วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สกุลเงินอาเซียน 10 ประเทศ

สกุลเงินอาเซียน 10 ประเทศ

สกุลเงินอาเซียน และสกุลเงินสมาชิกอาเซียน



          ในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทย และเพื่อนสมาชิกอีก 9 ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะถือเป็นตลาดเดียวกันเช่นเดียวสหภาพยุโรป เนื่องจากเกิดการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนหนึ่งของประคมอาเซียนจึงจำเป็นต้องรู้เรื่องต่าง ๆ ในประเทศสมาชิก ซึ่ง สกุลเงิน ที่ใช้เป็นอีกเรื่องที่เราจำเป็นต้องรู้ 

          สำหรับสกุลเงินที่ใช้กันในหมู่ของประเทศสมาชิกอาเซียน ทางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ยังไม่มีแนวคิดที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันเหมือนกับประชาคมยุโรป เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะประสบปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะและเศรษฐกิจยุโรปที่ เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กรีซและสเปน ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นมีต้นตอมาจากการใช้สกุลเงินร่วมกัน (สกุลเงินยูโร) นั่นเอง

 ส่วนประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ ใช้สกุลเงินดังนี้



1. บรูไน ดารุสซาลาม

ใช้สกุลเงิน ดอลลาร์บรูไน
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์บรูไน = 25.10 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 1 ดอลลาร์บรูไน, 5 ดอลลาร์บรูไน, 10 ดอลลาร์บรูไน, 20 ดอลลาร์บรูไน, 25 ดอลลาร์บรูไน, 50 ดอลลาร์บรูไน, 100 ดอลลาร์บรูไน, 500 ดอลลาร์บรูไน, 1,000 ดอลลาร์บรูไน และ 10,000 ดอลลาร์บรูไน




2. ราชอาณาจักรกัมพูชา

ใช้สกุลเงิน เรียล
อัตราแลกเปลี่ยน 150 เรียล = 1 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 50 เรียล, 100 เรียล, 500 เรียล, 1,000 เรียล, 2,000 เรียล, 5,000 เรียล, 10,000 เรียล, 20,000 เรียล, 50,000 เรียล และ 100,000 เรียล



3. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
ใช้สกุลเงิน รูเปียห์
อัตราแลกเปลี่ยน 1,000 รูเปียห์ = 3.95 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 1,000 รูเปียห์, 2,000 รูเปียห์, 5,000 รูเปียห์, 10,000 รูเปียห์, 20,000 รูเปียห์, 50,000 รูเปียห์ และ 100,000 รูเปียห์



4. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ใช้สกุลเงิน กีบ
อัตราแลกเปลี่ยน 1,000 กีบ = 4.05 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 500 กีบ, 1,000 กีบ, 2,000 กีบ, 5,000 กีบ, 10,000 กีบ, 20,000 กีบ และ 50,000 กีบ




5. มาเลเซีย

ใช้สกุลเงิน ริงกิต
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ริงกิตมาเลเซีย = 10.40 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 1 ริงกิต, 5 ริงกิต, 10 ริงกิต, 20 ริงกิต, 50 ริงกิต และ 100 ริงกิต




6. สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า


ใช้สกุลเงิน จ๊าด
อัตราแลกเปลี่ยน 1 จ๊าด = 5 บาทไทย
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 1 จ๊าด, 5 จ๊าด, 10 จ๊าด, 20 จ๊าด, 50 จ๊าด, 100 จ๊าด, 200 จ๊าด, 500 จ๊าด, 1,000 จ๊าด, 5,000 จ๊าด และ 10,000 จ๊าด




7. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ใช้สกุลเงิน เปโซ
อัตราแลกเปลี่ยน 1.40 เปโซ = 0.78 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 20 เปโซ, 50 เปโซ, 100 เปโซ, 200 เปโซ, 500 เปโซ และ 1,000 เปโซ




8. สาธารณรัฐสิงคโปร์

ใช้สกุลเงิน ดอลลาร์สิงคโปร์
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ = 24.40 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 2 ดอลลาร์สิงคโปร์, 5 ดอลลาร์สิงคโปร์, 10 ดอลลาร์สิงคโปร์, 50 ดอลลาร์สิงคโปร์, 100 ดอลลาร์สิงคโปร์, 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์




9. ราชอาณาจักรไทย

ใช้สกุลเงิน บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 20 บาท, 50 บาท, 100 บาท, 500 บาท และ 1,000 บาท




10. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ใช้สกุลเงิน ด่ง
อัตราแลกเปลี่ยน 900 ด่ง = 1.64 บาทไทย
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน = 100 ด่ง, 200 ด่ง, 500 ด่ง, 1,000 ด่ง, 2,000 ด่ง, 5,000 ด่ง, 10,000 ด่ง, 20,000 ด่ง, 50,000 ด่ง, 100,000 ด่ง, 200,000 ด่ง และ 500,000 ด่ง

          หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 โดยอัตราแลกเปลี่ยนข้างต้นเป็นประมาณการซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
dtn.go.th

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

(เรื่องน่ารู้) 10 อันดับเหตุผลที่เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์

(เรื่องน่ารู้) 10 อันดับเหตุผลที่เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์


หลายคนอาจไม่ชอบวิชาประวัติศาสตร์มากเท่าไรนัก เพราะเห็นว่าเป็นวิชาที่น่าเบื่อหน่าย แต่หารู้ไม่ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้เราได้เปรียบหลายอย่าง ซึ่งมี 10 อันดับดังนี้คือ


Name:  14d86db6be5fa67baa9f1857c1b784fe.png
Views: 1
Size:  113.0 กิโลไบต์

10.ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น


ประวัติศาสตร์สามารถทำให้เรารู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้มากขึ้นและรู้ว่าโลกเราเคยผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง ช่วยให้พวกเราสร้างโลกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนำเอาบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา มาปรับปรุงแก้ไขและก็เรียนรู้ต่อไป ทั้งยังช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ด้วย



Name:  9fe93b45bf295fe30d96d4f645d5e874.png
Views: 1
Size:  80.6 กิโลไบต์

9.ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจประเพณี วัฒนธรรมมากขึ้น


ประวัติศาสตร์ถือเป็นวิชาที่เราต้องเรียนรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความเป็นมาในอดีต โดยเราก็สามารถเรียนรู้ประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆที่ผู้คนทั่วโลกมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งประเพณี วัฒนธรรมที่เราเห็นอยู่จนทุกวันนี้ ล้วนมาจากความเป็นมาในอดีตทั้งนั้น







Name:  1d41d0078d3e3e809d301d13dc18782c.jpg
Views: 1
Size:  30.6 กิโลไบต์

8.ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลง


ประวัติศาสตร์ก็มีความลึกซึ้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ที่ทำให้เรารู้ว่าทุกวันนี้ผู้คนเขามีการเปลี่ยนแปลงกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารคมนาคม ประเทศแต่ละประเทศ โลกของเรา ซึ่งแต่ละคน แต่ละประเทศก็มีประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันออกไป หากว่าเราไม่สนใจในประวัติศาสตร์เลย เราก็ไม่มีทางเข้าใจความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของโลกใบนี้ได้หรอก


Name:  23b4c93edea2dc5c713f4438877056ab.png
Views: 1
Size:  98.1 กิโลไบต์

7.ประวัติศาสตร์ช่วยให้ผู้คนกลายเป็นพลเมืองดีได้


ประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราซึมซับและก็พัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองมากขึ้น จนทำให้เรากลายเป็นพลเมืองนี้ของสังคมและประเทศชาติ ซึ่งเราจะต้องเข้าใจถึงรากฐาน ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ ทำให้เรานำไปปรับปรุงและพัฒนาตัวเองได้อย่างเหมาะสม แน่นอนทำให้เราเข้าใจเรื่องสิทธิ เสรีภาพในประเทศมากยิ่งขึ้นด้วย

Name:  0fdecb07f7ddbf84ab85e0213c7bab9c.jpg
Views: 1
Size:  13.6 กิโลไบต์

6.ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราตัดสินใจอย่างชาญฉลาด


ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราคิด ตัดสินใจได้รอบคอบมากขึ้นโดยดูบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เราต้องดูพฤติกรรมของผู้คนว่าเหตุใดผู้คนถึงมีความคิดแบบนี้ แล้วจากนั้นส่งผลอย่างไรกับผู้คนบ้าง ทำให้เราเรียนรู้พฤติกรรมในอดีตของผู้คนในแต่ละยุค แต่ละสมัย ทั้งยังนำไปประยุกต์ใช้การวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี



Name:  46bc250bd4ada84b2aac1665a66f7331.png
Views: 1
Size:  93.4 กิโลไบต์

5.ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเรียนรู้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้


โลกของเราล้วนมีเหตุการณ์ต่างๆมากมายนับไม่ถ้วนที่พวกเราต้องศึกษา หากเรารู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ ก็จะทำให้เราสามารถคาดการณ์เรื่องราวแต่ละเรื่องได้เป็นอย่างดีว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นได้ วิชาประวัติศาสตร์นี่แหละถือเป็นศาสตร์ที่คาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆได้ดีที่สุดเลยล่ะ



Name:  abc529c43acfac74838e240ecb108e5c.gif
Views: 1
Size:  125.5 กิโลไบต์

4.ประวัติศาสตร์ช่วยให้นักเรียน นักศึกษามีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดีมากขึ้น


ประวัติศาสตร์ทำให้นักเรียน นักศึกษามีพฤติกรรมที่ดีขึ้นได้ ทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองมีความเป็นมายังไง แล้วนำบทเรียนที่ได้เรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และก็รับมือกับอนาคตของตัวเองได้อย่างไร ทำให้นักเรียน นักศึกษาแต่ละคนก็ต่างพากันคำนวณวิถีชีวิตตัวเองทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต เพราะว่าโลกเราเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ซึ่งวิชาประวัติศาสตร์จะช่วยเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี


Name:  9c0ac08b8f0313598bd0b2881adf0c87.png
Views: 1
Size:  111.1 กิโลไบต์

3.ประวัติศาสตร์น่าสนใจกว่าที่เราคิด


จริงๆแล้วประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ประวัติศาสตร์หลายคนมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่หากใครที่ดูภาพยนตร์ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงๆในอดีต ผมเชื่อว่าหลายคนหันมาสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้นกว่าเดิม จนคลั่งไคลไปเลยล่ะ



Name:  07d7bc28784286e03844592a8971b50b.png
Views: 1
Size:  41.3 กิโลไบต์

2.ประวัติศาสตร์จะบอกตัวเราว่า เราเป็นใคร มาจากไหน


ประวัติศาสตร์จะบอกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์ต่างๆและก็การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของตัวเรา การแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันในอดีตจนถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นวิชาที่ทำให้เราเข้าใจจุดกำเนิดความเป็นตัวเราขึ้นมา ช่วยให้เรารู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน มีความเป็นอยู่ทางสังคมและประเพณี วัฒนธรรมอย่างไร มีการสืบทอดกันมาอย่างไร หากเราศึกษาจริงจังก็จะช่วยให้เรากระจ่างเรื่องนี้แน่นอน


Name:  4eec18a61f38db4b78a7e0b1be4b28f8.jpg
Views: 1
Size:  14.1 กิโลไบต์

1.History Repeats Itself !!!


หลายคนก็คงจะเคยได้ยินวลีเด็ดนี้กันบ้างแล้ว และนี่ก็เป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่เราจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง เพราะว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเสมอ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมาและก็นำไปปรับปรุงแก้ไขรับมือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอนาคต หากเราไม่ยอมเรียนรู้ประวัติศาสตร์เลย ก็อาจจะต้องเจอเรื่องราวแย่ๆซ้ำรอยไม่รู้จักจบสิ้น



ผู้เขียน Mr.lawrence10


วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"จีน" ว่าที่มหาอำนาจใหม่ ที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

"จีน" ว่าที่มหาอำนาจใหม่ ที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

สวัสดี เริ่มต้นเดือนใหม่ค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน เพิ่งผ่านพ้นตรุษจีนกันไปหมาดๆ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวไทยเชื้อสายจีน เนื่องจากกลิ่นอายความเป็นจีนยังคงอบอวล สัปดาห์นี้เฟื่องเลยขอพูดถึง “จีน” หน่อยแล้วกันค่ะ
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนเยอะมาก และที่น่ากลัวคือ เขาเก่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ และขยายสรรพกำลังมารุกตลาดต่างชาติเร็วขึ้นเรื่อยๆ เร็วจนบางทีเราไม่ทันได้ตั้งตัว
อย่างในไทยเอง เราคงคุ้นเคยกับการที่คนจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเราอยู่สักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ช่วงปีที่ผ่านมา หากใครได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด “จีน” เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในบ้านเราหลายภาคส่วน การขยายตัวของนักท่องเที่ยวก็ส่วนหนึ่ง ในเชิงธุรกิจ/เศรษฐกิจก็อีกส่วนหนึ่ง และเนื่องจากเฟื่องสนใจเรื่องไลฟ์สไตล์-ไอทีเป็นหลัก จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการนี้ในขนาดมหึมาเช่นเดียวกัน
Alibaba ซื้อ Lazada และ เอา Alipay รุก 7-11
เริ่มจากบริษัท E-Commerce ยักษ์ใหญ่จากจีน นำโดย “แจ็ค หม่า” ผู้โด่งดัง ได้ทุ่มทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ซื้อ Lazada ส่งผลให้ Alibaba สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลลูกค้าของ Lazada ได้ และทำการตลาดได้ง่ายยิ่งขึ้น (เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเคยเป็นลูกค้า Lazada มาบ้าง ประวัติการซื้อทั้งหลายแหล่ตอนนี้ อยู่ในมือพี่แจ็คเรียบร้อยแล้วค่า) สิ่งนี้จะทำให้ Alibaba สามารถขยายตลาดไปได้กว้างขึ้นอีก
© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.จากนั้นไม่นาน เราก็เห็นข่าวคราวความร่วมมือกับ CP All นำ “Alipay” หรือระบบการ “แตะ-จ่าย” ผ่านโทรศัพท์มือถือเข้ามาที่ 7-11 แปลว่าต่อไปนี้ ถ้านักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในไทย ไม่จำเป็นจะต้องแลกเงิน/พกเงินสด/บัตรเครดิต หรือบัตรใดๆ เลยด้วยซ้ำ มีแค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวก็สามารถจับจ่ายใช้สอยของใน 7-11 ได้แล้ว ยังไม่รวมอีกหลายที่ที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวเยอะ อย่างเช่น ที่เชียงใหม่ / Kingpower/ หรือ Asiatique (ป้ายฟ้าๆ ภาษาจีนรัวๆ ลองสังเกตดู จะเห็นว่ามีเยอะมากค่ะ!)
ถามว่าการเริ่มผูกขาดการจ่ายเงินแบบนี้ นอกจากช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวจีนแล้ว ยังมีข้อได้เปรียบอะไรอีกบ้าง? มีแน่นอนค่ะ เพราะระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้สามารถเก็บประวัติ/ข้อมูลการซื้อของลูกค้าได้ละเอียดทีเดียว และสามารถนำไปทำการตลาดต่อได้ และในยุคที่คนจีนเข้ามาทำธุรกิจกับเรามากขึ้นๆ ทุกวันเช่นนี้ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับคนจีน และสุดท้ายเราอาจจะคุ้นชินกับการใช้ Alipay ซึ่งก็สะดวกจริงๆ นั่นแหละค่ะ
Tencent ซื้อ Sanook และ Ookbee
ถ้าคุณคิดว่า Alibaba ใหญ่แล้ว ขอแนะนำให้รู้จักอีกหนึ่งยักษ์ด้านไอทีของจีน “Tencent” เคยรุกตลาดไทยด้วยบริการ QQ และ WeChat มาก่อน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก.. แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุด ถือว่าน่ากลัวทีเดียว เพราะ Tencent ได้เข้าซื้อ sanook.com เว็บไซต์ท่าท็อป 3 ของประเทศไทย และรวมถึงบริการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งน้องใหม่มาแรงแซงทุกเจ้าอย่าง “Joox” ด้วย ถึงกับเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ เป็น บริษัท เทนเซ็นต์ ประเทศไทย (จำกัด) เลยทีเดียว
© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.เท่านั้นยังไม่พอ Tencent ยังได้ลงทุนใน “Ookbee” บริษัทสตาร์ตอัพยักษ์ในไทย หลายคนอาจเข้าใจว่า Ookbee เป็นเพียงแค่แอปอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ค่ะ ในเครือ Ookbee ยังมีธุรกิจลูกอีกหลายตัวที่เน้นให้บริการแพลตฟอร์มที่เป็น UGC (User Generated Content) หรือที่ให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาแบ่งปันเนื้อหา/เรื่องราวต่างๆ ของตัวเอง คือ Storylog, Fictionlog, Fungjai, Thunwalai และ Ookbee Comics ที่หลายคนน่าจะผ่านตากันมาบ้าง
การเข้าลงทุนครั้งนี้ จะทำให้จีนเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่มากๆ ในไทย เพราะทั้ง Sanook และ Ookbee ก็เป็นบริษัทไอทีที่อยู่กับคนไทยมานาน มีข้อมูล มีความรู้/ความเข้าใจพฤติกรรมคนไทยเป็นอย่างดี
มือถือจีนมาแรง
ไม่เพียงเท่านี้ วงการมือถือก็ดุเดือดไม่แพ้กัน สังเกตได้ว่าเมื่อ iPhone เริ่มดร็อป Samsung มีข่าวระเบิด แบรนด์มือถือจีนทั้งหลายต่างเฉิดฉาย ดันโฆษณา ดึงพรีเซนเตอร์ตัวท็อปๆ มาร่วมงานทั้งนั้น Oppo ใช้ใหม่ ดาวิกา/ Vivo ใช้อั้ม พัชราภา/ ZTE ใช้มาริโอ้ /Huawei ใช้ มิว นิษฐา และยอดขายมือถือเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คนเริ่มเทใจมาให้มากขึ้น สนใจขึ้น ไว้วางใจสินค้าจากจีนขึ้น
จากทั้งหมดทั้งมวลนี้ น่าคิดมากๆ ว่า “จีน” ซึ่งมีประชากรมหาศาล และพลังเต็มสูบขนาดนี้ กำลังจะก้าวมาเป็นมหาอำนาจใหม่อย่างเต็มตัว แทนสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีนโยบายปิดประเทศค่อนข้างชัดเจน
ใครที่เคยตื่นเต้นกับอเมริกา อยากให้ลองมองยักษ์ใหญ่ใกล้ตัวอย่างจีนมากกว่า ว่า “ภายใต้คลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คุณอยู่ตรงไหนของสายน้ำ?”


© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

น้ำโขงลดพระธาตุกลางน้ำโผล่ ชาวหนองคายจัดงานสมโภช-งานบุญเดือน 3 ถวายเป็นพุทธบูชา

น้ำโขงลดพระธาตุกลางน้ำโผล่ ชาวหนองคายจัดงานสมโภช-งานบุญเดือน 3 ถวายเป็นพุทธบูชา

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเย็นวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่ลานวัฒนธรรม ชุมชนวัดธาตุ ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย นายกำภล เมืองโคตร นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสมโภชองค์พระธาตุกลางน้ำหรือพระธาตุกลางน้ำและงานบุญเดือน 3 ประจำปี 2560 ที่เทศบาลเมืองหนองคาย ร่วมกับชุมชนวัดธาตุ และชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย จัดให้มีขึ้น เพื่อถวายองค์พระธาตุฯและถวายเป็นพุทธบูชา

พระธาตุกลางน้ำหรือพระหล้าหนอง เป็นพระธาตุที่หักพังอยู่กลางลำน้ำโขง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฝ่าพระบาทเก้าพระองค์ ตามตำนานอุรังคธาตุ ตามหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาค 70 บันทึกไว้ว่า พระธาตุเมืองหนองคายได้พัง เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีพุทธศักราช 2390 และปัจจุบันตลิ่งได้ถูกน้ำโขงกัดเซาะจนไปอยู่กึ่งกลางแม่น้ำโขง

การที่องค์พระธาตุจมลงในแม่น้ำโขง เทศบาลเมืองหนองคาย จึงร่วมกับชาวหนองคาย จัดทำโครงการก่อสร้างองค์พระธาตุกลางน้ำจำลอง และบรรจุชิ้นส่วนพระธาตุองค์จริงเข้าไปไว้ข้างใน และปรับปรุงสภาพแวดล้อมริมฝั่งแม่น้ำโขงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พร้อมทั้งได้ก่อสร้างเขื่องป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำโขงกัดเซาะจนพังทลายอีก

พระธาตุกลางน้ำ เป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคายและชาวลาว ในแต่ละปีชุมชนวัดธาตุ และชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย ร่วมกับเทศบาลเมืองหนองคาย พร้อมใจจัดงานเกี่ยวกับพระธาตุกลางน้ำขึ้นทุกปี คือประเพณีบุญเดือน 3 วันมาฆบูชา, งานประเพณีบุญบั้งไฟเดือน 6, พิธีบวงสรวงองค์พระธาตุฯ และการแข่งขันเรือยาววันออกพรรษา

งานสมโภชองค์พระธาตุกลางน้ำ ที่จะขึ้นครั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมหลายกิจกรรม ประกอบด้วย พิธีห่อองค์พระธาตุฯ, พิธีบวชชีพราหมณ์, พิธีเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุฯ, การจัดขบวนแห่พานบายศรีจากชุมชนต่างๆ, พิธีรำบวงสรวงองค์องค์พระธาตุ และยังมีมหรสพสมโภชตลอดคืน ซึ่งงานจะมีไปจนถึงวันที่ 11 ก.พ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำโขงที่จังหวัดหนองคาย วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ อยู่ที่ระดับ 1.32 เมตร และยังมีแนวโน้มลดลง ซึ่งถือว่ามีรับที่ต่ำ จนทำให้ขณะนี้บริเวณชุมชนวัดธาตุ เขตเทศบาลเมืองหนองคาย สามารถมองเห็นส่วนฐานพระธาตุกลางน้ำที่ล้มตะแคง จากน้ำโขงกัดเซาะตลิ่งเมื่อครั้งอดีต ได้มากกว่า 5 เมตรแล้ว ชาวบ้านได้นำผ้าไปห่ม นำธงหลากสีและธงชาติไปปักตรงฐานของพระธาตุกลางน้ำที่โผล่ เพื่อเป็นการสักการะ และเป็นสัญลักษณ์ให้มองเห็นชัดเจน
จากการที่พระธาตุกลางน้ำโผล่ขึ้นมาเหนือแม่น้ำโขง ทำให้ขณะนี้ในแต่ละวันจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งในจังหวัดหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดินทางมานมัสการและชมพระธาตุกลางน้ำ เป็นจำนวนมาก
ซึ่งส่วนใหญ่ล่องเรือไปนมัสการและชมพระธาตุกลางน้ำอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีประชาชนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดในภาคอีสาน นำอัฐิญาติพี่น้อง มาลอยอังคารในแม่น้ำโขง ใกล้ๆ กับพระธาตุกลางน้ำ เป็นจำนวนมาก ขณะนี้ชาวชุมชนวัดธาตุ นำเรือมาไว้ให้บริการสำหรับประชาชนนักท่องเที่ยวที่ต้องการล่องเรือไปกราบไหว้ขอพรจากองค์พระธาตุอย่างใกล้ชิดกลางแม่น้ำโขง รวมทั้งลอยอังคาร พร้อมจัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไว้ให้ คิดอัตราค่าบริการกรณี 10 คนขึ้นไป คนละ 20 บาท แต่หากคนน้อยต้องเหมาลำเรือ 200 บาท

สุริยา มาดีกุล

คนเชียงของแห่ลงชื่อค้านระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ร่วมปักธงชัยงาน “ฮอมบุญ ฮอมปอย”

คนเชียงของแห่ลงชื่อค้านระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ร่วมปักธงชัยงาน “ฮอมบุญ ฮอมปอย”


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 ก.พ. ที่ท่าเรือผาถ่าน ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จ.เชียงราย เครือข่ายภาคประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรม “ฮอมบุญ ฮอมปอย หยุดระเบิดแก่งแม่น้ำโขง” เพื่อรณรงค์ต่อต้านโครงการปรับปรุงร่องแม่น้ำโขงหรือการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงที่ดำเนินการโดยประเทศจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในงานนั้นเครือข่ายภาคประชาชนเปิดซุ้มรับลงชื่อคัดค้านการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง โดยมีประชาชนให้ความสนใจร่วมลงชื่อจำนวนมาก ทั้งยังมีการติดป้ายคัดค้านการระเบิดแม่น้ำโขงทั้งภาษาไทย จีน ลาว อังกฤษ บริเวณท่าเรือ เช่น ป้ายที่มีข้อความว่า “ฮอมบุญ ฮอมปอย” “หยุดระเบิดแก่งแม่น้ำโขง” “ปกป้องแม่น้ำเพื่อมนุษยชาติ” ฯลฯ

อีกทั้งมีนิทรรศการภาพวาดและภาพถ่ายหลายมุมมองที่เกี่ยวกับ ความอุดมสมบูรณ์ ความสวยงาม และกิจกรรมต่างๆที่สื่อความหมายถึงการอนุรักษ์แม่น้ำโขง พร้อมมีเวทีการแสดงทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น ขับซอโดยวงแม่ทองสร้อย การแสดงดนตรีของวงหลืบผา กิจกรรมพื้นเมืองโดยชาวลาหู่ เป็นต้น โดยมีนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เป็นผู้นำจัดกิจกรรมที่สำคัญอย่าง เช่น ทำพิธีกรรมเลี้ยงเจ้าพ่อผาถ่าน และปักตุงไจย (ธงชัย) เพื่อประกาศปกป้องน้ำโขง ทั้งนี้ ในระหว่างจัดกิจกรรม ทางคณะผู้จัดงานได้เปิดเวทีให้ตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ขึ้นประกาศเจตนารมณ์ และแสดงความคิดเห็นต่อโครงการระเบิดแก่งน้ำโขง ต่อเนื่อง

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า งานครั้งนี้ประชาชนที่ให้ความร่วมมือทุกคน คือผู้นำเปิดกิจกรรม คือผู้มีส่วนร่วมปกป้องแม่น้ำโขงที่มีประชาชนเป็นเจ้าของคน 60 ล้านคน งานวันนี้ไม่ใช่งานวันแรกหรือวันสุดท้ายของการต่อสู้ภาคประชาชน แต่เป็นอีกวันที่น่าจดจำเหมือนอดีตที่ผ่านมา และในอนาคตที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นขอบคุณน้ำใจจากทุกท่านที่มาร่วมงานฮอมบุญ ฮอมปอยฯ ด้วย ขอให้ทุกคนพึงรู้ไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เรามีความเข้มแข็งใครก็ทำลายเราไม่ได้

นายเตชพัฒน์ มโนวงศ์ เลขาธิการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง นำอ่านแถลงการณ์ในเวทีมีเนื้อหาโดยสรุปว่า โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงระยะที่ 2 เพื่อเปิดทางให้เรือจีนเข้ามาในลาวนั้น ไม่ได้ส่งผลต่อแม่น้ำโขงอย่างเดียวแต่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำอิง ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำโขง หากระดับน้ำโขงไม่ขึ้นสูงสุดจะไม่มีน้ำไหลเข้าไปในแม่น้ำสาขาเลย พันธุ์ปลา พืชพันธ์ต่างๆต่างที่เกิดขึ้นในแม่น้ำอิงก็จะโดนทำลายไปด้วย และระดับน้ำที่กล่าวนี้จะส่งกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนที่พึ่งพาอาศัยแม่น้ำอิงด้วย สภาประชาชนลุ่มน้ำอิงจึงไม่เห็นด้วยกับการระเบิดแก่งน้ำโขง

ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยได้ให้ความเห็นว่า การต่อต้านการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงนั้นกระทำโดยผู้ไม่หวังดีก็ตาม แต่เมื่อไม่นานมานี้ตนได้พบกับปลัดกระทรวงมหาดไทย และชี้แจงไปแล้วว่า การคัดค้านการระเบิดแก่งเป็นพลังบริสุทธิ์โดยภาคประชาชน ซึ่งปรารถนาจะปกป้องแม่น้ำโขงอันเป็นทรัพยากรของทุกคน และกสม.เองได้รับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาชนไว้แล้วเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2560 และกสม.จะเร่งนำเรื่องเข้าที่ประชุมของอนุกรรมการด้านทรัพยากรฯ โดยจะเชิญตัวแทนทุกฝ่ายเข้าชี้แจง อาทิ กรมเจ้าท่า และทางภาคท้องถิ่นเข้าร่วม เร็วๆนี้
“เชื่อเลยนะคะว่าประชาชนไม่มีเจตนารมณ์ใดๆที่ไม่ดี แต่ห่วงเรื่องทรัพยากร เท่านั้นและการกระทำของทุกคนในวันนี้ คือทำตามสิทธิประชาชนในรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งเรื่องระเบิดแก่งนี้ เมื่อครั้ง กสม.ชุดแรกเข้ามาทำงานก็ได้จดทำรายงานพิจารณาข้อเท็จจริงไว้และทราบว่า คณะรัฐมนตรียุคนั้นรับทราบแล้วว่าโครงการยุติไปแล้ว แต่เมื่อปีที่แล้วเดือนธันวาคมที่ผ่านมากลับมีมติ คณะรัฐมนตรีรอบใหม่ว่าให้ศึกษาโครงการอีกครั้ง ก็เข้าใจดีว่าประชาชนกังวลและตระหนกในปัญหาไม่น้อย อย่างไรขอให้กำลังใจทุกคนในวันนี้และขอให้ทำหน้าที่ของพลเมืองต่อไป” นางเตือนใจ กล่าว
ขณะที่ นายประนอม เจิมชัยภูมิ ประธานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การระเบิดแก่งน้ำโขงไม่ได้ทำลายแค่ทรัพยากรเท่านั้น แต่ทำลายเศรษฐกิจฐานรากด้วย และเป็นการเปิดทางให้ประเทศจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางการเมือง การทหาร และยึดอำนาจเศรษฐกิจของไทย
“จีนต้องการระบายสินค้าจากประเทศเพื่อสร้างรายได้เข้าบ้านตัวเอง ถามว่าคนไทยได้อะไรบ้าง เราไม่มีได้เลย มีแต่เสียกับเสีย ทีนี้ถ้าถามว่าทำไมเราต้องคัดค้านตั้งแต่ระดับการศึกษาข้อมูล ก็เพราะว่าประวัติศาสตร์สอนเราให้รู้ว่า รัฐบาลไทยไม่ว่าจะศึกษาอะไรก็ตาม โครงการใดก็ช่าง คำตอบชัดเจนของการศึกษา คือ ต้องศึกษาให้ผลออกมาดี เหมาะสม ถูกต้อง อย่างการศึกษาระเบิดแก่งนี้เรารู้อยู่แล้วว่าผลออกมามันจะต้องให้คำตอบว่า น่าจะระเบิด ไม่มีทางจะเป็นอื่นแน่ๆ การศึกษาความเป็นไปได้ การเอาเรือมาสำรวจจึงเท่ากับว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมการระเบิดแก่งน้ำโขงเท่านั้นเอง” นายประนอม กล่าว
นายประนอม กล่าวด้วยว่า จากนี้ถ้าประชาชนอยากเห็นชุมชนยั่งยืน ต้องมีส่วนร่วม ในทุกกระบวนการ สำหรับความเห็นส่วนตัวในเรื่องนี้ไม่ขออ้างในฐานะสภาฯ คิดว่า ปัจจุบันนี้เราฝากความหวังกับรัฐบาลยุคนี้ไม่ได้ เพราะตัวอย่างมันเห็นชัดเจน เช่น ความพยายามของ ประชาชนในหลายพื้นที่ที่อยากจะมีส่วนร่วมรักษาป่า แต่รัฐบาลไม่ให้โอกาส มีแต่จะปิดทางการมีส่วนร่วมเสมอ เห็นชัดหลายประเด็นแล้วว่ารัฐบาลไล่บดขยี้พี่น้อง จนทนทุกข์ระทม อย่างมาก
ดังนั้น ความหวังในการฟื้นฟูชีวิตวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น ต้องเริ่มจากประชาชนตัวเล็กเท่านั้น สำหรับสภาฯ เองเคยมีฉันทามติแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ว่า โครงการต่างๆที่ทำโดยทุนใหญ่ของประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะทำลายแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน การระเบิดแก่งฯลฯ เราไม่เอาและไม่เห็นด้วย ซึ่งล่าสุดข่าวดีเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าสถานศึกษาในจังหวัดเชียงราย โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงประกาศชัดเจนแล้วว่า ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับโครงการศึกษาการระเบิดแก่งแน่นอน

สุริยา มาดึกุล

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวสปป.ลาว

ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวสปป.ลาว

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือเรียกสั้นๆ แบบคุ้นปากว่า ลาว ประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งได้รับความนิยมไม่น้อยในหมู่คนไทยอย่างพวกเรา แม้ภาษาและวัฒนธรรมบ้านเราบ้านเขาจะใกล้เคียงกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถเดินเข้าออกประเทศเขาได้อย่างย่ามใจ บางอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจได้เข้าไปนอนเล่นในคุกลาวแบบฟรีๆ ศึกษาไว้บ้างก็ดี 

ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวลาว

ประเทศไทยเราสามารถเดินทางเข้า สปป.ลาว ได้ที่ด่านพรมแดน 5 จังหวัด ดังนี้
ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวลาว
1. จังหวัดเชียงราย (เชียงของ – ห้วยทราย)
2. จังหวัดหนองคาย (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว – นครหลวงเวียงจันทน์)
3. จังหวัดนครพนม – ท่าแขก
4. จังหวัดมุกดาหาร – สะหวันนะเขต
5. จังหวัดอุบลราชธานี (ด่านช่องเม็ก – วังเต่า)

บุคคลที่ถือสัญชาติไทย สามารถเดินทางไป สปป.ลาว ได้โดย

Laos-tips
1. หนังสือเดินทาง (Passport) สามารถเดินทางเข้า- ออก สปป.ลาว ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า และอยู่ในสปป.ลาว ได้ 30 วัน
2. บัตรผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Border pass) สามารถเดินทางเข้าสปป.ลาว เฉพาะในเขตนครหลวงเวียงจันทน์เท่านั้น และ อยู่ได้ครั้งละ 3 วัน 2 คืน
เอกสารที่ใช้ทำบัตรผ่านแดน
– สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง จำนวน 1 ใบ
– เด็ก ใช้สำเนาสูติบัตร หรือสำเนาทะเบียนบ้าน
– รูปถ่ายขนาด 1 หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

การนำรถยนต์เข้าไป สปป.ลาว

ข้อควรรู้ก่อนไป เที่ยวลาว
สามารถนำรถยนต์ข้ามพรมแดนไปยัง สปป.ลาวได้ โดยต้องมีเอกสารที่ใช้ในการเดินทางดังนี้
1. หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ (เล่มสีม่วง) และเครื่องหมายแสดงประเทศ (T)
2. กรมธรรม์ประกันภัยบุคคลที่สาม (ของ สปป.ลาว) มีจำหน่าย ณ จุดชาย
3. ใบอนุญาตขับรถที่ยังไม่หมดอายุ ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ (สำหรับผู้ขับรถ)
ขั้นตอนการนำรถยนต์เข้าไปใน สปป.ลาว
ขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ (เล่มสีม่วง) ต้องเตรียมหลักฐานต่อไปนี้
– สำเนาหนังสือแสดงการจดทะเบียน หรือใบคู่มือการจดทะเบียนรถที่ไม่ค้างชำระภาษีประจำปี
– สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
– หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถไม่สามารถมาดำเนินการได้ด้วยตัวเอง)
*** สามารถยื่นขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศและขอรับการแปลใบอนุญาตขับรถเป็นภาษาอังกฤษ ได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคาย ต.หนองกอมเกาะ อ.เมือง จ.หนองคาย โทร. 0-4242-1473
*** หมายเหตุ
1.การนำรถเข้าไปใน สปป.ลาวนั้น จะอยู่ในประเทศลาวไม่เกินกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาต
2.การเดินทางข้ามพรมแดนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการตรวจคนเข้าเมืองและกฎหมายศุลกากร
3.การนำรถเข้าไปยัง สปป.ลาว จะต้องทำกรมธรรม์ประกันภัยบุคคลที่สาม (ของ สปป.ลาว)
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
กองกำกับการด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย โทร.0-4242-0242
จุดตรวจสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ขาเข้า โทร. 0-4242-0243
จุดตรวจสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ขาออก โทร. 0-4242-0244
จุดตรวจท่าเสด็จ โทร. 0-4241-1154
หมวดงานบริการ โทร. 0-4241-2089
……………………  ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

สกุลเงิน

เที่ยวลาว เงินกีบ
สกุลเงินลาว เรียกว่า “กีบ” ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 500 กีบ, 1,000 กีบ, 2,000 กีบ, 5,000 กีบ, 10,000 กีบ, 20,000 กีบ, และ 50,000 กีบ ปกติแล้วรัฐบาลห้ามใช้เงินสกุลอื่นในการซื้อขายสินค้าและบริการ แต่โดยทั่วไป บริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งหลาย ยินดีรับเงินเหรียญสหรัฐ และเงินบาทของไทยเรา แต่รับเป็นแบงค์เท่านั้นนะ เหรียญเก็บไว้ยอดกระปุกได้เลย เพราะประเทศลาวยกเลิกการใช้เหรียญไปแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถแลกเงินกีบได้ที่ธนาคาร หรือตามร้านค้าทั่วไป ในกรณีที่ท่านต้องการใช้บัตรเครดิต สามารถใช้ได้ตามโรงแรมใหญ่ๆ ทั้งในเวียงจันทน์และหลวงพระบาง
……………………  ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

การเดินทางท่องเที่ยว

ทางบก สถานีรถโดยสารมีศูนย์กลางอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ใกล้กับตลาดเช้า และสายเหนืออยู่ที่ ถนนเต้สอง สายใต้ อยู่หลัก6 ถนนหมายเลข 13 ใต้
ทางเรือ แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางสัญจรที่สำคัญทางหนึ่งของ ประเทศลาว นอกจากจะใช้ขนส่งสินค้าแล้วยังมี เรือโดยสาร ไว้บริการตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ ตั้งแต่เหนือสุดที่ห้วยทราย หลวงพระบาง เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต ปากเซ จำปาสัก
ทางอากาศ ลาวมีเที่ยวบินภายในประเทศ ในหัวเมืองใหญ่ ๆ ติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท การบินลาว
02 PANGKHAM STREET, P.O BOX 6441
TEL : ( 856- 21 ) 212057
FAX : ( 856 21 ) 212065
URL : www.laoairlines.com
……………………  ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

แหล่งชอปปิ้ง

Laos-tips
ตลาดเช้า เปิดขายตั้งแต่ 07.00 น. – 16.00 น. ที่ชื่อตลาดเช้าเพราะเมื่อก่อนเปิดขายเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายชนิด ทั้งสินค้าพื้นเมือง และจากต่างประเทศ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าซิ่น เครื่องเงิน ไม้แกะสลัก เครื่องจักสาน งานฝีมือต่างๆ
ตลาดจีน หรือ ตลาดแลง ตลาดหนองด้วงก็นิยมเรียกกัน เป็นจำหน่ายสินค้าจากประเทศจีน อาทิ กระเป๋าแบนด์เนม ของดียี่ห้อดัง เครื่องใช้ไฟฟ้า ของที่ระลึก เสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมไปทั้งอาหารและเครื่องเทศที่นำเข้าจาก ประเทศจีนโดยตรง
ตลาดขัวดิน เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าของสดที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ เช่นเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ กุ้งหอย ปู ปลา และสินค้าอื่น ๆ ที่ชาวบ้านสามารถสรรหาได้ มาวางจำหน่าย
……………………  ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว  ……………………

ข้อควรทราบและปฏิบัติเกี่ยวกับ สปป.ลาว

Do Not Symbol Clip Art
1. ควรระมัดระวังหัวข้อสนทนา ควรหลีกเลี่ยงหัวข้อที่เกี่ยวกับการหมิ่นเหม่ต่อการกระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ฟัง เช่น การนำความแตกต่างทางภาษา วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมมาเปรียบเทียบหรือล้อเลียนในเชิงตลกขบขัน (มีหลายกรณีที่คนได้ได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดจากสื่อบันเทิงเกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาลาวหรือชื่อภาพยนตร์) รวมทั้งงดเว้นการแสดงความคิดเห็นแบบชาตินิยมที่อาจนำไปสู่การโต้เถียงในประเด็นละเอียดอ่อน เช่น ประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง
2. ควรเข้าใจว่า สปป.ลาว มีมาตรฐานการดำเนินชีวิต วัฒนธรรมประเพณีในแบบฉบับของชาวลาว การได้มาเยือนถือเป็นโอกาสอันดี จึงควรทราบและปฏิบัติตามกฏหมายและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวลาว เช่น ควรแต่งกายให้เหมาะกับกาลเทศะ โดยเฉพาะเมื่อไปสถานที่ทางศาสนาและสถานที่ราชการ ควรแสดงความเคารพและกล่าวถึงบุคคลสำคัญของลาวที่ชาวลาวเคารพยกย่องอย่างเหมาะสม
3. ห้ามพักค้างคืนที่บ้านคนลาวโดยไม่แจ้งต่อนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ก่อน และการมีเพศสัมพันธ์กับคนลาวที่ไม่ใช่คู่สมรสเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากละเมิดจะถูกกักตัวจนกว่าจะนำเงินมาจ่ายค่าปรับขั้นต่ำ ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และถูกส่งกลับประเทศ จึงต้องระวังและหลีกเลี่ยงหากมีการชักชวนให้ไปท่องเที่ยวและซื้อบริการที่ผิดกฏหมายและศีลธรรมอันดี
4. กิจกรรมที่ห้ามทำ ได้แก่ ห้ามถ่ายภาพสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น ค่ายทหาร สถานีเรดาร์ หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีโดยมีโทษทั้งจำและปรับ คนไทยมักถูกจับกรณีถ่ายรูปสถานที่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐบาลลาวมาแล้ว ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
……………………………………………..
ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวลาว
ที่มา : http://www.laos-discovery.com / http://www.mfa.go.th

เรียนรู้ศัพท์ ภาษาลาว

สุริยา มาดีกุล 



วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

8 ผลกระทบการระเบิดเกาะแก่ง "แม่น้ำโขง"

8 ผลกระทบการระเบิดเกาะแก่ง "แม่น้ำโขง"


อีเมล
ชำแหละ 8 ผลกระทบการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

หรือเราจำเป็นต้องไขว่คว้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ตรงหน้า แล้วพราก 'ลมหายใจลุ่มน้ำโขง' ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพลำดับต้นๆ ของโลก ที่มีทั้งพืชพรรณ สิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ใต้น้ำ สัตว์บนบก นกนานา และวิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนของชุมชนสองฝั่งโขง กว่า 60 ล้านคน


เนิ่นนานมาแล้วมนุษย์เราหยิบยืมพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติมาใช้งาน ดูแลบ้าง ปล่อยปละละเลยบ้าง ศักราช 2560 นี้ถึงวาระของ "แม่น้ำโขง" ตกเป็นเป้าของวาทกรรมกระบวนการหลับหูหลับตาพัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิบัติการเสียสละ (คน) ส่วนน้อยและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เพื่อส่วนร่วม (?) อาจฟังเป็นเรื่องไกลตัวของคนนอกลุ่มน้ำโขง แต่อย่างหลงลืมว่ากระแสน้ำนอกจากจะซัดคลื่นออกจากฝั่งแล้ว ยังซัดกลับเข้ามาหาชายฝั่งเช่นกัน ผลกระทบจากการกลืนกินธรรมชาติก็ไม่ต่างกันนักทั้งที่ปัจจุบันมีถนนเชื่อมสู่จีนอยู่แล้ว แต่จีนเลือกที่จะนำเรือใหญ่ล่องมาเรือจากท่าเรือซือเหมาของจีน ผ่านจังหวัดเชียงรายไปหลวงพระบาง ประเทศลาว เพราะเสียต้นทุนน้อยที่สุด ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจครั้งนี้ จะนำมาซึ่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำโขงอย่างไรบ้าง

1. ระบบนิเวศพังพินาศ

ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนของจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ทำให้ประเทศไทยบริเวณน้ำโขงได้รับผลกระทบจากการระบายและกักน้ำ ระดับน้ำผันผวนไม่เป็นไปตามฤดูกาล ที่ระบบนิเวศยังไม่ล่มสลายลงเพราะมีเกาะแก่งคอยช่วยเหลือ แต่เมื่อเกาะแก่งแม่น้ำโขงตั้งขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ระหว่างประเทศ จึงกลายเป็นสาเหตุและที่มาโครงการปรับปรุงร่องน้ำโดยใช้วิธีการระเบิดกาะแก่งแม่น้ำโขงนั่นเอง โดยเฉพาะ ‘แก่งคอนผีหลง’ กลุ่มหินผาบริเวณตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะได้รับผลกระทบโดยตรง หากจะปรับปรุงร่องน้ำเป็นเส้นทางเดินเรือตามโครงการต้องทำการระเบิดแก่งคอนผีหลงทิ้ง ซึ่งบริเวณนี้มีระบบนิเวศหลากหลายนับ 10 ระบบ ทั้ง ผา หาดหิน หาดทราย ห้วย ร้อง หลง หนอง แจ๋ม ดอน ริมฝั่ง และคก ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสำคัญ

2. ทำลายบ้านของสัตว์นานาชนิด

การทำลายแก่งคอนผีหลงยังมิใช่จุดจบของวัฏจักรนี้ เพราะระบบนิเวศภายในบริเวณแก่งคอนผีหลง ได้ถูกใช้ประโยชน์เป็นแหล่งอาศัย หากิน ผสมพันธุ์ และเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 430 ชนิดพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิดพันธุ์ นกกว่า 1,200 ชนิดพันธุ์ ปลากว่า 1,100 ชนิดพันธุ์ และมีการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ ทุกปีที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์

3. วิกฤตคอนพะเพ็ง

การระเบิดแก่งขุดลอดแม่น้ำโขงระหว่างซือเหมาของจีนมายังหลวงพระบาง อาจสร้างความวิบัติต่อ คอนพะเพ็ง มรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ ความสวยงาม ดุดัน เกรี้ยวกราด และยิ่งใหญ่ของสายน้ำสมคำล่ำรือว่าเป็น ไนแองการ่าแห่งเอเชีย คงจะถูกกลืนกินด้วยการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงครั้งนี้เป็นแน่แท้
4. ขาด ‘ตัวช่วย’ ชะลอน้ำ
เนื่องจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงจะทำให้กระแสน้ำไหลแรงและรวดเร็วมากขึ้น เกาะแก่งที่เคยอำนวยประโยชน์ในการชะลอ ซับแรงปะทะของกระแสน้ำที่ไหลหลากของแม่น้้ำโขง ทำให้ (1) แม่น้ำกว้างขึ้น (2) พัดพาตะกอนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำขุ่น (3) พืชเฉพาะถิ่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ (4) ร่องน้ำเปลี่ยน นำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียดินแดน (อ่านต่อข้อ 8)

5. ทำลายพืชพรรณ

การขนส่งและการเดินเรือขนาดใหญ่ (500 ตัน) ยิ่งทวีความรุนแรงของกระแสน้ำโขง ทำลายพืชพรรณ ทั้งบนแก่ง ริมฝั่ง และหาดแม่น้ำโขง ทั้ง 65 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญ อาทิ ไคร้นาค ที่เป็นอาหารของปลากินพืช และ ไก สาหร่ายน้ำจืดเฉพาะถิ่นที่มีอยู่บริเวณช่วงเชียงแสนถึงหลวงพระบาง การดำรงวิถีชีวิตของชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำโขงเป็นไปด้วยความเรียบง่าย พึ่งพาตนเองหากินและสร้างรายได้ด้วยการเก็บพืชผักขาย โดยเฉพาะไกที่สามารถสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวนั่นเอง

6. ตลิ่งพังทลาย
จากการขาดตัวช่วยการชะลอน้ำ นำมาซึ่งผลพวงต่างๆ นาๆ ในหัวข้อนี้หยิบยกเรื่องการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง ความต่อเนื่องของความเสียหายนี้เอง ทำให้ชาวบ้านสองริมฝั่งโขงทั้งประเทศไทยและลาว บ้านริมฝั่งแม่น้ำโขง พืชสวน ไร่นา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตได้รับความเดือดร้อน

เรามิอาจแยกมนุษย์ออกจาก ‘ธรรมชาติ’ ได้ เพราะเราเองก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมัน จึงไม่อาจปฏิเสธผลกระทบจากการมหกรรมการรุมฉีกทึ้งกัดกินทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มครั้งนี้ได้ แล้วคนที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงก็มีนับล้านชีวิตที่ต้องเผชิญหน้าดิ้นรนกับความโหดร้าย ไม่ต่างอะไรกับการทรมานบีบบังคับให้คนและมนุษย์ที่อาศัยพึ่งพาสายน้ำแห่งชีวิตนี้ ให้ดิ้นรนและตรอมใจตายลงอย่างช้าๆ

ขอขอบคุณ

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณปลาของประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)

Source : https://goo.gl/xJvzBV, https://goo.gl/KO8WDc , https://goo.gl/U142qหรือเราจำเป็นต้องไขว่คว้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ตรงหน้า แล้วพราก 'ลมหายใจลุ่มน้ำโขง' ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพลำดับต้นๆ ของโลก ที่มีทั้งพืชพรรณ สิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ใต้น้ำ สัตว์บนบก นกนานา และวิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนของชุมชนสองฝั่งโขง กว่า 60 ล้านคน




เนิ่นนานมาแล้วมนุษย์เราหยิบยืมพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติมาใช้งาน ดูแลบ้าง ปล่อยปละละเลยบ้าง ศักราช 2560 นี้ถึงวาระของ "แม่น้ำโขง" ตกเป็นเป้าของวาทกรรมกระบวนการหลับหูหลับตาพัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิบัติการเสียสละ (คน) ส่วนน้อยและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เพื่อส่วนร่วม (?) อาจฟังเป็นเรื่องไกลตัวของคนนอกลุ่มน้ำโขง แต่อย่างหลงลืมว่ากระแสน้ำนอกจากจะซัดคลื่นออกจากฝั่งแล้ว ยังซัดกลับเข้ามาหาชายฝั่งเช่นกัน ผลกระทบจากการกลืนกินธรรมชาติก็ไม่ต่างกันนัก
......
ทั้งที่ปัจจุบันมีถนนเชื่อมสู่จีนอยู่แล้ว แต่จีนเลือกที่จะนำเรือใหญ่ล่องมาเรือจากท่าเรือซือเหมาของจีน ผ่านจังหวัดเชียงรายไปหลวงพระบาง ประเทศลาว เพราะเสียต้นทุนน้อยที่สุด ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจครั้งนี้ จะนำมาซึ่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำโขงอย่างไรบ้าง
.
.
แก่งคอนผีหลง
แก่งคอนผีหลงอุดมไปด้วยระบบนิเวศที่หลากหลาย
..
1. ระบบนิเวศพังพินาศ
ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนของจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ทำให้ประเทศไทยบริเวณน้ำโขงได้รับผลกระทบจากการระบายและกักน้ำ ระดับน้ำผันผวนไม่เป็นไปตามฤดูกาล ที่ระบบนิเวศยังไม่ล่มสลายลงเพราะมีเกาะแก่งคอยช่วยเหลือ แต่เมื่อเกาะแก่งแม่น้ำโขงตั้งขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ระหว่างประเทศ จึงกลายเป็นสาเหตุและที่มาโครงการปรับปรุงร่องน้ำโดยใช้วิธีการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขงนั่นเอง โดยเฉพาะ‘แก่งคอนผีหลง’ กลุ่มหินผาบริเวณตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะได้รับผลกระทบโดยตรง หากจะปรับปรุงร่องน้ำเป็นเส้นทางเดินเรือตามโครงการต้องทำการระเบิดแก่งคอนผีหลงทิ้ง ซึ่งบริเวณนี้มีระบบนิเวศหลากหลายนับ 10 ระบบ ทั้ง ผา หาดหิน หาดทราย ห้วย ร้อง หลง หนอง แจ๋ม ดอน ริมฝั่ง และคก ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสำคัญ
.
.
นกหัวโตเล็กขาเหลือง นกอพยพมาทำรังและวางไข่ที่ลุ่มน้ำโขง
นกหัวโตเล็กขาเหลือง นกอพยพมาทำรัง และวางไข่ที่ลุ่มน้ำโขง
.
2. ทำลายบ้านของสัตว์นานาชนิด
การทำลายแก่งคอนผีหลงยังมิใช่จุดจบของวัฏจักรนี้ เพราะระบบนิเวศภายในบริเวณแก่งคอนผีหลง ได้ถูกใช้ประโยชน์เป็นแหล่งอาศัย หากิน ผสมพันธุ์ และเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 430 ชนิดพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิดพันธุ์ นกกว่า 1,200 ชนิดพันธุ์ ปลากว่า 1,100 ชนิดพันธุ์ และมีการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ ทุกปีที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์
..
.
วิกฤตดอนพะเพ็ง
คอนพะเพ็ง มรดกโลกทางธรรมชาติ สปป.ลาว
.
3. วิกฤตคอนพะเพ็ง
การระเบิดแก่งขุดลอดแม่น้ำโขงระหว่างซือเหมาของจีนมายังหลวงพระบาง อาจสร้างความวิบัติต่อ 'คอนพะเพ็ง' มรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ ความสวยงาม ดุดัน เกรี้ยวกราด และยิ่งใหญ่ของสายน้ำสมคำล่ำรือว่าเป็น ไนแองการ่าแห่งเอเชีย คงจะถูกกลืนกินด้วยการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงครั้งนี้เป็นแน่แท้
.
.
แม่น้ำโขง สายน้ำแห่งชีวิต
เกาะแก่งที่กำลังจะถูกระเบิดตามโครงการ เป็นสิ่งที่ช่วยชะลอความรุนแรงของสายน้ำ
.
4. ขาด ‘ตัวช่วย’ ชะลอน้ำ
เนื่องจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงจะทำให้กระแสน้ำไหลแรงและรวดเร็วมากขึ้น เกาะแก่งที่เคยอำนวยประโยชน์ในการชะลอ ซับแรงปะทะของกระแสน้ำที่ไหลหลากของแม่น้้ำโขง ทำให้ (1) แม่น้ำกว้างขึ้น (2) พัดพาตะกอนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำขุ่น (3) พืชเฉพาะถิ่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ (4) ร่องน้ำเปลี่ยน นำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียดินแดน (อ่านต่อข้อ 8)
.
.
สาหร่ายน้ำจืดไก
ชาวบ้านริมฝั่งโขงเก็บสาหร่ายน้ำจืด หรือ ไก เพื่อนำมาประกอบอาหารและหารายได้
.
5. ทำลายพืชพรรณ
การขนส่งและการเดินเรือขนาดใหญ่ (500 ตัน) ยิ่งทวีความรุนแรงของกระแสน้ำโขง ทำลายพืชพรรณ ทั้งบนแก่ง ริมฝั่ง และหาดแม่น้ำโขง ทั้ง 65 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญ อาทิ ไคร้นาค ที่เป็นอาหารของปลากินพืช และ ไก สาหร่ายน้ำจืดเฉพาะถิ่นที่มีอยู่บริเวณช่วงเชียงแสนถึงหลวงพระบาง การดำรงวิถีชีวิตของชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำโขงเป็นไปด้วยความเรียบง่าย พึ่งพาตนเองหากินและสร้างรายได้ด้วยการเก็บพืชผักขาย โดยเฉพาะไกที่สามารถสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวนั่นเอง
.
.
ตลิ่งพัง
ตลิ่งที่เชียงคานพังเป็นแนวยาวตลอดฝั่งโขง
.
6. ตลิ่งพังทลาย
จากการขาดตัวช่วยการชะลอน้ำ นำมาซึ่งผลพวงต่างๆ นาๆ ในหัวข้อนี้หยิบยกเรื่องการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง ความต่อเนื่องของความเสียหายนี้เอง ทำให้ชาวบ้านสองริมฝั่งโขงทั้งประเทศไทยและลาว บ้านริมฝั่งแม่น้ำโขง พืชสวน ไร่นา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตได้รับความเดือดร้อน
....
....
เรามิอาจแยกมนุษย์ออกจาก ‘ธรรมชาติ’ ได้ เพราะเราเองก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมัน จึงไม่อาจปฏิเสธผลกระทบจากการมหกรรมการรุมฉีกทึ้งกัดกินทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มครั้งนี้ได้ แล้วคนที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงก็มีนับล้านชีวิตที่ต้องเผชิญหน้าดิ้นรนกับความโหดร้าย ไม่ต่างอะไรกับการทรมานบีบบังคับให้สัตว์และมนุษย์ที่อาศัยพึ่งพาสายน้ำแห่งชีวิตนี้ ให้ดิ้นรนและตรอมใจตายลงอย่างช้าๆ
.
..
การประมงลุ่มน้ำโขง
ชาวบ้านผู้ทำประมงแม่น้ำโขงถูกริดรอนสิทธิ
.
7. ชาวบ้านขาดอาหาร และรายได้
ไม่นับความเสี่ยงเบื้องต้นที่ได้กล่าวไปแล้ว ผลพวงจากการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญนี้เป็นสายป่านแห่งความพังพินาศที่ทอดยาวมาสู่วิถีชีวิต ปากท้อง และรายได้ของชาวบ้านริมสองฝั่งแม่น้ำโขงของทั้งคนไทยและลาวในด้านการประกอบอาชีพประมง เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีข้อกำหนด ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปทำการที่กีดขวางการเดินเรือพาณิชย์ อาทิ ห้ามวางอวนจับปลาในแม่น้ำโขง ทำให้ชาวบ้านที่ดำรงชีพด้วยการหาปลาประสบปัญหา วิถีชีวิตของชาวบ้านที่พึ่งพาตนเองด้วยการหาอาหารเก็บเกี่ยวหาปลา หาพืชจากแม่น้ำ และปลูกกินริมฝั่งโขง ต้องผิดเพี้ยนไป ใครเล่ารับผิดชอบชีวิตนับล้าน?
.
.
สูญเสียดินแดนไทย
..
8. แบกรับความเสี่ยงในการสูญเสียดินแดนบริเวณหัวขวาน
เนื่องจากสนธิสัญญาฝรั่งเศสใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด เขตแดน ไทย-ลาว หากดำเนินการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงตามโครงการเพื่อปรับปรุงร่องน้ำ การระเบิดแก่งจะส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยน เกาะแก่งบริเวณพรมแดนหายไป เขตแดนจะเปลี่ยนทันที ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณกว้าง การอนุมัติโครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถละเมิดอธิปไตยของไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
.
.
วาทะกรรม “การพัฒนา” ครั้งนี้จะนำไปสู่ผลกระทบที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยการจ่ายค่าตอบแทนด้วยความเสียหายทางธรรมชาติและสิทธิมนุษยชนตลอดสองฝั่งโขงกระนั้นหรือ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการพัฒนาที่ไม่ต่างจากการฆ่าสิ่งแวดล้อมบริเวณสายน้ำแห่งชีวิตให้ตายทั้งเป็น ชวนทิ้งทางด้วยคำถามง่ายๆ ว่าเราสังเวยบรรณาการเหล่านี้เพื่อความสะดวกสบายนี้แด่ใคร?
.
.
หากท่านสนใจสนับสนุนการยุติโครงการด้วยการลงชื่อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตเพื่อนมนุษย์ทั้งริมสองฝั่งแม่น้ำโขงได้ที่ https://goo.gl/3K6ilG
.
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจ เข้าร่วมเวทีเสวนา หัวข้อ เวทีวิพากษ์โครงการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ.2560 เวลา 9.30 – 12.15 น. ณ สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
...
.
เรียบเรียงบทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.
ขอขอบคุณ
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณปลาของประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)
.

Source : https://goo.gl/xJvzBV, https://goo.gl/KO8WDc , https://goo.gl/U142qm