู่อีสาน
แผนที่แสดงเส้นทางของกุลาจากพม่าสู่อีสาน
ใน งานเขียนของ นายถวิล แสงสว่าง ชาวโนนใหญ่ กล่าวว่า กุลาคือไทยใหญ่ แม้ว่าราชการจะเรียกชนเหล่านี้ว่าต้องซู่ และกำหนดเป็นนามสกุลหลังชื่อ แต่ชาวกุลาบ้านโนนใหญ่ก็ยังถือว่าตนเองเป็นไทยใหญ่ มิใช่ชาวต้องซู่
ชาวกุลากลุ่มแรก ได้แก่
1. แม่ใหญ่ล้อม เฒ่าคำหลอ มีน้องสาวชื่อแม่แก้ว และญาติพี่น้องชื่อแม่เขียว แม่แอ้ แม่เต็ม คณะพวกนี้มาพร้อมกัน โดยเล่าว่าหนีศึกฮ่อเข้ามาเมืองไทย เดินทางค้าขายเรื่อยมาจนถึงบ้านโนนใหญ่
2. พ่อใหญ่สามเมีย แม่คำ
3. พ่อใหญ่คำปาน เป็นหัวหน้าชาวกุลา ได้แต่งงานกับหญิงพื้นบ้านชื่อแม่ใหญ่ผอง บ้านโนนใหญ่
4. พ่อใหญ่คำแผง เมียแม่สีดา
5. พ่อใหญ่อุติ้ป เมียแม่พา
6. พ่อใหญ่นายฮ้อย คำตัน หรือปู่จ๊อง คำตัน
7. พ่อใหญ่คำชู แม่บุญ
8. ปู่จ๊องย่อง แม่พวง (เป็นมัคนายกวัด และสร้างอุทกสีมาที่หนองสิม)
9. พ่อยอดแสง แม่ทุม
10. หม่องโพเย แม่ใหญ่ขาวใบ (เป็นชาวพม่าเห็นได้จากคำเรียกหม่อง ซึ่งหมายถึงนาย)
11. อุหยี แม่โม้
12. พ่อจินะ แม่ใหญ่สา
เนื่อง จากชาวกุลาดำรงอาชีพเป็นพ่อค้าเร่ จึงไม่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ในภาคอีสานปรากฏชาวกุลาอยู่หลายจังหวัด แต่กล่าวกันว่ากุลาที่บ้านโนนใหญ่เป็นกลุ่มกุลาที่มีปริมาณมากที่สุด
เมื่อชาวกุลาเข้ามาอยู่รวมกันมากๆ จึงเกิดความคิดที่จะสร้างวัดกุลาเพื่อเป็นศูนย์รวม และทำบุญทำทานตามประเพณี และเพื่อให้บุตรหลานกุลาได้บวชและศึกษาพระธรรมตามหลักทางศาสนา จึงได้เรี่ยไรเงินกันเพื่อสร้างวัดขึ้น โดยครั้งแรกนั้นสร้างเป็นกุฏิหลังเล็กๆ นิมนต์พระอาจารย์ใหญ่ชื่อกัตติยะ (ภายหลังลาสิกขา เรียก สะหล่าโหลง) เมื่ออาจารย์ กัตติยะลาสิกขา จึงได้นิมนต์เจ้าบุญหม่านมาอยู่จนมรณภาพไป
การอพยพของกุลารุ่นที่ 2-3 ประกอบด้วยกุลาประมาณ 27-30 ครอบครัว เมื่อรวมกุลาที่อพยพจากรุ่นแรกมาสู่รุ่นหลังก็ประมาณ 40-50 ครอบครัว นับเป็นกลุ่มกุลาที่มีปริมาณมากที่สุดในแถบภาคอีสาน มาจากพม่า
เสื้อผ้าของชาวกุลา (สีขาวเป็นเสื้อของผู้หญิง สีเขียวขี้ม้าเป็นเสื้อของผู้ชาย)
เสื้อผ้าของชาวกุลา (สีขาวเป็นเสื้อของผู้หญิง สีเขียวขี้ม้าเป็นเสื้อของผู้ชาย)
เครื่องใช้ไม้สอยของชาวกุลาในอดีต
เครื่องใช้ไม้สอยของชาวกุลาในอดีต
จากการสัมภาษณ์ ชาวกุลามาจาก 2 แหล่ง คือ
1. จากเชียงตุง อพยพเข้ามาในไทย และค้าขายไปเรื่อยๆ จากเมืองนั้นสู่เมืองนี้จนถึงบ้านโนนใหญ่
2. จากเมืองมะละแหม่ง (เมาะลำเลิง) ผ่านมายังเมืองระแหง (จ. ตาก) ผ่านมายังช่องเขาเพชรบูรณ์มายังอีสาน
ส่วน สาเหตุที่เข้ามาอยู่บ้านโนนใหญ่ ก็เนื่องจากว่าเป็นบ้านที่มีการทำทองขาย เศรษฐกิจดี ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ ประชาชนชาวอีสานเป็นคนอ่อนโยน ไม่ถือเขาถือเรา ยิ่งเห็นชาวกุลามีฐานะดี ร่ำรวย ก็อยากจะให้ลูกหลานได้แต่งงานกับชาวกุลาเหมือนๆ ที่พอใจให้แต่งงานกับชาวจีน
กุลาอื่นๆ เมื่อทราบว่าที่บ้านโนนใหญ่มีวัดกุลา (พม่า) ขึ้นแล้ว มีชาวกุลาอยู่กันหลายครอบครัว ทั้งมีสินค้าดีๆ ขายด้วย บางคนก็มาซื้อสินค้าไปขาย บ้างก็มาเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง พากันทยอยมาเรื่อยๆ ปีละ 10 กว่าคน เมื่อมาถึงบ้านโนนใหญ่เห็นว่าเป็นทำเลที่มีความเหมาะสมอยู่สุขสบายดี ก็มักจะตั้งถิ่นฐานอยู่เลย พวกที่กลับไปแล้วก็มักจะกลับมาอีก เลยได้แต่งงานกับหญิงพื้นเมือง ออกลูกออกหลานมามากมาย จนบ้านโนนใหญ่เป็นที่รู้จักกันในนามบ้านโนนกุลา
ประวัติของ ปู่จ๊อง คำตัน บิดาของนายถวิล แสงสว่าง เป็นตัวอย่างให้เห็นการเดินทางในสมัยนั้น
ปู่จ๊อง คำตัน (คำตัน เป็นชื่อ ส่วนจ๊อง เป็นภาษาไทยใหญ่ แปลว่ามรรคนายก) เป็นกุลาเมืองเชียงตุง แต่อยู่บ้านนอก ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่อายุได้ 18 ปี เดินทางค้าขายมากับพี่ชายเข้ามาในเขตไทย
การเดินทางใช้วิธีหาบเร่ โดยซื้อผ้าจากเมืองกุลา เป็นผ้าไหม หรือผ้าแพร กับสินค้าอื่นๆ เข้ามาขายแลกเปลี่ยนในชายแดนไทย เช่น สีย้อมผ้า เข็มเย็บผ้า ขันน้ำ เครื่องขันหมาก และสินค้าอื่นๆ หีบห่อที่ใส่สัมภาระคือ กระทอกรวย 2 ใบใหญ่ สานด้วยหวาย มีกาบราวไม้ไผ่รอบข้างในสองชั้นเพื่อกันฝน ฝาปิดสานด้วยหวาย เย็บวงกลมแนบติดกัน ปิดปากกันฝนตก มัดใส่ขาม้าทั้งสองข้าง เอาของที่จะขายยัดใส่ให้เต็ม เดินทางขายไปเรื่อยๆ กับพี่ชายสองคน ค่ำไหนก็นอนที่นั่น ขอข้าววัดบ้าง ข้าวชาวบ้านบ้าง ส่วนใหญ่จะเดินขาย เพราะไม่มีรถ
เดินทางไปถึงบ้านกลางใหญ่ จ. อุดรธานี หยุดอยู่บ้านกลางใหญ่ พี่ชายก็มีครอบครัวอยู่ที่นี่ ตนก็ลาพี่ชายไปขายของต่อ ไปถึงบ้านโนนข่า อ. ชุมแพ จ. ขอนแก่น แวะไปหาพรรคพวกจึงได้ภรรยาและลูกสาว 1 คน และก็กลับไปเมืองกุลาอีก โดยเอาของจากเมืองไทยไปขายบ้าง เช่น ผ้าไหมต่างๆ ไปขายของอยู่ตั้งปีกว่าจึงได้กลับมาหาเมีย เมียทางนี้ทนไม่ได้ก็เลยเอาผัวใหม่
เมื่อกลับมา พ่อค้าคำตันเห็นดังนั้นก็อภัยให้ ไม่ว่าอะไร กลับให้พร ขอให้มีความสุขด้วยกันเสียอีก หมู่บ้านนี้มีพวกกุลามาก จนได้สร้างวัดกุลาขึ้นให้เป็นที่สำหรับทำบุญ
ต่อมาได้ทราบว่าที่บ้านโนนใหญ่มีการทำทอง ซึ่งเป็นสินค้าออกได้ดี ก็เลยมาพกอยู่ที่บ้านโนนใหญ่ และได้สู่ขอนางน้อยเป็นภรรยา มีบุตร 1 คน ชื่อแม่ใหญ่คำ ต่อมาได้กลับไปค้าขายที่กุลา (เชียงตุง) ไปนานเมื่อกลับมาภรรยาได้แต่งงานใหม่แล้ว จึงไปสู่ขอนางยา แสงสว่าง มาเป็นภรรยา ซึ่งนางสีมารดานางยาก็ยินดียกให้
นี่คือชีวิตของชาวกุลา ที่ร่อนเร่พเนจร จนมีลูกมาก มีภรรยามาก เพราะการเดินทางสัญจรค้าขาย ประกอบกับมีฐานะดีจากการค้าขาย หญิงสาวจึงมีความพอใจที่จะเป็นภรรยา
ความที่เป็นผู้ร่อนเร่พเนจร ชาวกุลาจึงมีลักษณะอย่างหนึ่ง คือความกล้าหาญอดทน ไม่เกรงกลัวใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้ร้าย ผีสาง ช้างป่า ดังความว่า “พวกกุลา ค่ำไหนนอนนั่น ไม่กลัวอันตราย โจรผู้ร้ายช่างมันสู้ ผีสาง ช้างป่าก็ช่างมัน หลีกได้ก็หลีกไป หลีกไม่ได้ก็ต้อง สู้…”
การทำทองของชาวกุลาบ้านโนนใหญ่ หรือโนนกุลา
การทำทองของชาวกุลาบ้านโนนใหญ่ หรือโนนกุลา

ชาวกุลา บ้านโนนใหญ่ อ. เขื่องใน จ.อุบลราชธานี
ชาวกุลา บ้านโนนใหญ่ อ. เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

สถานภาพของชาวกุลา

ชาว กุลาและครอบครัวถือเป็นคนในบังคับของ อังกฤษ เมื่อกระทำผิดต้องขึ้นตรงต่อกงสุลอังกฤษ ไม่ขึ้นตรงต่อศาลไทย เมื่อมีพระราชบัญญัตินามสกุล ทุกคนก็ใช้นามสกุลว่าต้องสู้ ในการปกครองจะมีหัวหน้านายกอง 1 คน และรองนายกองอีก 1 คน
เจ้าคำปาน สร้างพรม เป็นตำแหน่งนายกองคนที่ 1 และ 2
สะหล่า เป็นตำแหน่งรองนายกอง
นายกองมีหน้าที่เรียกประชุม ให้คำปรึกษาและพิจารณาโทษ เมื่อจะเรียกประชุมก็จะตีฆ้อง ชาวกุลาก็จะมาประชุมกัน ชาวกุลาส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือเชื่อฟังนายกอง
[พรุ่งนี้อ่าน กุลาที่อุบลฯ มีประเพณีเหมือนไทยใหญ่ในพม่า]

กุลาร้องไห้

กุลาร้องไห้

โคต่างที่พ่อค้าใช้บรรทุกสินค้า [ภาพจากหนังสือ Tresor du Laos ถ่าย พ.ศ. 2440]






กุลา เป็นพ่อค้าเร่ เดินทางเร่ขายสินค้า เช่น ง้าว (ดาบปลายกุด) เครื่องเงิน เครื่องเขิน ขันทองเหลือง เชี่ยนหมาก ผ้าแพร สีย้อมผ้า และฆ้อง เร่ร่อนไปตามหมู่บ้าน [สรุปจากเรื่อง “กุลา (บ้านโนนใหญ่) : ชาติพันธุ์” เรียบเรียงโดย คนึงนิตย์ จันทบุตร จาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2542] ดังต่อไปนี้
เนื่อง จากการเดินทางในสมัยก่อนมีผู้ร้ายชุกชุม จึงมักไปเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 10-20 คน นำสินค้าเดินทางเร่ขายจากเมืองนั้นไปเมืองนี้ รอนแรมไปตามหมู่บ้าน ค่ำไหนนอนนั่น ส่วนมากจะอาศัยนอนตามศาลาวัด เมื่อสินค้าที่นำมาขายหมดก็จะขึ้นไปซื้อสินค้านำลงมาขายใหม่ แต่จะไปโดยไม่ให้เสียเที่ยว เพราะเขาจะต้องซื้อสินค้าจากภาคอีสานขึ้นไปขายด้วย เมื่อขายหมดก็จะซื้อสินค้าจากเหนือลงมาขายอีก กลับไปแต่ละทีก็จะชวนญาติพี่น้อง พวกพ้องที่สนิทสนม นำสินค้าตามมาขายด้วย
เกวียน ชาวบ้านในอีสานสมัยก่อน เป็นพาหนะเก่าแก่ใช้ขนเครื่องมือเครื่องใช้และขนสินค้าไปค้าขายแลกเปลี่ยน กับท้องถิ่นอื่นๆ [ภาพวาดโดย M. Bocourt, from a Sketch by M. Mouhot]
Junko Koisumi (จุนโกะ โคอิซูมิ) เขียนไว้ในบทความเรื่อง “ทำไมกุลาจึงร้องไห้” กล่าวถึงการเข้ามาของชนเผ่ากุลาในปี พ.ศ. 2381 ในสมัย ร.3 ว่า“ชาว ต้องซู่ (กุลา) จะมาเป็นกลุ่มจากมะละแหม่ง (เมาะลำเลิง-เมืองมอลเมียน ที่ว่าราชการของมณฑลตะนาวศรี) ผ่านจังหวัดตากหรือเมืองระแหงนำสินค้ามาขายระหว่างทาง และซื้อช้างและวัวกลับไปยังบ้านเกิดของตน ช้าง งาช้าง เขาสัตว์ ไหม วัว และควาย เป็นสินค้าที่นิยมในการซื้อขายของกุลา (ต้องซู่) ในแถบนครราชสีมา และลาวเหนือ”
เหตุที่การค้าของกุลาเฟื่องฟู เพราะได้รับอภิสิทธิ์ด้านการค้าตามสนธิสัญญาบาวริ่ง พ.ศ. 2398 เนื่องจากชาวกุลาถือเป็นคนในบังคับของอังกฤษ เมื่อทำความผิดไม่ต้องขึ้นตรงต่อศาลไทย แต่ขึ้นตรงต่อศาลกงสุลอังกฤษ รัฐบาลไทยให้ความสะดวกในการค้าขายตามพันธสัญญาบาวริ่ง
กุลาจำนวนมากมักจะมาจากมะละแหม่ง (เมาะลำเลิง) และเดินทางค้าขายไปมาระหว่างมะละแหม่งกับอีสาน ดังเรื่องเล่าของหม่องคำ
หม่องคำ เกิดในกลางปี ค.ศ. 1845 (พ.ศ. 2388) ในหมู่บ้านมะละแหม่ง เขาเดินทางไปยังลาวตะวันออก พร้อมพรรคพวก 32 คน ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 30 ปี เขาซื้อวัวควายที่นครพนมและท่าอุเทน เขาขายไปในระหว่างการเดินทาง ปีต่อมาเขาก็เดินทางมาค้าขายอีก เขาซื้อช้าง 3 เชือกที่พนัสนิคม ขากลับไปมะละแหม่งเขาไปพักที่หมู่บ้านเขวาที่หนองหาน และติดพันหญิงพื้นเมืองและได้แต่งงานกับหล่อน สองเดือนต่อมาหม่องคำและพรรคพวกกลับไปที่มะละแหม่ง 2 ปีต่อมาจึงได้กลับมาอีก
มีชาวกุลาจำนวนไม่น้อยที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังปรากฏว่ามีกุลา 60 คน ที่แต่งงานกับหญิงพื้นเมือง และตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บ้านโนนใหญ่ อ. เขื่องใน  จ. อุบลราชธานี
อาชีพอีกประการหนึ่งของชาวกุลา คือการทำบ่อพลอย เมื่อมีการขุดค้นพบพลอยสีแถวจันทบุรี พระตะบอง ชาวกุลาจำนวนหนึ่งหลั่งไหลไปขุดพลอย ดังปรากฏรายงานของกงสุลอังกฤษ แจ้งว่ามีต้องซู่หรือกุลาถึง 3,000 คน ที่จังหวัดตราด และอีก 2,000 คน ที่จังหวัดพระตะบอง
เส้นทางการค้าที่สำคัญสำหรับเดินทางมาภาคกลางมี 3 เส้นทาง
เส้นทางแรก เดินทางผ่านดงพญาไฟลงไปปากเพรียว จ. สระบุรี
เส้นทางที่ 2 ผ่านดงพญากลางไป อ. สนามแจง จ. ลพบุรี
เส้นทางที่ 3 ลงมาทางช่องตะโก ซึ่งเป็นช่องเขาระหว่าง จ. นครราชสีมาไปกบินทร์บุรี ลงไปขายที่พนัสนิคม พนมสารคาม และนครนายก
นอกจากนี้ยังนำไปขายที่มะละแหม่ง โดยผ่านไปตามมณฑลเพชรบูรณ์ไประแหง (จ. ตาก)
อุปสรรค ปัญหาสำคัญของการค้า คือโจรผู้ร้ายชุกชุม ชาวกุลา หรือชาวจีนมักประสบปัญหาการถูกโจรปล้นสะดมเอาเงินทอง วัว ควาย ไปบ่อยๆ แต่บางครั้งก็พบว่าชาวกุลาตั้งตัวเป็นโจรปล้นสะดมเอาเงินทอง วัว ควาย หรือรับซื้อของโจร เช่น กรณีอ้ายตังแกโบ เมืองแสนปาง นครจำปาศักดิ์
ชาว กุลาเป็นผู้กล้าหาญอดทน ไม่กลัวใคร แต่แม้กระนั้นเมื่อเดินทางรอนแรมมายังบริเวณทุ่งกว้างระหว่าง จ. ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มหาสารคาม อุบลราชธานี และยโสธร ความแห้งแล้งทุรกันดารของพื้นที่ เป็นผลให้เลือดนักสู้อย่างชาวกุลาก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้ บริเวณตรงนี้จึงเป็นที่เรียกขานกันมาว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” หมายความว่า แม้กุลาเองก็ยังร้องไห้ แสดงถึงความทุรกันดารของพื้นที่อันหาที่เปรียบมิได้
 คนพื้นเมืองรัฐฉาน02คนพื้นเมืองรัฐฉาน01


คนพื้นเมืองรัฐฉาน03
(จากซ้าย) คนพื้นเมืองในรัฐชาน, ชนเผ่าในรัฐชาน [ภาพลายเส้นฝีมือชาวยุโรป พิมพ์ใน Amongst the Shans. Archibald Ross Colquhoun. New York: Paragon, 1970.], ผู้หญิงไทยใหญ่
(จาก ซ้าย) คนพื้นเมืองในรัฐชาน, ชนเผ่าในรัฐชาน [ภาพลายเส้นฝีมือชาวยุโรป พิมพ์ใน Amongst the Shans. Archibald Ross Colquhoun. New York: Paragon, 1970.], ผู้หญิงไทยใหญ่

ชนชาติตองสู้ กุลาร้องไห้

ตองสู้ เป็นชนชาติกุลา หรือไทยใหญ่ ที่เข้ามาค้าขายในภาคอีสาน ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า “กุลา” แต่เอกสารราชการเรียกว่า “ต้องสู้” หรือ “ตองสู้” หรือ “ตองซู่”
คำว่า กุลา นี้ ในเอกสารเก่าใช้ว่า “คุลา” ก็มี “กุหล่า” ก็มี
ชาวตองสู้ เข้า มาค้าขายเป็นพ่อค้าเร่ ขนสินค้าจากเมืองหนึ่งไปขายอีกเมืองหนึ่ง โดยใช้วัวต่างหรือกองเกวียน หรือจ้างกรรมกรแบกหามไปก็มี แต่กระนั้นก็ตามสินค้าที่ชาวตองสู้นำจากหัวเมืองอีสานไปขายที่ภาคกลาง เช่น เมืองสระบุรี (ในเอกสารเรียกว่า เมืองปากเพรียว) ปราจีนบุรี กบินทร์บุรี และจันทบุรี ส่วนใหญ่จะเป็น วัว ควาย ม้า (จำนวนน้อย)
กุลา คนพื้นเมืองจากพม่า เดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับพวกลาวที่ตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณสองฝั่งโขง และดินแดนอีสาน [ภาพวาดฝีมือชาวยุโรป]
กุลา คนพื้นเมืองจากพม่า เดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับพวกลาวที่ตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณสองฝั่งโขง และดินแดนอีสาน [ภาพวาดฝีมือชาวยุโรป]
ขบวนสินค้าของ ชาวตองสู้มักจะมีผู้คน จำนวนมาก มีทั้งชาวตองสู้ (จำนวนหนึ่งไม่มากนัก) และชาวอีสานจำนวนมากที่รับจ้างเป็นกรรมกรช่วยเหลือในการแบกขนสินค้า หรือดูแลไล่ต้อนวัวควาย ฉะนั้นชาวอีสานจึงมักเรียกหัวหน้าขบวนสินค้าที่เป็นชาวตองสู้ว่า “นายฮ้อย” (หมายถึงผู้เป็นหัวหน้าพ่อค้าวัวต่าง)ชาวตองสู้มีภูมิลำเนาอยู่ใน เมืองมะละแหม่ง (ประเทศพม่าตอนใต้) เดินทางเข้ามาค้าขายผ่านเมืองตาก เมืองระแหง เมืองกำแพงเพชร ผ่านเพชรบูรณ์ หรือสระบุรี ขึ้นไปภาคอีสาน
ดัง กรณี หม่องคำ (ตองสู้) ดังปรากฏอยู่ในเอกสาร กองจดหมายเหตุแห่งชาติ ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) (ใบบอกจากเมืองต่างๆ) “เรื่องนายร้อยเอกนายบุ้ง หลวงแพง หลวงพร้อม หลวงบำรุงโยธา นั่งพร้อมกันในค่ายเมืองหนองคายได้ถามฮ้อยคำตองสู้” วันที่ 27 กันยายน ร.ศ. 110 ว่า
“หม่องคำ เกิดกลางปี พ.ศ. 2383 ที่เมืองมะละแหม่ง เดินทางมาภาคอีสานครั้งแรกกับเพื่อน 32 คน อายุประมาณ 30 ปี ซื้อวัวควายที่เมืองนครพนม ท่าอุเทน และนำไปขายตามเมืองต่างๆ ที่ผ่านกลับไปบ้านเกิด ปีรุ่งขึ้นมาค้าที่เมืองพรรณานิคม (อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร) แต่งงานกับสาวชาวบ้านเกาะ เมืองหนองหาน (อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี) พักอยู่ 2 เดือนกับภรรยา เพื่อเลี้ยงช้าง 3 ตัว หลังจากนั้นกลับเมืองมะละแหม่งพร้อมกับพวก นำช้างไปขายที่เมืองมะละแหม่ง อีก 2 ปีต่อมา หม่องคำกับพวกก็กลับมาบ้านเกาะอีก พรรคพวกมาซื้อวัวควายไปขายเมืองมะละแหม่ง แต่หม่องคำอยู่กับภรรยาที่บ้านเกาะ อีก 5 ปีต่อมา หม่องคำและเพื่อนตองสู้ 2 คน นำควาย 32 ตัว วัว 18 ตัว จ้างกรรมกรลาวช่วยต้อนไปขายที่เมืองกบินทร์บุรี (อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี) หม่องคำได้ภรรยาที่เมืองกบินทร์บุรีอีกคนหนึ่ง หม่องคำกลับมาอาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านเกาะ เมืองหนองหานอีก หลังจากนั้นเพื่อนตองสู้ก็ผ่านมาพักเยี่ยมเยียนเสมอๆ รวมทั้งเพื่อนพ่อค้าชาวจีนเมืองท่าขอนยาง (ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม) ด้วย…”
จากเอกสารดังกล่าว แสดงว่ามีชาวตองสู้จำนวนหนึ่งได้ภรรยาเป็นชาวท้องถิ่น และมักจะตั้งหลักแหล่งถาวรในภาคอีสาน และเดินทางไปค้าขายแห่งอื่นบ้างในบางโอกาส ดังกรณีหม่องคำ เป็นต้น
ชาวกุลา (ตองสู้) ในตลาดโคราช เมื่อ พ.ศ. 2449
ชาวกุลา (ตองสู้) ในตลาดโคราช เมื่อ พ.ศ. 2449
เอกสาร ใบบอกจากหัวเมืองต่างๆ ในภาคอีสาน พบว่าได้กล่าวถึงชาวตองสู้อยู่เนืองๆ แสดงว่าชาวตองสู้ได้เดินทางค้าขายไปทุกหัวเมืองในภาคอีสาน และดูเหมือนว่ามีชาวตองสู้จำนวนมากอีกด้วย ชาวตองสู้จำนวนหนึ่งได้ตั้งหลักแหล่งถาวรโดยมีภรรยาเป็นชาวท้องถิ่น ดังกรณีหม่องคำตองสู้เมืองอุดรธานี ได้ให้ปากคำแก่พนักงานดังปรากฏอยู่ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ เรื่องใบบอกจากเมืองต่างๆ ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) ดังกล่าวแล้วนั้น
นอก จากนี้ บริเวณเมืองอุบลราชธานีและเมืองบริวาร ได้มีชาวตองสู้มาตั้งหลักแหล่งโดยได้ภรรยาเป็นชาวท้องถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะเมืองเดชอุดมนั้นชาวตองสู้ได้ตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนใหญ่ จนเจ้าเมืองกรมการเมืองเดชอุดม ทำหนังสือใบบอกมายังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอแต่งตั้งนายฮ้อยคำนาน ตองสู้คนในบังคับอังกฤษ (พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ฉะนั้นชาวตองสู้ในเมืองมะละแหม่งจึงถือหนังสือเดินทางเป็นคนในบังคับอังกฤษ) เป็นนายกองคุมพวกกุลาตองสู้ในสังกัดเมืองเดชอุดม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงต้องมีหนังสือพระราชโองการโปรดเกล้าฯ กำชับเจ้าเมืองต่างๆ ในภาคอีสาน ห้ามตั้งชาวตองสู้เป็นนายกอง และห้ามอนุญาตให้ชาวตองสู้ซื้อที่ดินไร่นาในหัวเมือง ประกาศเมื่อวันศุกร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 8 ปี จ.ศ. 1249 (พ.ศ. 2430) ว่า
“…คนสัปเยกต์มี หนังสือเดินทาง สำหรับตัวไปมาค้าขายเพียงปีหนึ่ง หาได้ไปตั้งทำสวนไร่นาในแขวงเมืองนั้นๆ ไม่ ถ้าพ้นกำหนดหนังสือแล้วต้องให้กลับหรือไปเปลี่ยนหนังสือเสียใหม่ จึงจะกลับมาค้าขายในพระราชอาณาเขตต่อไปได้ ไม่สมควรที่จะต้องตั้งนายกองให้ควบคุมคนซึ่งต้องไปๆ มาๆ ให้ผิดด้วยแบบธรรมเนียมราชการ และให้ห้ามคนสัปเยกต์อย่าให้ตั้งและซื้อสวนไร่นาบ้านเรือนให้ผิดสัญญาทางพระ ราชไมตรี…” [ประชุมพงศาวดารภาคที่ 4 พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร หน้า 111]
[สัปเยกต์ เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 หมายถึง คนชาติอื่นที่ไม่ใช่คนไทย ปัจจุบันนี้เรียกรวมกันว่า “คนต่างด้าว”]
ชาว ตองสู้เดินทางค้าขายในภาคอีสาน ส่วนใหญ่จะต้อนวัวควายไปขายจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง มักจะพบเอกสารทางราชการที่ชาวตองสู้กล่าวฟ้องร้องเรื่องถูกโจรปล้นวัวควาย อยู่เนืองๆ นอกจากนี้ชาวตองสู้มักจะถืออภิสิทธิ์ว่าเป็นคนในบังคับอังกฤษ มักจะไม่ค่อยปฏิบัติตามระเบียบราชการไทย เจ้าเมืองบางเมืองมักจะรอมชอมกับชาวตองสู้ จึงต้องได้รับพระราชอาญาก็มี ดังกรณีท้าวนาก และพระยาวิเศษภักดี (โท) เจ้าเมืองศรีสะเกษ ดังปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดาร ภาคที่ 4 หน้า 11 ว่า
“…ท้าวนาก (ตำแหน่งใดไม่ปรากฏ) เมืองศรีสะเกษ ทำหนังสือเบิกล่องเดินทางให้แก่นายร้อยคำยี่ คำอ่อน เชียงน้อย ตองซู ซึ่งคุมโคกระบือไม่มีพิมพ์รูปพรรณไปจำหน่าย ผิดพระราชบัญญัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลูกขุน ณ ศาลาปรึกษาโทษท้าวนากตัดสิน ทวน 50 (ที) จำคุก 3 ปี แลให้ปรับพระยาวิเศษภักดี (โท) เจ้าเมืองศรีสะเกษ ซึ่งให้การอ้างว่ามีตราพระราชสีห์อนุญาตว่า ถ้าราษฎรจะซื้อขายโคกระบือ ให้เจ้าเมืองทำใบเบิกล่องเดินทางให้ตรวจตำหนิรูปพรรณลงในใบเบิกล่องก็ได้ โดยไม่เป็นจริงนั้น เป็นเบี้ยละเมิดจัตรคูณ เป็นเงิน 5 ชั่ง 6 ตำลึงกึ่ง (2 บาท) 3 สลึง 600 เบี้ย”
บ้านเรือนและสินค้าชาวกุลาที่เมืองโคราช เมื่อ พ.ศ. 2449 [ภาพเก่าจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ]
บ้านเรือนและสินค้าชาวกุลาที่เมืองโคราช เมื่อ พ.ศ. 2449 [ภาพเก่าจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ]
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอุดร มณฑลอีสาน และมณฑลนครราชสีมา เมื่อ ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) ได้กล่าวถึงชาวตองสู้หรือกุลาว่า เป็น ชาวพม่า และชาวตองสู้บางคนได้อาศัยอยู่ในภาคอีสานตั้งหลักแหล่งมานาน หรือมีลูกหลานเป็นคนไทยแล้วยังไปมาค้าขายกับเมืองมะละแหม่งอีกก็มี ดังนี้วัน ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2449 ได้เดินทางออกจากสกลนคร ไปพักแรมตามทาง ครั้นวันที่ 17 มกราคม ได้พักแรมใกล้ลำน้ำก่ำ (อำเภอธาตุพนม) มีราษฎรมาหาจำนวนมาก และในกลุ่มราษฎรเหล่านั้นท่านได้บันทึกไว้ว่า
“ใน หมู่ราษฎรที่มาหามีพม่า 3 คน ซึ่งมารับซื้อกระบือลงไปขายข้างใต้ ไต่ถามถึงหนทางที่ไปว่าลงไปทางช่องตะโก เพราะเป็นทางที่มีน้ำท่าบริบูรณ์กว่าทางอื่น กระบือที่พาลงไปปีละครั้ง อยู่ในระหว่างเดือน 3 เดือน 4 คราวหนึ่ง (นำกระบือไป) ถึง 800 -900 ตัว ลงไปขายทางเมืองพนมสารคาม เมืองพนัสนิคมบ้าง เมืองมินบุรีบ้าง กรุงเก่าบ้าง ไต่ถามถึงการพิทักษ์รักษากระบือเวลาเดินทางเปลี่ยว ว่าใช้กระบวนนอนเฝ้ารายกันเป็นวงรอบฝูงกระบือ ถ้าจะมีคอกสำหรับกระบือพัก ควรมีที่ปากดงแห่งหนึ่ง กลางเขาแห่งหนึ่ง และเชิงเขาอีกแห่งหนึ่ง และที่ๆ ต้องการน้ำเวลานี้ คือ ในเขตมณฑลปราจีนบุรี ที่ลงเขาช่องตะโกแล้วแห่งหนึ่ง ที่ละหานทรายแห่งหนึ่ง…”
[มูลนิธิดิศกุล. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา และมณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. 125, โรงพิมพ์วัชรินทร์การพิมพ์ พ.ศ. 2530 หน้า 119]
อีก ตอนหนึ่ง ได้กล่าวถึงพ่อค้าชาวเมืองเรณูนคร (อ. เรณูนคร จ. นครพนม) ได้นำวัวควายไปขายที่เมืองมะละแหม่ง เดินทางผ่านทางช่องสระผม เมืองเพชรบูรณ์ ไปเมืองมะละแหม่ง (มรแมน) โดยเฉพาะขุนสฤษดิ์เรณู พ่อค้านำโคกระบือไปขายที่เมืองมะละแหม่งจนร่ำรวย และได้สร้างวัดกลาง (วัดกลางเมืองเรณูนคร) ตามสถาปัตยกรรมพม่า
ขุนสฤษดิ์เรณูนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไม่ได้กล่าวว่าเป็นพม่า (ตองสู้) หรือผู้ไทย แต่ลักษณะการประกอบอาชีพ น่าจะเป็นชาวตองสู้ที่มาอยู่ในหมู่บ้านดงหวาย (ชื่อเดิมของเมืองเรณูนคร) นานแล้ว หรืออาจจะเป็นลูกหลานชาวตองสู้หรือกุลา จึงได้ประกอบอาชีพพ่อค้าวัวเร่ เดินทางค้าขาย และมีความคุ้นเคยกับเมืองมะละแหม่ง (มรแมน) และได้รับแต่งตั้งตำแหน่งขุนสฤษดิ์เรณูด้วย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าชาวตองสู้ได้เดินทางค้าขายไปมาระหว่างหัวเมืองอีสานกับภาค กลาง และเมืองมะละแหม่งนั้น ได้ตั้งชุมชนอยู่รวมกับชาวท้องถิ่น โดยแต่งงานกับชาวท้องถิ่น จนเป็นที่ยอมรับของชาวอีสานทั่วไป ดังนี้
“วัน ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2449 เวลาย่ำรุ่งออกจากที่พักบ้านนาลาด เดินตามทางในทุ่งและในป่าโดยลำดับมา ระยะทาง 285 เส้น ถึงเมืองเรณูนคร เวลาเช้า 2 โมง 20 นาที มีราษฎรชายหญิงมารับเป็นอันมาก เมืองเรณูนครนี้เดิมชื่อบ้านดงหวาย ตั้งเป็นเมืองขึ้นเมืองนครพนมในรัชกาลที่ 3 สังเกตดูผู้คนแต่งตัวสะอาดเรียบร้อยดีกว่าทุกแห่งที่ได้ผ่านมาแล้ว พลเมืองเป็นผู้ไทยโดยมาก มีจำนวน 11,986 เป็นที่ดอน ใช้น้ำบ่อแต่ที่นาดี ชาวบ้านมีฝีมือทอผ้าดี กับมีการผสมโคกระบือนำไปขายถึงเมืองมรแมน (มะละแหม่ง) เดินทางช่องสระผมผ่านไปทางมณฑลเพชรบูรณ์ ขากลับซื้อสินค้าจากเมืองมรแมน (มะละแหม่ง) มาขาย ที่นี่จึงมีผ้าด้ายไหมเครื่องแต่งตัวแปลกๆ พักกินข้าวเช้าแล้วไปที่วัดกลาง มีโบสถ์สร้างใหม่ เป็นรูปโบสถ์อย่างพม่า เพราะขุนสฤษดิ์เรณู พ่อค้า ซึ่งนำโคกระบือไปขายเมืองมรแมน (มะละ         แหม่ง) เลียนแบบมาจากพม่า…” [มูลนิธิดิศกุล, เรื่องเดิม หน้า 120]
ฉะนั้นชาวตองสู้ หรือตองซู หรือชาวอีสานเรียกว่า กุลา กุหล่า เป็น ชาวพม่า หรือไทยใหญ่ เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า ที่เดินทางเข้ามาค้าขายในภาคอีสาน และแต่งงานกับชาวท้องถิ่น ตั้งหลักแหล่งทั่วไปในหัวเมืองอีสาน มีลูกหลานอาศัยอยู่ในเมืองเหล่านั้น จนบางคนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางก็มี ดังกรณี “ขุนสฤษดิ์เรณู” เป็นต้น
[ปรับปรุงจาก-ชนชาติต้องสู้ โดย ธวัช ปุณโณทก เรียบเรียง ในหนังสือ สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 4 มูลนิธิวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทย พาณิชย์ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2542]