วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คนเชียงของแห่ลงชื่อค้านระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ร่วมปักธงชัยงาน “ฮอมบุญ ฮอมปอย”

คนเชียงของแห่ลงชื่อค้านระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ร่วมปักธงชัยงาน “ฮอมบุญ ฮอมปอย”


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 ก.พ. ที่ท่าเรือผาถ่าน ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จ.เชียงราย เครือข่ายภาคประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรม “ฮอมบุญ ฮอมปอย หยุดระเบิดแก่งแม่น้ำโขง” เพื่อรณรงค์ต่อต้านโครงการปรับปรุงร่องแม่น้ำโขงหรือการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงที่ดำเนินการโดยประเทศจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในงานนั้นเครือข่ายภาคประชาชนเปิดซุ้มรับลงชื่อคัดค้านการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง โดยมีประชาชนให้ความสนใจร่วมลงชื่อจำนวนมาก ทั้งยังมีการติดป้ายคัดค้านการระเบิดแม่น้ำโขงทั้งภาษาไทย จีน ลาว อังกฤษ บริเวณท่าเรือ เช่น ป้ายที่มีข้อความว่า “ฮอมบุญ ฮอมปอย” “หยุดระเบิดแก่งแม่น้ำโขง” “ปกป้องแม่น้ำเพื่อมนุษยชาติ” ฯลฯ

อีกทั้งมีนิทรรศการภาพวาดและภาพถ่ายหลายมุมมองที่เกี่ยวกับ ความอุดมสมบูรณ์ ความสวยงาม และกิจกรรมต่างๆที่สื่อความหมายถึงการอนุรักษ์แม่น้ำโขง พร้อมมีเวทีการแสดงทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น ขับซอโดยวงแม่ทองสร้อย การแสดงดนตรีของวงหลืบผา กิจกรรมพื้นเมืองโดยชาวลาหู่ เป็นต้น โดยมีนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เป็นผู้นำจัดกิจกรรมที่สำคัญอย่าง เช่น ทำพิธีกรรมเลี้ยงเจ้าพ่อผาถ่าน และปักตุงไจย (ธงชัย) เพื่อประกาศปกป้องน้ำโขง ทั้งนี้ ในระหว่างจัดกิจกรรม ทางคณะผู้จัดงานได้เปิดเวทีให้ตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ขึ้นประกาศเจตนารมณ์ และแสดงความคิดเห็นต่อโครงการระเบิดแก่งน้ำโขง ต่อเนื่อง

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า งานครั้งนี้ประชาชนที่ให้ความร่วมมือทุกคน คือผู้นำเปิดกิจกรรม คือผู้มีส่วนร่วมปกป้องแม่น้ำโขงที่มีประชาชนเป็นเจ้าของคน 60 ล้านคน งานวันนี้ไม่ใช่งานวันแรกหรือวันสุดท้ายของการต่อสู้ภาคประชาชน แต่เป็นอีกวันที่น่าจดจำเหมือนอดีตที่ผ่านมา และในอนาคตที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นขอบคุณน้ำใจจากทุกท่านที่มาร่วมงานฮอมบุญ ฮอมปอยฯ ด้วย ขอให้ทุกคนพึงรู้ไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เรามีความเข้มแข็งใครก็ทำลายเราไม่ได้

นายเตชพัฒน์ มโนวงศ์ เลขาธิการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง นำอ่านแถลงการณ์ในเวทีมีเนื้อหาโดยสรุปว่า โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงระยะที่ 2 เพื่อเปิดทางให้เรือจีนเข้ามาในลาวนั้น ไม่ได้ส่งผลต่อแม่น้ำโขงอย่างเดียวแต่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำอิง ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำโขง หากระดับน้ำโขงไม่ขึ้นสูงสุดจะไม่มีน้ำไหลเข้าไปในแม่น้ำสาขาเลย พันธุ์ปลา พืชพันธ์ต่างๆต่างที่เกิดขึ้นในแม่น้ำอิงก็จะโดนทำลายไปด้วย และระดับน้ำที่กล่าวนี้จะส่งกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนที่พึ่งพาอาศัยแม่น้ำอิงด้วย สภาประชาชนลุ่มน้ำอิงจึงไม่เห็นด้วยกับการระเบิดแก่งน้ำโขง

ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยได้ให้ความเห็นว่า การต่อต้านการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงนั้นกระทำโดยผู้ไม่หวังดีก็ตาม แต่เมื่อไม่นานมานี้ตนได้พบกับปลัดกระทรวงมหาดไทย และชี้แจงไปแล้วว่า การคัดค้านการระเบิดแก่งเป็นพลังบริสุทธิ์โดยภาคประชาชน ซึ่งปรารถนาจะปกป้องแม่น้ำโขงอันเป็นทรัพยากรของทุกคน และกสม.เองได้รับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาชนไว้แล้วเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2560 และกสม.จะเร่งนำเรื่องเข้าที่ประชุมของอนุกรรมการด้านทรัพยากรฯ โดยจะเชิญตัวแทนทุกฝ่ายเข้าชี้แจง อาทิ กรมเจ้าท่า และทางภาคท้องถิ่นเข้าร่วม เร็วๆนี้
“เชื่อเลยนะคะว่าประชาชนไม่มีเจตนารมณ์ใดๆที่ไม่ดี แต่ห่วงเรื่องทรัพยากร เท่านั้นและการกระทำของทุกคนในวันนี้ คือทำตามสิทธิประชาชนในรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งเรื่องระเบิดแก่งนี้ เมื่อครั้ง กสม.ชุดแรกเข้ามาทำงานก็ได้จดทำรายงานพิจารณาข้อเท็จจริงไว้และทราบว่า คณะรัฐมนตรียุคนั้นรับทราบแล้วว่าโครงการยุติไปแล้ว แต่เมื่อปีที่แล้วเดือนธันวาคมที่ผ่านมากลับมีมติ คณะรัฐมนตรีรอบใหม่ว่าให้ศึกษาโครงการอีกครั้ง ก็เข้าใจดีว่าประชาชนกังวลและตระหนกในปัญหาไม่น้อย อย่างไรขอให้กำลังใจทุกคนในวันนี้และขอให้ทำหน้าที่ของพลเมืองต่อไป” นางเตือนใจ กล่าว
ขณะที่ นายประนอม เจิมชัยภูมิ ประธานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การระเบิดแก่งน้ำโขงไม่ได้ทำลายแค่ทรัพยากรเท่านั้น แต่ทำลายเศรษฐกิจฐานรากด้วย และเป็นการเปิดทางให้ประเทศจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางการเมือง การทหาร และยึดอำนาจเศรษฐกิจของไทย
“จีนต้องการระบายสินค้าจากประเทศเพื่อสร้างรายได้เข้าบ้านตัวเอง ถามว่าคนไทยได้อะไรบ้าง เราไม่มีได้เลย มีแต่เสียกับเสีย ทีนี้ถ้าถามว่าทำไมเราต้องคัดค้านตั้งแต่ระดับการศึกษาข้อมูล ก็เพราะว่าประวัติศาสตร์สอนเราให้รู้ว่า รัฐบาลไทยไม่ว่าจะศึกษาอะไรก็ตาม โครงการใดก็ช่าง คำตอบชัดเจนของการศึกษา คือ ต้องศึกษาให้ผลออกมาดี เหมาะสม ถูกต้อง อย่างการศึกษาระเบิดแก่งนี้เรารู้อยู่แล้วว่าผลออกมามันจะต้องให้คำตอบว่า น่าจะระเบิด ไม่มีทางจะเป็นอื่นแน่ๆ การศึกษาความเป็นไปได้ การเอาเรือมาสำรวจจึงเท่ากับว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมการระเบิดแก่งน้ำโขงเท่านั้นเอง” นายประนอม กล่าว
นายประนอม กล่าวด้วยว่า จากนี้ถ้าประชาชนอยากเห็นชุมชนยั่งยืน ต้องมีส่วนร่วม ในทุกกระบวนการ สำหรับความเห็นส่วนตัวในเรื่องนี้ไม่ขออ้างในฐานะสภาฯ คิดว่า ปัจจุบันนี้เราฝากความหวังกับรัฐบาลยุคนี้ไม่ได้ เพราะตัวอย่างมันเห็นชัดเจน เช่น ความพยายามของ ประชาชนในหลายพื้นที่ที่อยากจะมีส่วนร่วมรักษาป่า แต่รัฐบาลไม่ให้โอกาส มีแต่จะปิดทางการมีส่วนร่วมเสมอ เห็นชัดหลายประเด็นแล้วว่ารัฐบาลไล่บดขยี้พี่น้อง จนทนทุกข์ระทม อย่างมาก
ดังนั้น ความหวังในการฟื้นฟูชีวิตวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น ต้องเริ่มจากประชาชนตัวเล็กเท่านั้น สำหรับสภาฯ เองเคยมีฉันทามติแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ว่า โครงการต่างๆที่ทำโดยทุนใหญ่ของประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะทำลายแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน การระเบิดแก่งฯลฯ เราไม่เอาและไม่เห็นด้วย ซึ่งล่าสุดข่าวดีเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าสถานศึกษาในจังหวัดเชียงราย โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงประกาศชัดเจนแล้วว่า ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับโครงการศึกษาการระเบิดแก่งแน่นอน

สุริยา มาดึกุล

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวสปป.ลาว

ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวสปป.ลาว

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือเรียกสั้นๆ แบบคุ้นปากว่า ลาว ประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งได้รับความนิยมไม่น้อยในหมู่คนไทยอย่างพวกเรา แม้ภาษาและวัฒนธรรมบ้านเราบ้านเขาจะใกล้เคียงกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถเดินเข้าออกประเทศเขาได้อย่างย่ามใจ บางอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจได้เข้าไปนอนเล่นในคุกลาวแบบฟรีๆ ศึกษาไว้บ้างก็ดี 

ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวลาว

ประเทศไทยเราสามารถเดินทางเข้า สปป.ลาว ได้ที่ด่านพรมแดน 5 จังหวัด ดังนี้
ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวลาว
1. จังหวัดเชียงราย (เชียงของ – ห้วยทราย)
2. จังหวัดหนองคาย (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว – นครหลวงเวียงจันทน์)
3. จังหวัดนครพนม – ท่าแขก
4. จังหวัดมุกดาหาร – สะหวันนะเขต
5. จังหวัดอุบลราชธานี (ด่านช่องเม็ก – วังเต่า)

บุคคลที่ถือสัญชาติไทย สามารถเดินทางไป สปป.ลาว ได้โดย

Laos-tips
1. หนังสือเดินทาง (Passport) สามารถเดินทางเข้า- ออก สปป.ลาว ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า และอยู่ในสปป.ลาว ได้ 30 วัน
2. บัตรผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Border pass) สามารถเดินทางเข้าสปป.ลาว เฉพาะในเขตนครหลวงเวียงจันทน์เท่านั้น และ อยู่ได้ครั้งละ 3 วัน 2 คืน
เอกสารที่ใช้ทำบัตรผ่านแดน
– สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง จำนวน 1 ใบ
– เด็ก ใช้สำเนาสูติบัตร หรือสำเนาทะเบียนบ้าน
– รูปถ่ายขนาด 1 หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

การนำรถยนต์เข้าไป สปป.ลาว

ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวลาว
สามารถนำรถยนต์ข้ามพรมแดนไปยัง สปป.ลาวได้ โดยต้องมีเอกสารที่ใช้ในการเดินทางดังนี้
1. หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ (เล่มสีม่วง) และเครื่องหมายแสดงประเทศ (T)
2. กรมธรรม์ประกันภัยบุคคลที่สาม (ของ สปป.ลาว) มีจำหน่าย ณ จุดชาย
3. ใบอนุญาตขับรถที่ยังไม่หมดอายุ ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ (สำหรับผู้ขับรถ)
ขั้นตอนการนำรถยนต์เข้าไปใน สปป.ลาว
ขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ (เล่มสีม่วง) ต้องเตรียมหลักฐานต่อไปนี้
– สำเนาหนังสือแสดงการจดทะเบียน หรือใบคู่มือการจดทะเบียนรถที่ไม่ค้างชำระภาษีประจำปี
– สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
– หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถไม่สามารถมาดำเนินการได้ด้วยตัวเอง)
*** สามารถยื่นขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศและขอรับการแปลใบอนุญาตขับรถเป็นภาษาอังกฤษ ได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคาย ต.หนองกอมเกาะ อ.เมือง จ.หนองคาย โทร. 0-4242-1473
*** หมายเหตุ
1.การนำรถเข้าไปใน สปป.ลาวนั้น จะอยู่ในประเทศลาวไม่เกินกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาต
2.การเดินทางข้ามพรมแดนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการตรวจคนเข้าเมืองและกฎหมายศุลกากร
3.การนำรถเข้าไปยัง สปป.ลาว จะต้องทำกรมธรรม์ประกันภัยบุคคลที่สาม (ของ สปป.ลาว)
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
กองกำกับการด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย โทร.0-4242-0242
จุดตรวจสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ขาเข้า โทร. 0-4242-0243
จุดตรวจสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ขาออก โทร. 0-4242-0244
จุดตรวจท่าเสด็จ โทร. 0-4241-1154
หมวดงานบริการ โทร. 0-4241-2089
……………………  ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

สกุลเงิน

เที่ยวลาว เงินกีบ
สกุลเงินลาว เรียกว่า “กีบ” ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 500 กีบ, 1,000 กีบ, 2,000 กีบ, 5,000 กีบ, 10,000 กีบ, 20,000 กีบ, และ 50,000 กีบ ปกติแล้วรัฐบาลห้ามใช้เงินสกุลอื่นในการซื้อขายสินค้าและบริการ แต่โดยทั่วไป บริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งหลาย ยินดีรับเงินเหรียญสหรัฐ และเงินบาทของไทยเรา แต่รับเป็นแบงค์เท่านั้นนะ เหรียญเก็บไว้ยอดกระปุกได้เลย เพราะประเทศลาวยกเลิกการใช้เหรียญไปแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถแลกเงินกีบได้ที่ธนาคาร หรือตามร้านค้าทั่วไป ในกรณีที่ท่านต้องการใช้บัตรเครดิต สามารถใช้ได้ตามโรงแรมใหญ่ๆ ทั้งในเวียงจันทน์และหลวงพระบาง
……………………  ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

การเดินทางท่องเที่ยว

ทางบก สถานีรถโดยสารมีศูนย์กลางอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ใกล้กับตลาดเช้า และสายเหนืออยู่ที่ ถนนเต้สอง สายใต้ อยู่หลัก6 ถนนหมายเลข 13 ใต้
ทางเรือ แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางสัญจรที่สำคัญทางหนึ่งของ ประเทศลาว นอกจากจะใช้ขนส่งสินค้าแล้วยังมี เรือโดยสาร ไว้บริการตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ ตั้งแต่เหนือสุดที่ห้วยทราย หลวงพระบาง เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต ปากเซ จำปาสัก
ทางอากาศ ลาวมีเที่ยวบินภายในประเทศ ในหัวเมืองใหญ่ ๆ ติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท การบินลาว
02 PANGKHAM STREET, P.O BOX 6441
TEL : ( 856- 21 ) 212057
FAX : ( 856 21 ) 212065
URL : www.laoairlines.com
……………………  ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

แหล่งชอปปิ้ง

Laos-tips
ตลาดเช้า เปิดขายตั้งแต่ 07.00 น. – 16.00 น. ที่ชื่อตลาดเช้าเพราะเมื่อก่อนเปิดขายเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายชนิด ทั้งสินค้าพื้นเมือง และจากต่างประเทศ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าซิ่น เครื่องเงิน ไม้แกะสลัก เครื่องจักสาน งานฝีมือต่างๆ
ตลาดจีน หรือ ตลาดแลง ตลาดหนองด้วงก็นิยมเรียกกัน เป็นจำหน่ายสินค้าจากประเทศจีน อาทิ กระเป๋าแบนด์เนม ของดียี่ห้อดัง เครื่องใช้ไฟฟ้า ของที่ระลึก เสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมไปทั้งอาหารและเครื่องเทศที่นำเข้าจาก ประเทศจีนโดยตรง
ตลาดขัวดิน เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าของสดที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ เช่นเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ กุ้งหอย ปู ปลา และสินค้าอื่น ๆ ที่ชาวบ้านสามารถสรรหาได้ มาวางจำหน่าย
……………………  ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

ข้อควรทราบและปฏิบัติเกี่ยวกับ สปป.ลาว

Do Not Symbol Clip Art
1. ควรระมัดระวังหัวข้อสนทนา ควรหลีกเลี่ยงหัวข้อที่เกี่ยวกับการหมิ่นเหม่ต่อการกระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ฟัง เช่น การนำความแตกต่างทางภาษา วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมมาเปรียบเทียบหรือล้อเลียนในเชิงตลกขบขัน (มีหลายกรณีที่คนได้ได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดจากสื่อบันเทิงเกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาลาวหรือชื่อภาพยนตร์) รวมทั้งงดเว้นการแสดงความคิดเห็นแบบชาตินิยมที่อาจนำไปสู่การโต้เถียงในประเด็นละเอียดอ่อน เช่น ประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง
2. ควรเข้าใจว่า สปป.ลาว มีมาตรฐานการดำเนินชีวิต วัฒนธรรมประเพณีในแบบฉบับของชาวลาว การได้มาเยือนถือเป็นโอกาสอันดี จึงควรทราบและปฏิบัติตามกฏหมายและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวลาว เช่น ควรแต่งกายให้เหมาะกับกาลเทศะ โดยเฉพาะเมื่อไปสถานที่ทางศาสนาและสถานที่ราชการ ควรแสดงความเคารพและกล่าวถึงบุคคลสำคัญของลาวที่ชาวลาวเคารพยกย่องอย่างเหมาะสม
3. ห้ามพักค้างคืนที่บ้านคนลาวโดยไม่แจ้งต่อนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ก่อน และการมีเพศสัมพันธ์กับคนลาวที่ไม่ใช่คู่สมรสเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากละเมิดจะถูกกักตัวจนกว่าจะนำเงินมาจ่ายค่าปรับขั้นต่ำ ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และถูกส่งกลับประเทศ จึงต้องระวังและหลีกเลี่ยงหากมีการชักชวนให้ไปท่องเที่ยวและซื้อบริการที่ผิดกฏหมายและศีลธรรมอันดี
4. กิจกรรมที่ห้ามทำ ได้แก่ ห้ามถ่ายภาพสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น ค่ายทหาร สถานีเรดาร์ หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีโดยมีโทษทั้งจำและปรับ คนไทยมักถูกจับกรณีถ่ายรูปสถานที่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐบาลลาวมาแล้ว ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
……………………………………………..
ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว
ที่มา : http://www.laos-discovery.com / http://www.mfa.go.th

เรียนรู้ศัพท์ ภาษาลาว

สุริยา มาดีกุล 



วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

8 ผลกระทบการระเบิดเกาะแก่ง "แม่น้ำโขง"

8 ผลกระทบการระเบิดเกาะแก่ง "แม่น้ำโขง"


อีเมล
ชำแหละ 8 ผลกระทบการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

หรือเราจำเป็นต้องไขว่คว้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ตรงหน้า แล้วพราก 'ลมหายใจลุ่มน้ำโขง' ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพลำดับต้นๆ ของโลก ที่มีทั้งพืชพรรณ สิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ใต้น้ำ สัตว์บนบก นกนานา และวิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนของชุมชนสองฝั่งโขง กว่า 60 ล้านคน


เนิ่นนานมาแล้วมนุษย์เราหยิบยืมพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติมาใช้งาน ดูแลบ้าง ปล่อยปละละเลยบ้าง ศักราช 2560 นี้ถึงวาระของ "แม่น้ำโขง" ตกเป็นเป้าของวาทกรรมกระบวนการหลับหูหลับตาพัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิบัติการเสียสละ (คน) ส่วนน้อยและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เพื่อส่วนร่วม (?) อาจฟังเป็นเรื่องไกลตัวของคนนอกลุ่มน้ำโขง แต่อย่างหลงลืมว่ากระแสน้ำนอกจากจะซัดคลื่นออกจากฝั่งแล้ว ยังซัดกลับเข้ามาหาชายฝั่งเช่นกัน ผลกระทบจากการกลืนกินธรรมชาติก็ไม่ต่างกันนักทั้งที่ปัจจุบันมีถนนเชื่อมสู่จีนอยู่แล้ว แต่จีนเลือกที่จะนำเรือใหญ่ล่องมาเรือจากท่าเรือซือเหมาของจีน ผ่านจังหวัดเชียงรายไปหลวงพระบาง ประเทศลาว เพราะเสียต้นทุนน้อยที่สุด ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจครั้งนี้ จะนำมาซึ่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำโขงอย่างไรบ้าง

1. ระบบนิเวศพังพินาศ

ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนของจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ทำให้ประเทศไทยบริเวณน้ำโขงได้รับผลกระทบจากการระบายและกักน้ำ ระดับน้ำผันผวนไม่เป็นไปตามฤดูกาล ที่ระบบนิเวศยังไม่ล่มสลายลงเพราะมีเกาะแก่งคอยช่วยเหลือ แต่เมื่อเกาะแก่งแม่น้ำโขงตั้งขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ระหว่างประเทศ จึงกลายเป็นสาเหตุและที่มาโครงการปรับปรุงร่องน้ำโดยใช้วิธีการระเบิดกาะแก่งแม่น้ำโขงนั่นเอง โดยเฉพาะ ‘แก่งคอนผีหลง’ กลุ่มหินผาบริเวณตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะได้รับผลกระทบโดยตรง หากจะปรับปรุงร่องน้ำเป็นเส้นทางเดินเรือตามโครงการต้องทำการระเบิดแก่งคอนผีหลงทิ้ง ซึ่งบริเวณนี้มีระบบนิเวศหลากหลายนับ 10 ระบบ ทั้ง ผา หาดหิน หาดทราย ห้วย ร้อง หลง หนอง แจ๋ม ดอน ริมฝั่ง และคก ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสำคัญ

2. ทำลายบ้านของสัตว์นานาชนิด

การทำลายแก่งคอนผีหลงยังมิใช่จุดจบของวัฏจักรนี้ เพราะระบบนิเวศภายในบริเวณแก่งคอนผีหลง ได้ถูกใช้ประโยชน์เป็นแหล่งอาศัย หากิน ผสมพันธุ์ และเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 430 ชนิดพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิดพันธุ์ นกกว่า 1,200 ชนิดพันธุ์ ปลากว่า 1,100 ชนิดพันธุ์ และมีการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ ทุกปีที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์

3. วิกฤตคอนพะเพ็ง

การระเบิดแก่งขุดลอดแม่น้ำโขงระหว่างซือเหมาของจีนมายังหลวงพระบาง อาจสร้างความวิบัติต่อ คอนพะเพ็ง มรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ ความสวยงาม ดุดัน เกรี้ยวกราด และยิ่งใหญ่ของสายน้ำสมคำล่ำรือว่าเป็น ไนแองการ่าแห่งเอเชีย คงจะถูกกลืนกินด้วยการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงครั้งนี้เป็นแน่แท้
4. ขาด ‘ตัวช่วย’ ชะลอน้ำ
เนื่องจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงจะทำให้กระแสน้ำไหลแรงและรวดเร็วมากขึ้น เกาะแก่งที่เคยอำนวยประโยชน์ในการชะลอ ซับแรงปะทะของกระแสน้ำที่ไหลหลากของแม่น้้ำโขง ทำให้ (1) แม่น้ำกว้างขึ้น (2) พัดพาตะกอนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำขุ่น (3) พืชเฉพาะถิ่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ (4) ร่องน้ำเปลี่ยน นำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียดินแดน (อ่านต่อข้อ 8)

5. ทำลายพืชพรรณ

การขนส่งและการเดินเรือขนาดใหญ่ (500 ตัน) ยิ่งทวีความรุนแรงของกระแสน้ำโขง ทำลายพืชพรรณ ทั้งบนแก่ง ริมฝั่ง และหาดแม่น้ำโขง ทั้ง 65 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญ อาทิ ไคร้นาค ที่เป็นอาหารของปลากินพืช และ ไก สาหร่ายน้ำจืดเฉพาะถิ่นที่มีอยู่บริเวณช่วงเชียงแสนถึงหลวงพระบาง การดำรงวิถีชีวิตของชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำโขงเป็นไปด้วยความเรียบง่าย พึ่งพาตนเองหากินและสร้างรายได้ด้วยการเก็บพืชผักขาย โดยเฉพาะไกที่สามารถสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวนั่นเอง

6. ตลิ่งพังทลาย
จากการขาดตัวช่วยการชะลอน้ำ นำมาซึ่งผลพวงต่างๆ นาๆ ในหัวข้อนี้หยิบยกเรื่องการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง ความต่อเนื่องของความเสียหายนี้เอง ทำให้ชาวบ้านสองริมฝั่งโขงทั้งประเทศไทยและลาว บ้านริมฝั่งแม่น้ำโขง พืชสวน ไร่นา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตได้รับความเดือดร้อน

เรามิอาจแยกมนุษย์ออกจาก ‘ธรรมชาติ’ ได้ เพราะเราเองก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมัน จึงไม่อาจปฏิเสธผลกระทบจากการมหกรรมการรุมฉีกทึ้งกัดกินทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มครั้งนี้ได้ แล้วคนที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงก็มีนับล้านชีวิตที่ต้องเผชิญหน้าดิ้นรนกับความโหดร้าย ไม่ต่างอะไรกับการทรมานบีบบังคับให้คนและมนุษย์ที่อาศัยพึ่งพาสายน้ำแห่งชีวิตนี้ ให้ดิ้นรนและตรอมใจตายลงอย่างช้าๆ

ขอขอบคุณ

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณปลาของประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)

Source : https://goo.gl/xJvzBV, https://goo.gl/KO8WDc , https://goo.gl/U142qหรือเราจำเป็นต้องไขว่คว้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ตรงหน้า แล้วพราก 'ลมหายใจลุ่มน้ำโขง' ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพลำดับต้นๆ ของโลก ที่มีทั้งพืชพรรณ สิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ใต้น้ำ สัตว์บนบก นกนานา และวิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนของชุมชนสองฝั่งโขง กว่า 60 ล้านคน




เนิ่นนานมาแล้วมนุษย์เราหยิบยืมพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติมาใช้งาน ดูแลบ้าง ปล่อยปละละเลยบ้าง ศักราช 2560 นี้ถึงวาระของ "แม่น้ำโขง" ตกเป็นเป้าของวาทกรรมกระบวนการหลับหูหลับตาพัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิบัติการเสียสละ (คน) ส่วนน้อยและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เพื่อส่วนร่วม (?) อาจฟังเป็นเรื่องไกลตัวของคนนอกลุ่มน้ำโขง แต่อย่างหลงลืมว่ากระแสน้ำนอกจากจะซัดคลื่นออกจากฝั่งแล้ว ยังซัดกลับเข้ามาหาชายฝั่งเช่นกัน ผลกระทบจากการกลืนกินธรรมชาติก็ไม่ต่างกันนัก
......
ทั้งที่ปัจจุบันมีถนนเชื่อมสู่จีนอยู่แล้ว แต่จีนเลือกที่จะนำเรือใหญ่ล่องมาเรือจากท่าเรือซือเหมาของจีน ผ่านจังหวัดเชียงรายไปหลวงพระบาง ประเทศลาว เพราะเสียต้นทุนน้อยที่สุด ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจครั้งนี้ จะนำมาซึ่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำโขงอย่างไรบ้าง
.
.
แก่งคอนผีหลง
แก่งคอนผีหลงอุดมไปด้วยระบบนิเวศที่หลากหลาย
..
1. ระบบนิเวศพังพินาศ
ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนของจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ทำให้ประเทศไทยบริเวณน้ำโขงได้รับผลกระทบจากการระบายและกักน้ำ ระดับน้ำผันผวนไม่เป็นไปตามฤดูกาล ที่ระบบนิเวศยังไม่ล่มสลายลงเพราะมีเกาะแก่งคอยช่วยเหลือ แต่เมื่อเกาะแก่งแม่น้ำโขงตั้งขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ระหว่างประเทศ จึงกลายเป็นสาเหตุและที่มาโครงการปรับปรุงร่องน้ำโดยใช้วิธีการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขงนั่นเอง โดยเฉพาะ‘แก่งคอนผีหลง’ กลุ่มหินผาบริเวณตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะได้รับผลกระทบโดยตรง หากจะปรับปรุงร่องน้ำเป็นเส้นทางเดินเรือตามโครงการต้องทำการระเบิดแก่งคอนผีหลงทิ้ง ซึ่งบริเวณนี้มีระบบนิเวศหลากหลายนับ 10 ระบบ ทั้ง ผา หาดหิน หาดทราย ห้วย ร้อง หลง หนอง แจ๋ม ดอน ริมฝั่ง และคก ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสำคัญ
.
.
นกหัวโตเล็กขาเหลือง นกอพยพมาทำรังและวางไข่ที่ลุ่มน้ำโขง
นกหัวโตเล็กขาเหลือง นกอพยพมาทำรัง และวางไข่ที่ลุ่มน้ำโขง
.
2. ทำลายบ้านของสัตว์นานาชนิด
การทำลายแก่งคอนผีหลงยังมิใช่จุดจบของวัฏจักรนี้ เพราะระบบนิเวศภายในบริเวณแก่งคอนผีหลง ได้ถูกใช้ประโยชน์เป็นแหล่งอาศัย หากิน ผสมพันธุ์ และเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 430 ชนิดพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิดพันธุ์ นกกว่า 1,200 ชนิดพันธุ์ ปลากว่า 1,100 ชนิดพันธุ์ และมีการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ ทุกปีที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์
..
.
วิกฤตดอนพะเพ็ง
คอนพะเพ็ง มรดกโลกทางธรรมชาติ สปป.ลาว
.
3. วิกฤตคอนพะเพ็ง
การระเบิดแก่งขุดลอดแม่น้ำโขงระหว่างซือเหมาของจีนมายังหลวงพระบาง อาจสร้างความวิบัติต่อ 'คอนพะเพ็ง' มรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ ความสวยงาม ดุดัน เกรี้ยวกราด และยิ่งใหญ่ของสายน้ำสมคำล่ำรือว่าเป็น ไนแองการ่าแห่งเอเชีย คงจะถูกกลืนกินด้วยการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงครั้งนี้เป็นแน่แท้
.
.
แม่น้ำโขง สายน้ำแห่งชีวิต
เกาะแก่งที่กำลังจะถูกระเบิดตามโครงการ เป็นสิ่งที่ช่วยชะลอความรุนแรงของสายน้ำ
.
4. ขาด ‘ตัวช่วย’ ชะลอน้ำ
เนื่องจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงจะทำให้กระแสน้ำไหลแรงและรวดเร็วมากขึ้น เกาะแก่งที่เคยอำนวยประโยชน์ในการชะลอ ซับแรงปะทะของกระแสน้ำที่ไหลหลากของแม่น้้ำโขง ทำให้ (1) แม่น้ำกว้างขึ้น (2) พัดพาตะกอนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำขุ่น (3) พืชเฉพาะถิ่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ (4) ร่องน้ำเปลี่ยน นำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียดินแดน (อ่านต่อข้อ 8)
.
.
สาหร่ายน้ำจืดไก
ชาวบ้านริมฝั่งโขงเก็บสาหร่ายน้ำจืด หรือ ไก เพื่อนำมาประกอบอาหารและหารายได้
.
5. ทำลายพืชพรรณ
การขนส่งและการเดินเรือขนาดใหญ่ (500 ตัน) ยิ่งทวีความรุนแรงของกระแสน้ำโขง ทำลายพืชพรรณ ทั้งบนแก่ง ริมฝั่ง และหาดแม่น้ำโขง ทั้ง 65 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญ อาทิ ไคร้นาค ที่เป็นอาหารของปลากินพืช และ ไก สาหร่ายน้ำจืดเฉพาะถิ่นที่มีอยู่บริเวณช่วงเชียงแสนถึงหลวงพระบาง การดำรงวิถีชีวิตของชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำโขงเป็นไปด้วยความเรียบง่าย พึ่งพาตนเองหากินและสร้างรายได้ด้วยการเก็บพืชผักขาย โดยเฉพาะไกที่สามารถสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวนั่นเอง
.
.
ตลิ่งพัง
ตลิ่งที่เชียงคานพังเป็นแนวยาวตลอดฝั่งโขง
.
6. ตลิ่งพังทลาย
จากการขาดตัวช่วยการชะลอน้ำ นำมาซึ่งผลพวงต่างๆ นาๆ ในหัวข้อนี้หยิบยกเรื่องการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง ความต่อเนื่องของความเสียหายนี้เอง ทำให้ชาวบ้านสองริมฝั่งโขงทั้งประเทศไทยและลาว บ้านริมฝั่งแม่น้ำโขง พืชสวน ไร่นา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตได้รับความเดือดร้อน
....
....
เรามิอาจแยกมนุษย์ออกจาก ‘ธรรมชาติ’ ได้ เพราะเราเองก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมัน จึงไม่อาจปฏิเสธผลกระทบจากการมหกรรมการรุมฉีกทึ้งกัดกินทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มครั้งนี้ได้ แล้วคนที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงก็มีนับล้านชีวิตที่ต้องเผชิญหน้าดิ้นรนกับความโหดร้าย ไม่ต่างอะไรกับการทรมานบีบบังคับให้สัตว์และมนุษย์ที่อาศัยพึ่งพาสายน้ำแห่งชีวิตนี้ ให้ดิ้นรนและตรอมใจตายลงอย่างช้าๆ
.
..
การประมงลุ่มน้ำโขง
ชาวบ้านผู้ทำประมงแม่น้ำโขงถูกริดรอนสิทธิ
.
7. ชาวบ้านขาดอาหาร และรายได้
ไม่นับความเสี่ยงเบื้องต้นที่ได้กล่าวไปแล้ว ผลพวงจากการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญนี้เป็นสายป่านแห่งความพังพินาศที่ทอดยาวมาสู่วิถีชีวิต ปากท้อง และรายได้ของชาวบ้านริมสองฝั่งแม่น้ำโขงของทั้งคนไทยและลาวในด้านการประกอบอาชีพประมง เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีข้อกำหนด ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปทำการที่กีดขวางการเดินเรือพาณิชย์ อาทิ ห้ามวางอวนจับปลาในแม่น้ำโขง ทำให้ชาวบ้านที่ดำรงชีพด้วยการหาปลาประสบปัญหา วิถีชีวิตของชาวบ้านที่พึ่งพาตนเองด้วยการหาอาหารเก็บเกี่ยวหาปลา หาพืชจากแม่น้ำ และปลูกกินริมฝั่งโขง ต้องผิดเพี้ยนไป ใครเล่ารับผิดชอบชีวิตนับล้าน?
.
.
สูญเสียดินแดนไทย
..
8. แบกรับความเสี่ยงในการสูญเสียดินแดนบริเวณหัวขวาน
เนื่องจากสนธิสัญญาฝรั่งเศสใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด เขตแดน ไทย-ลาว หากดำเนินการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงตามโครงการเพื่อปรับปรุงร่องน้ำ การระเบิดแก่งจะส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยน เกาะแก่งบริเวณพรมแดนหายไป เขตแดนจะเปลี่ยนทันที ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณกว้าง การอนุมัติโครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถละเมิดอธิปไตยของไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
.
.
วาทะกรรม “การพัฒนา” ครั้งนี้จะนำไปสู่ผลกระทบที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยการจ่ายค่าตอบแทนด้วยความเสียหายทางธรรมชาติและสิทธิมนุษยชนตลอดสองฝั่งโขงกระนั้นหรือ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการพัฒนาที่ไม่ต่างจากการฆ่าสิ่งแวดล้อมบริเวณสายน้ำแห่งชีวิตให้ตายทั้งเป็น ชวนทิ้งทางด้วยคำถามง่ายๆ ว่าเราสังเวยบรรณาการเหล่านี้เพื่อความสะดวกสบายนี้แด่ใคร?
.
.
หากท่านสนใจสนับสนุนการยุติโครงการด้วยการลงชื่อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตเพื่อนมนุษย์ทั้งริมสองฝั่งแม่น้ำโขงได้ที่ https://goo.gl/3K6ilG
.
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจ เข้าร่วมเวทีเสวนา หัวข้อ เวทีวิพากษ์โครงการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ.2560 เวลา 9.30 – 12.15 น. ณ สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
...
.
เรียบเรียงบทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.
ขอขอบคุณ
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณปลาของประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)
.

Source : https://goo.gl/xJvzBV, https://goo.gl/KO8WDc , https://goo.gl/U142qm

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก

ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก


Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
Click here to see a large version
รูปภาพ ข้อมูลอาเซียน : ตลาดตอนกลางคืนของประเทศสมาชิก
ข้อมูลอาเซียนน่ารู้ เกี่ยวกับธุรกิจการค้าขายภายในประเทศของสมาชิกอาเซียน หรือตลาดตอนกลางคืน (Night Market) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อในอาเซียน ไปดูกันว่าตลาดตอนกลางคืนของแต่ละประเทศสมาชิกจะเป็นอย่างไร
edit : suriya mardeegun

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

พบกับ 5 นักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา กว่าพวกเขาจะไปถึงขั้นนั้นบอกเลยว่าไม่ได้มี ‘ดีแต่พูด’ อย่างเดียวแน่นอน


พบกับ 5 นักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา กว่าพวกเขาจะไปถึงขั้นนั้นบอกเลยว่าไม่ได้มี ‘ดีแต่พูด’ อย่างเดียวแน่นอน


แชแนลยูทูบเผยเรื่องราวของ 5 นักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จัก….กว่าพวกเขาจะมาได้ถึงขั้นนี้บอกได้เลยว่าไม่ได้มีดีแต่พูดอย่างเดียวแน่นอน
วินสตัน เชอร์ชิล : นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีบทบาทสำคัญในการพาชาติให้พ้นหายนะครั้งใหญ่จากการคุกคามของนาซีเยอรมันภายใต้การนับของฮิตเลอร์ เชอร์ชิลได้กล่าวสุนทรพจน์มากมายเพื่อให้กำลังใจประชาชนและทหารอังกฤษที่ทำการรบเพื่อป้องกันประเทศ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้าร่วมสงครามและได้ชัยชนะในท้ายที่สุด
topfive-most-powerful-orators-pics-1

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง : เขาเป็นนักเทศน์ในนิกายแบปทิส ผู้แสวงหาความเท่าเทียมของมนุษย์ และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของคนอเมริกันผิวดำ และเขาได้กลายเป็นนักเรียกร้องสิทธิมนุษย์ชนที่โด่งดังและมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว จนฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจและหาทางกลั่นแกล้งด้วยวิธีต่าง ๆ และ ลูเธอร์ คิง ไม่ยอมแพ้ เขายังคงเดินหน้าต่อสู้ในแบบฉบับของเขาจนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จนทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ในขณะนั้นต้องยอมให้เข้าพบเป็นการส่วนตัว ต่อมา ลูเธอร์ คิง ถูกลอบยิงเสียชีวิต และทุกวันที่ 3 มกราคมของทุกปี กลายเป็นวัน ”มาร์ติน ลูเธอร์ คิง” โดยการรับรองของ ปธน.เรแกน
topfive-most-powerful-orators-pics-2

อดอลฟ์ ฮิตเลอร์ : ไม่ว่าคุณจะศรัทธาหรือเกลียดชังชายคนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ฮิตเลอร์คือนักกล่าวสุนทรพจน์ที่เก่งกาจจนหาตัวจับยาก เขาใช้วาทศิลป์รวบรวมนายทหารฝีมือดีของเยอรมันที่กำลังอ่อนแอให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยสไตล์การพูดที่ดุเดือดและชวนให้ฮึกเหิม ทำให้มีชาวเยอรมันในขณะนั้นจำนวนไม่น้อยที่พร้อมสู้ตายถวายหัวให้กับท่านผู้นำรายนี้ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเยอรมนีต้องพ่ายแพ้ในสงครามก็ตาม
topfive-most-powerful-orators-pics-3

จอห์น เอฟ เคนเนดี้ : ปธน.เคนเนดี้ คือผู้นำรุ่นใหม่ไฟแรง ที่กล่าวกันว่าชาวสหรัฐฯ ในขณะนั้นให้ความนิยมชมชอบไม่น้อย เพราะ ปธน.เคนเนดี้ มักใช้นโยบายทางการทูตนำหน้าการทหาร และพยายามเจรจาหาข้อยุติความบาดหมางระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต แต่น่าเสียดายที่นโยบายของเขาไม่ได้รับการสานต่อให้ลุล่วง เพราะ ปธน.เคนเนดี้ถูกลอบสังหารไปเสียก่อน
topfive-most-powerful-orators-pics-4

เนลสัน แมนเดลา : อดีตประธานาธิบดีและรัฐบุรุษของแอฟริกาใต้ ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ ด้วยเหตุนี้ทำให้แมนเดลาต้องถูกจำคุกอยู่นาน 27 ปี หลังจากพ้นโทษ แมนเดลายังไม่ย้อท้อ เขาเดินหน้าต่อสู้เพื่อคนผิวดำ จนแอฟริกาใต้ได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ และทำให้แมนเดลาได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐบุรุษ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพโลก ก่อนเสียชีวิตในปี ค.ศ.2013 ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของชาวแอฟริกาใต้
topfive-most-powerful-orators-pics-5
ที่มา : WatchMojo.com

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อัตตะปือ หัวใจการเมืองลาวใต้

อัตตะปือ หัวใจการเมืองลาวใต้

อัตตะปือ ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบระหว่างลำน้ำเซกองกับลำน้ำเซกะมาน มีอาณาเขตไม่ไกลจากกัมพูชาและเวียดนาม ภูมิประเทศส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยป่าทึบและเขาสูงที่ทุรกันดาร หากแต่เต็มไปด้วยทองคำและสินแร่นานาชนิด ในบรรดาหัวเมืองลาวใต้ทั้งหมด อาทิ เมืองจำปาสัก เมืองสาละวัน และเมืองโขง อัตตะปือ ถือเป็นนครที่ประกอบไปด้วยชนพื้นเมืองหลากหลายชาติพันธุ์ อาทิ เผ่าเบรา เผ่าละแว เผ่าอาลัก เผ่าส่วย ฯลฯ
ฉะนั้น ปัจจัยทางทรัพยากรและผู้คน จึงเป็นตัวกำหนดให้อัตตะปือกลายเป็นเขตพลวัตทางการเมืองในประวัติศาสตร์ล้านช้าง โดยเฉพาะการลุกฮือของชนพื้นเมืองเพื่อต่อต้านการเก็บส่วยสาอากรจากผู้ปกครองส่วนกลาง
สำหรับที่มาของชื่อ 'อัตตะปือ' เอเจียน แอมอนิเย ในหนังสือเรื่อง บันทึกการเดินทางในลาว ภาคที่หนึ่ง พ.ศ.2438 ได้ให้ความเห็นว่า อัตตะปือ อาจเพี้ยนมาจากภาษาชนเผ่าเบราที่เรียกเมืองนี้ว่า 'อิดกระบือ' ที่แปลว่า มูลควาย โดยอาจเป็นเพราะภูมิสัณฐานตรงจุดสบระหว่างเซกองกับเซกะมาน ที่พบเห็นสันดอนที่เกิดจากการต้อนควายของพ่อค้าเร่จากฝั่งเขมรมาพักไว้ตรงจุดสบก่อนส่งต่อให้พ่อค้าเวียดนาม จนทำให้เกิดสันดอนมูลควายขนาดใหญ่
ขณะที่ ภาษาเขมร ได้เรียกขานดินแดนแถบนี้ว่า 'อักกระไบ' หรือ 'อักกรอเบย' ซึ่งก็มีความหมายในทำนองเดียวกัน ดังนั้น อัตตะปือจึงเป็นเมืองการค้าตอนในที่เต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ตามดินแดนต่างๆ
ในทางประวัติศาสตร์และการเมือง อัตตะปือ เคยเป็นฐานทรัพยากรที่ส่งผลต่อความรุ่งเรืองของราชสำนักล้านช้าง เช่น การร่อนทองคำของชนพื้นเมืองตามลำน้ำต่างๆ เพื่อส่งสายแร่ให้กับชนชั้นสูงและช่างศิลปะเวียงจันทน์ ตลอดจน การคล้องช้างป่าเพื่อส่งเข้ากองทัพหลวง และการเปิดตลาดเมืองอัตตะปือ ซึ่งเต็มไปด้วยการหมุนเวียนไหลบ่าของสินค้าป่านานาชนิด
โดยความสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลให้ราชสำนักเวียงจันทน์ พยายามแผ่อิทธิพลเหนือเจ้าเมืองอัตตะปือเพื่อควบคุมการส่งส่วยแรงงานของชนพื้นเมือง
กระนั้น ด้วยการกดขี่ที่เข้มงวดในบางช่วงสมัย จึงก่อให้เกิดการประท้วงขัดขืนจากชนพื้นเมืองในวงกว้าง ซึ่งเรียกกันว่า 'ข่าขัด' อันเป็นคำที่สะท้อนถึงพฤติกรรมขัดขวางของชนพื้นเมืองหลายๆ เผ่า ที่มักก่อกวนกระบวนการเก็บส่วยของชนชั้นปกครองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ข่มขู่ เข่นฆ่าและไล่จับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมักพบเห็นอยู่บ่อยครั้งตามตะเข็บชายแดนที่ติดกับอาณาจักรเขมรและเวียดนาม โดยเฉพาะที่เมืองอัตตะปือ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะข่าขัดที่รุนแรงอันดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์ล้านช้าง
ส่วนนัยสำคัญของการเมืองอัตตะปือที่มีต่อรัฐสยาม พบว่า ในช่วงที่ราชสำนักล้านช้างเกิดการแยกขั้วทางการเมืองออกเป็นสามศูนย์อำนาจหลัก คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์และ จำปาศักดิ์ ราว ปี พ.ศ.2256 ซึ่งส่งผลให้พระเจ้ากรุงธนบุรีตัดสินใจทำสงครามยึดครองล้านช้างเอาไว้ทั้งหมด อัตตะปือได้ตกเป็นหัวเมืองประเทศราชสยามภายใต้การควบคุมของราชวงศ์จำปาสัก
ทว่า กระบวนการสักเลขและเก็บสวยของสยาม มักจะถูกขัดขวางผ่านการประท้วงก่อหวอดจากชนพื้นเมืองอัตตะปืออยู่เป็นระยะ จนทำให้มีการตั้งหัวเมืองขนาดใหญ่ เช่น อุบลราชธานี เพื่อเพิ่มศูนย์อำนาจปราบปราบการลุกฮือของอัตตะปือ พร้อมโยกเมืองอัตตะปือจากเมืองใต้ราชสำนักจำปาสัก ให้เข้ามาอยู่ใต้วงควบคุมของรัฐบาลธนบุรีโดยตรง
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้เกิดศึกอานามสยามยุทธ์ โดยเป็นการรบพุ่งระหว่างสยามกับเวียดนามบนแผ่นดินส่วนใหญ่ของกัมพูชา อัตตะปือ ได้แปลงสภาพเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่ทำหน้าที่ป้อนเสบียงของป่าให้กับกองทัพสยาม
โดยพบเห็นเส้นทางการค้า 2 สายหลัก ได้แก่ สายที่ผ่านแก่งหลี่ผีแม่น้ำโขง แล้วลงใต้เข้าทะเลสาบเขมร จนไปถึงศรีโสภณ จากนั้น จึงลำเลียงสินค้าไปอรัญประเทศ ผ่านคลองแสนแสบ เข้ากรุงเทพมหานคร ส่วนอีกสาย คือ การใช้เรือลำเลียงจากแม่น้ำโขงเข้าแม่น้ำมูลในเขตเมืองอุบลราชธานี แล้วมาหยุดพักที่โคราช จากนั้น จึงแบ่งเส้นทางลำเลียงออกเป็นสายปักธงชัย กบินทร์บุรี คลองแสนแสบ กับสายสีคิ้ว มวกเหล็ก แก่งคอย ซึ่งอาศัยการล่องเรือผ่านแม่น้ำป่าสักเข้ากรุงเทพ
จากประวัติศาสตร์ที่นำแสดงมา อาจกล่าวได้ว่า อัตตะปือ คือ จุดหัวใจแห่งการเมืองลาวใต้ โดยการแข่งขันครอบครองทรัพยากรเศรษฐกิจ ทั้งที่มาจากกลุ่มอำนาจล้านช้างเวียงจันทน์และสยามธนบุรี-กรุงเทพ ได้ส่งผลให้ชนพื้นเมืองก่อพฤติกรรมลุกฮือปฏิวัติแบบข่าขัดเพื่อต่อต้านอำนาจกดขี่จากภายนอกพร้อมประกันไว้ซึ่งอิสรภาพในบริหารจัดการตนเอง ซึ่งแม้การเคลื่อนไหวของชนพื้นเมืองจะถูกกำราบกดทับจากส่วนกลางอยู่เป็นระยะ หากแต่ พลังทางการเมืองดังกล่าว ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างส่วนกลาง-ท้องถิ่น หรือศูนย์กลาง-ชายขอบ ได้อย่างเด่นชัด จนกลายมาเป็นกรณีศึกษาที่ยังประโยชน์ต่อแวดวงประวัติศาสตร์และการเมืองเอเชียอาคเนย์

suriya mardeegun

"ค่ายวัด" กับ การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา

"ค่ายวัด" กับ การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา







13 December, 2016 - 10:58 
ทฤษฎีว่าด้วยการพังทลายของรัฐอยุธยา ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสทรรศน์หลากหลายระนาบ เช่น หลักเชื้อชาติ/เผ่าพันธุ์นิยม ที่นำเสนอโดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเน้นไปที่ภาพความโหดร้ายป่าเถื่อนของกองทัพพม่าที่ผสมผสานกับการแตกความสามัคคีของคนไทยจนทำให้ต้องเสียกรุงครั้งที่สอง ขณะที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้วิพากษ์ไปที่โครงสร้างรัฐ นั่นก็คือ ปัญหาการเกณฑ์ทัพอันเป็นผลสืบเนื่องจากความหละหลวมของระบบควบคุมไพร่แห่งอาณาจักรอยุธยา ส่วนสุเนตร ชุตินธรานนท์ กลับพุ่งเป้าไปที่ปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการทหาร โดยเฉพาะ ความทนทานของกองทัพพม่าในการรบข้ามฤดูน้ำหลากซึ่งทำให้ทหารอยุธยาต้องจนแต้มในการป้องกันกรุง
หากแบ่งการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์อยุธยาช่วงเสียกรุงครั้งสุดท้ายคร่าวๆ ออกเป็น สำนักชาตินิยม โครงสร้างนิยม และ พิชัยยุทธ์นิยม พบเห็นงานเขียนจากนักวิชาการฝรั่งจำนวนมิน้อยที่จัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันกับข้อโต้แย้งของนิธิและสุเนตร โดยเฉพาะตามหลักยุทธนิยม เช่น หนังสือของ B.J.Terwiel เรื่อง Thailand's Political History: From the Fall of Ayuthaya to Recent Times (2006) ที่แม้ผู้เขียนจะพูดถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการล่มสลายของอยุธยาเอาไว้หลายมิติ หากแต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจุดอ่อนอยุธยาในระดับยุทธวิธีทางทหาร ซึ่ง Terwiel ได้นำเอาภูมิทัศน์ความมั่นคงวัดเข้าไปวางไว้ในปฏิบัติการโจมตีอยุธยาโดยฝ่ายกองทัพพม่า
Terwiel ได้อธิบายว่า กิจกรรมสร้างบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ในสมัยราชวงศ์ปราสาททองและราชวงศ์บ้านพลูหลวง เช่น วัดไชยวัฒนาราม ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของย่านวัดจำนวนมากที่มีลักษณะหันเหออกจากแกนราชธานีอยุธยาตรงเกาะเมือง มิหนำซ้ำ รูปแบบวัดที่เต็มไปด้วยชั้นกำแพงอิฐ ยังทำให้เขตวัดที่กระจายตัวอยู่รอบนอกมีความแข็งแกร่งทนทานใกล้เคียงกับตัวกำแพงพระนครศรีอยุธยา ดังนั้น เมื่อกองทัพพม่าสามารถชิงชัยยึดวัดต่างๆ ได้ทีละเล็กทีน้อยจากทหารอยุธยา พร้อมแปลงสภาพวัดให้เป็นค่ายหรือป้อมทหารพม่า เมื่อนั้นกองทัพพม่าจึงเริ่มเขยิบอยู่ในสภาพได้เปรียบทางการยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็น การปลูกหอรบประชิดเมืองหรือการใช้อิฐวัดเป็นฐานกำบังปืนใหญ่จากอยุธยา
จริงแล้ว ข้อสังเกตของ Terwiel ถือว่าน่าสนใจมิน้อย เพราะช่วงใกล้อวสานกรุงศรีฯ ทหารพม่าได้ล้อมกำแพงเมืองอยุธยาผ่านการประสานโครงข่ายจากป้อมวัดที่มีการชักโยกถ่ายเทกำลังกันไปมา โดยเฉพาะ การกระชับวงล้อมตีกรุงแบบรอบทิศทาง เช่น การยิงปืนใหญ่ถล่มตัวเมืองอยุธยาจากวัดสามพิหาร วัดหน้าพระเมรุ วัดพิชัย วัดไชยวัฒนาราม วัดท่าการ้อง ฯลฯ
ขณะเดียวกัน แม้การใช้ค่ายวัดจะสร้างข้อได้เปรียบให้กับทหารพม่าโดยมิต้องวิเคราะห์หรือใช้หลักฐานสนับสนุนข้อโต้แย้งอะไรมากนัก เพราะถือเป็นธรรมชาติทางการยุทธ์ทั้งนี้เนื่องจากค่ายวัดส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในระยะประชิดกรุงโดยมีแต่เพียงลำน้ำหรือคูเมืองเป็นเส้นแบ่งเขตเท่านั้น ทว่า จากการที่รัฐบาลอยุธยาเริ่มสูญเสียกลุ่มวิสุงคามสีมาจำนวนมากให้กับกองทัพพม่า คงทำให้ทหารอยุธยาเกิดอาการเสียขวัญประหวั่นพรั่นพรึงมิน้อยอันเป็นผลจากการที่เขตศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองได้ถูกศัตรูย่ำยีหรือถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อต่อรบกับฝ่ายตน โดยไม่มีหลักประกันแน่ชัดว่าขวัญเมืองเหล่านี้ ท้ายที่สุดจะยังคงคุ้มครองปกป้องทหารอยุธยาหรือหันไปช่วยข้าศึกกันแน่ นอกจากนั้น การที่ทัพอยุธยาตัดสินใจยิงปืนใหญ่ใส่วัดวาอารามที่ถูกเนรมิตรังสรรค์โดยบรรพบุรุษฝ่ายตน คงจะทำให้เกิดภาวะชะงักงันหรือความรวนเรในการโจมตีเป้าหมายทางการรบอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม หากสืบย้อนไปดูศึกล้อมกรุงศรีฯ ก่อนหน้า ก็พบว่า การตีอยุธยาผ่านระบบค่ายวัด นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เช่น ค่ายวัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดสามพิหาร ที่ล้วนแล้วแต่เคยเป็นที่ตั้งค่ายของทัพพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้/บุเรงนอง พระเจ้าอลองพญา หรือแม้กระทั่ง พระยาละแวกจากกัมพูชา (หรือพูดอีกแง่ คือ ทั้งศึกเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง ศึกสมัยพระมหาธรรมราชาและศึกอลองพญา ล้วนแล้วแต่มีการใช้ประโยชน์จากค่ายวัดทั้งสิ้น) ซึ่งตรงจุดนี้นี่เองที่ Terwiel กลับแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนในสมมุติฐานของเขา ทั้งนี้เนื่องจาก Terwiel ระบุว่าเขาไม่ค่อยแน่ใจจริงๆ ว่าชาวอยุธยาพอจะทราบเรื่องอันตรายจากการปล่อยให้ข้าศึกใช้ประโยชน์จากภูมิทัศน์วัดหรือไม่ เพราะเขารู้สึกฉงนใจว่าทั้งๆ ที่อาจมีผลเสียรุกกระทบตามมา แต่ทำไมรัฐอยุธยาถึงปล่อยให้มีมหกรรมปฏิสังขรณ์วัดจำนวนมาก (ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันแข็งแกร่งดุจป้อมค่าย) ในช่วงปลายอาณาจักร
คำตอบนี้ คิดว่า ผู้ปกครองอยุธยาย่อมประจักษ์ชัดอยู่แล้วเกี่ยวกับพิชัยยุทธ์ล้อมกรุงของข้าศึกผ่านอรรถประโยชน์จากค่ายวัด (ซึ่งคงมีการจดบันทึกหรือบอกเล่าสืบทอดกันมา) เพียงแต่ว่า ความสงบร้างศึกมาร้อยกว่าปีนับแต่ครารัชสมัยพระนเรศวรบวกกับธรรมชาติการขยายตัวของนคราตามกาลเวลา ย่อมทำให้เกิดการผุดตัวขึ้นมาของพระอารามที่กระจายตัวออกไปเรื่อยๆ จากแกนเมืองโดยอัตโนมัติ (บวกกับความมั่นใจของชาวอยุธยาเอง ว่าอย่างไรเสียคงไม่มีศึกใหญ่เข้ามาประชิดกรุงอีกเป็นแน่) แต่อย่างไรก็ตาม หลังการรุกแบบสายฟ้าแลบของศึกอลองพญาที่มีการระดมยิงปืนใหญ่จากวัดหน้าพระเมรุ นับเป็นจุดพลิกผันที่สร้างความตกตะลึงให้กับนักการทหารอยุธยา ซึ่งโชคดีที่องค์ปฐมกษัตริย์คองบองทรงประสบอุบัติเหตุจากการยุทธ์จนต้องเลิกทัพกลับไปก่อน โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังหมดศึกอลองพญาจนกระทั่งถึงศึกเสียกรุงครั้งที่สอง กษัตริย์อยุธยาได้ทำทุกวิถีทางเพื่อวางแนวปะทะผลักพม่าออกนอกกำแพงเมืองโดยอาศัยการตั้งทัพตามวัดต่างๆ เช่น ค่ายเจ้าตากที่วัดพิชัย ทว่า เมื่อท้ายที่สุด ทัพพม่าสามารถขับไล่ทหารอยุธยาออกจากค่ายวัดได้ทั้งหมด จนสามารถตั้งป้อมสวมทับประชิดกำแพงเมืองได้สำเร็จพร้อมกุมชัยชนะในการรบข้ามฤดูน้ำหลาก เมื่อนั้น ทหารอยุธยาจึงเริ่มเห็นลางพ่ายแพ้ทางการยุทธ์อย่างชัดเจน
จากกรณีดังกล่าว จึงนับได้ว่า การประดิษฐ์ปรับแปลงค่ายวัดโดยทหารพม่า ถือเป็นตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อความปราชัยของทัพอยุธยาในศึกอวสานกรุงศรีฯ โดยหากจะใส่ปฏิบัติการยึดค่ายวัดเข้าไปใน Dynamic Tactical Framework หรือ กรอบพลวัตยุทธวิธีช่วงหลังฤดูน้ำหลาก อาจเรียงลำดับการรณรงค์สงครามของทัพพม่าคร่าวๆ ได้ดังนี้
1. ระดมเสบียงและกำลังพลเข้ารุกคืบทำลายฐานทหารอยุธยา
2. ไล่ทัพอยุธยาออกจากค่ายวัดรอบเมือง พร้อมตั้งค่ายใหม่สวมทับเข้าไปในเขตวัดประกอบกับเพิ่มค่ายใหม่ระหว่างวัดเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการลำเลียงพลและขยับวงล้อมกรุง
3. ก่อมูลดินตามค่ายวัดและค่ายอื่นๆ เพื่อระดมยิงทำลายเป้าหมายภายในตัวกำแพงอยุธยา
4. ขุดอุโมงค์เพื่อเผาฐานกำแพงเมือง และ
5. ระดมพลบุกเข้าเมืองเพื่อรบขั้นแตกหัก
จากขั้นลำดับที่นำแสดงมา "Temple Fortress" จึงมีผลต่อการ "Shut Down" กรุงศรีอยุธยาอย่างล้ำลึก

ขอขอบคุณข้อมูล : ดุลยภาค ปรีชารัชช