วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตรอตสกีคือใคร

ตรอตสกีคือใครกัน?



หลาย คนคงสงสัย ว่าตรอตสกีเป็นใครมาจากไหน แต่ถ้าใครศึกษาและอ่านงานประวัติศาสตร์รัสเซีย รวมถึงงานเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์โซเวียตแล้วคงไม่มีใครไม่รู้จักเขาคนนี้ ตรอตสกี

ตรอตสกีเป็นนักปฏิวัติคนสำคัญในเหตุการณ์ ปฏิวัติรัสเซียค.ศ.1917

เค้าไม่ได้เป็นเพียงนักปฏิวัติรัสเซียคนนึงเท่านั้น
และก็ไม่ได้เป็นลูกน้องของเลนิน แต่ตรอตสกีเป็นทั้งนักปฏิวัติ นักเขียน นักพูด
และนักคิด ที่มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติรัสเซียและมีอิทธิพลต่อเลนินด้วย
ความคิดของตรอตสกีเป็นที่ยอมรับกันทั้งนักปฏิวัติ นักคิด และนักเขียนสังคมนิยมคนอื่นๆ
รวมถึงเลนินด้วย
ชีวิตของตรอตสกีทั้งชีวิตอุทิศให้กับการปฏิวัติและเผยแพร่แนวคิดสังคมนิยม
รวมถึงการศึกษาความรู้ต่างๆไม่ว่าจะเป็นด้านประวัติศาสตร์

ลัทธิมากซ์
รวมถึงแนวคิดสังคมนิยมอื่นๆด้วย และเขาก็ได้เขียนบทความต่างๆขึ้นมามากมายด้วย

ตรอตสกีเกิดในครอบครัวชาวนาที่มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย จากการศึกษาในหนังสือ

แม้ตรอตสกีจะหนีไปลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ประเทศต่างๆในยุโรป
ครอบครัวของเขามักจะมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนเขาและได้ให้เงินไว้ใช้จ่าย
ทำ ให้ตรอตสกีไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องเงินเหมือนกับนักสังคมนิยมที่ต้องลี้ภัยคน อื่นๆ ตรอตสกีได้รับอิทธิพลทางด้านงานเขียนและการอ่านมาตั้งแต่เด็กเนื่องด้วยน้า ชาย
ของ เขาที่รับเขาไปดูแลตั้งแต่เด็ก เป็นนักวิชาการและเจ้าของโรงพิมพ์ทำให้ตรอตสกีได้รู้จักกับโลกของหนังสือและ การทำหนังสือมาตั้งแต่เด็ก
ตรอตสกีจึงเป็นคนที่รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก
ด้วยสภาพแวดล้อมในวัยเยาว์ของตรอตสกีที่เกิดมาในสมัยของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สาม
ที่ มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชนโดยเฉพาะเจ้าของที่ดิน ข้าราชการ และตำรวจรวมถึงตัวบิดาของตรอตสกีเองที่ได้ทำการข่มขู่ชาวนาที่เข้ามาทำลาย พืชผลจนทำให้ตรอตสกีประท้วงโดยการอดอาหารและขังตัวเองอยู่ในห้องในสภาพการ ของสังคมยุคนั้นเองที่ทำให้จิตสำนึกต่อต้านระบบของเขาเริ่มเกิดขึ้นอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป

จุดเริ่มต้นของชีวิตบนเส้นทางแสวงหาของตรอตสกีก็เริ่มจากการที่เขาเข้าร่วมกับสวีคอฟสกีและมีความสนใจในแนวคิดของพวกนารอดนิค
จนบิดาของเขาต้องห้ามปรามและตัดค่าใช้จ่ายของเขา แต่เขาก็ยังคงต่อต้านและยังได้แสดงความคิดและพัฒนาความเป็นผู้นำขึ้นในสวนของสวีคอฟ
จนตำรวจเริ่มเพ่งเล็ง และเขาก็ถูกจับกุมครั้งแรกเมื่ออายุได้สิบเก้าปี
ก่อนที่จะถูกเนรเทศไปไซบีเรีย เขาได้มีโอกาสศึกษาประวัติศาสตร์ ปรัชญา
และแนวคิดลัทธิมากซ์ และในขณะที่เขาอยู่ที่คุกที่มอสโควเขาก็ได้แต่งงานครั้งแรก
กับโซโคลอฟกายา ผู้ซึ่งเคยโต้แย้งกันเรื่องทฤษฎีความคิด
ระหว่างที่เขาอยู่ที่ไซบีเรียตรอตสกีก็มีโอกาสได้อ่านวรรรณกรรม และเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมและแต่งเรียงความให้กับ
Eastern Review ระหว่างที่เขาอยู่ที่ไซบีเรียเขามีโอกาสได้อ่านIskra ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ทางการเมืองที่เลนินได้จัดพิมพ์ขึ้นนอกประเทศ
รวม ถึงทฤษฎีทางการเมืองที่เลื่องชื่อของเลนินนามว่า What is to be done? ซึ่งได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แก่ตรอตสกีในแนวทางปฏิวัติของเขาและตรอตสกีจึงมีโอกาสได้ร่วมงานกับIskra ต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนให้หลบหนีจากไซบีเรียเพื่อไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ ของIskraที่ลอนดอน และเพื่อเดินทางไปพบเลนินด้วย

ชีวิตต่างแดนครั้งแรกของตรอตสกีทำให้ทัศนคติทางการเมืองของเขาเปิดกว้างขึ้นเขาได้พบกับสหายหลายคนๆเช่น
ปาร์วุส โดยเฉพาะ นาตาลยาเซโดวา ซึ่งต่อมาเธอได้เป็นภรรยาคนที่สองของตรอตสกีและเป็นสหายที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ตรอตสกีมาโดยตลอด
เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงจากการทำงานกับIskra
ระหว่างที่เขาอยู่ในต่างแดนนั้นสถาณการณ์ในรัสเซียเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
ประชาชนชาวรัสเซียโดยเฉพาะทาสติดที่ดินนั้นได้รับการกดขึ่จากเจ้าของที่ดินและประชาชั้นสูงเรื่อยมาตั้งแต่อดีต
จนเมื่อรัสเซียประสบความปราชัยในสงครามระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น ประชาชนเริ่มหมดศรัทธาในตัวพระเจ้าซาร์ขึ้นเรื่อยๆ
และ ความนิยมในพระเจ้าซาร์ก็ลดความนิยมอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์วันอาทิตย์ เลือดที่กรรมกรนัดหยุดงานและถูกปราบปรามโดยตำรวจของรัฐบาลอย่างเลือดเย็น
ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพและได้รับความร่วมมือจากการทหารเรือ
หรือ เรือรบโปเทมกิน ในการปฏิวัติ 1905 ซึ่งนับว่าเป็นการปฏิวัติครั้งแรกที่มีลักษณะมวลชนครั้งแรกที่กองทัพประสาน เข้ากับชนชั้นกรรมกรของประชาชน
แม้ผลสุดท้ายจะพ่ายแพ้แต่รัฐบาลก็ให้สัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปของสภาดูมาขึ้น หลังจากนี้มีการจัดสภาโซเวียตหรือสภาคนงานขึ้น
และตรอตสกีได้มีบทบาทสำคัญและมีส่วนช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงและเกียรติภูมิแก่นักปฏิวัติอาวุโสในต่างแดน
และเลนินก็ยอมรับว่าตรอตสกีคือแกนนำที่ผลักดันให้สภาโซเวียตพัฒนาก้าวหน้าและ
ในขณะที่สภาโซเวียตประชุมกันอยู่ตำรวจก็บุกเข้ามาจับกุม ตรอตสกีถูกจับและตรอตสกีก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตในต่างแดนอีกครั้ง
ชีวิต ในต่างแดนครั้งที่สองของตรอตสกีส่วนมาจะอยู่ที่เวียนนาประเทศออสเตรียและมี โอกาสทำงานกับหนังสือพิมพ์Pravda ในช่วงที่อยู่เวียนนาตรอตสกีได้มีโอกาสใกล้ชิดกับปาร์วุสอีกครั้งและนำแนว คิดการปฏิวัติถาวรของเขา
มาขยายและพัฒนาเป็นแนวคิดของตรอตสกีเอง ซึ่งมีสาระสำคัญคือชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นชนชั้นนำและพลังหลักในการก่อการ ปฏิวัติโดยมีชาวนาเป็นแนวร่วม
นอกจากนี้เขายังศึกษาและวิเคราะห์เหตุการณ์การปฏิวัติรัสเซีย 1905 เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิวัติครั้งต่อไป

ผลจากการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของรัสเซีย
ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจของทหารและพลเรือนที่เบื่อหน่ายสงคราม
ตลอดจนสภาวการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ดำรงอยู่ตลอด
กระแสการต่อต้านซาร์เริ่มแสดงออกอย่างชัดเจนในรูปแบบของการเดินขบวนจนนำไปสู่การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์
ซาร์นิโคลัสทรงประกาศสละราชสมบัติและมอบราชบัลลังก์ให้พระอนุชา แต่แกรนด์ ดุ๊ก
ไมเคิลปฏิเสธที่จะสืบพระราชบัลลังก์ต่อ
ส่งผลให้ราชวงค์โรมานอฟที่มามากว่าสามร้อยปีต้องจบลง และรัสเซียก็อยู่ในการดูแลของรัฐบาลเฉพาะกาล
โดยมีพรรคเมนเชวิคและสังคมนิยมอื่นๆ ให้การสนับสนุนในการทำสงครามต่อ
ยกเว้นบอลเชวิค
และเลนินได้รายงานนิพนธ์เดือนเมษายนเพื่อเรียกร้องให้ยุติสงครามและไม่สนับสนุนและร่วมมือใดๆกับรัฐบาลเฉพาะกาล
และในเดือนตุลาคม 1917พรรคบอลเชวิคก็สามารถยึดอำนาจจากรัฐบาลเฉพาะกาลได้
ในระหว่างการตัดสินใจย้ายรัฐบาลไปกรุงมอสโก
เพราะเกรงว่าโปโตรกราดจะถูกโจมตีจากเยอรมัน หลังพ่ายแพ้ที่เมืองเรเวล
ชัยชนะของการปฏิวัติเดือนตุลาทำให้ตรอตสกีเข้าสู่อำนาจและความรุ่งโรจน์ทางการเมือง
และมีชื่อเสียงโดดเด่นในหน้าประวัติศาสตร์ของเดือนตุลา

ตรอตสกีเป็นนักปฏิวัติที่มีแนวทางที่เป็นกลางระหว่างความขัดแย้งของพรรคเมนเชวิคและบอลเชวิค
เขาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย
และรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ในตัวของเลนินด้วย
ตรอตสกีถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อการปฏิวัติในปี 1917 อย่างมากจากประสบการณ์การศึกษาค้นคว้าของเขา
และประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดนถึงสองครั้งทำให้เขานำความรู้เกี่ยวกับสังคมนิยมจากทั่วยุโรป
และอเมริกา มาประยุกต์และคิดวิเคราะห์ในงานเขียนของเขา รวมถึงการวิจารณ์วรรณกรรม
รวม ถึงวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตรวมถึงศึกษาประวัติศาสตร์ต่างๆ จากประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดนของตรอตสกีเป็นส่วนสำคัญมากในกระบวนการ ทางความคิดของเขาบวกกับนิสัยรักการอ่านของเขา
ทำให้ความคิดของเขาเป็นความคิดที่แหลมคม
และได้รับการยอมรับจากนักสงคมนิยมคนอื่นๆรวมถึงตัวเลนินด้วย
อาจจะกล่าวได้ว่าถ้าไม่มีตรอตสกีแล้ว ความสำเร็จในการปฏิวัติในปี1917 ก็คงเกิดขึ้นได้ยาก หรือไม่ก็อาจจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม
ตรอตสกีนอกจากจะเป็นนักเขียนแล้ว เขายังเป็นนักพูดที่มีศิลปะในการพูด
คือพูดจาโน้มน้าวให้คนสามารถคล้อยตามได้
แม้ในบางครั้งบุคลิกที่มั่นใจในตัวเองของเขา รวมถึงนิสัยเย่อหยิ่งของเขาจะไม่เป็นที่ชอบใจของใครหลายๆคน
นิสัยที่เย่อหยิ่งและมั่นใจนี้ก็อาจจะเกิดจากที่เขาเป็นคนเก่งและได้รับการยอมรับจากคนหลายๆคนตั้งแต่อายุยังน้อย

แม้ในบั้นปลายชีวิตของตรอตสกีจะไม่สวยหรู
แต่ตลอดชีวิตของตรอตสกีก็ได้อุทิศชีวิตให้กับการเขียนและแนวคิดสังคมนิยมและการปฏิวัติ
ก่อนที่เขาจะลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ที่เม็กซิโก ตรอตสกีก็ได้สร้างผลงาน
ให้เลนินได้รับความไว้วางใจจนเขียนพินัยกรรมให้เขาเป็นผู้สืบทอดต่อไป
แต่เขาก็ถูกกำจัดโดยศัตรูของเขา นั่นก็คือสตาลิน
เหตุที่ตรอตสกีต้องจนมุมก็เพราะประมาทในความสามารถ บวกกับความทะเยอทะยานของสตาลิน
สตาลินเริ่มสะสมอำนาจทางการเมืองจนขึ้นมาเป็นผู้นำต่อจากเลนินได้
และกำจัดศัตรูทางการเมืองไปหลายคน ซึ่งรวมถึงตัวของตรอตสกีเองด้วย
แม้จะต้องแลกกับชีวิตตรอตสกีก็ยังคงเขียนหนังสือ วิจารณ์เกี่ยวกับการเมืองต่อไป
จนวาระสุดท้ายของชีวิต ตรอตสกีก็ถูกลอบสังหารในขณะที่กำลังเขียนหนังสืออยู่ด้วย ตรอตสกีได้ทิ้งผลงานไว้มากมาย
ในช่วงชีวิตหกสิบปีของเขา เขาเป็นพลังสำคัญ และแกนนำสำคัญในการปฏิวัติรัสเซียในปี1917 ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่ง


แหล่งค้นคว้า ตรอสกีบนเส้นทางปฏิวัติรัสเซียค.ศ.1917
ของ อาจารย์ สัญชัย สุวังบุตร

หมาย เหตุ บทความนี้เป็นบทความที่แสดงความคิดเห็นของผู้เขียนเอง ไม่ได้เกี่ยวกับข้องกับความเห็นหรือแนวคิดของผู้แต่งหนังสือแต่อย่างใด

syriya mardeegun

ระเบิดไฮโดรเจน

ระเบิดไฮโดรเจน

General trends in the Era of the Cold war and the collapse of empires.
 หลัง สงครามโลกครั้งที่สองจนกระทั่งถึงปี1991ที่สหภาพโซเวียตล่มสลายก็เกิดสงคราม เย็นและการล่มของจักรวรรดิ สงครามเย็นเป็นสงครามทางความคิดและการข่มขู่โดยการใช้อาวุธ นโยบายของกอร์บาชอฟ(ผู้รับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีโซเวียตในปี1985) มีบทบาทอย่างมากที่ทำให้โซเวียตล่มสลายซึ่งก็คือโดยนโยบายเปเรสตรอย ก้า(สร้างใหม่) และในช่วงสงครามเย็นเป็นช่วงที่โลกของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า อย่างมาก สามารถส่งมนุษย์ไปยังอวกาศ เป็นต้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างมาก ในขณะที่ประเทศยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่นก็กำลังมีบทบาททางเศรษฐกิจตามมา แต่ในความก้าวหน้านั้นก็เกิดช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจนเพิ่ม มากขึ้นเช่นกัน

 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี1950มีการผลิตระเบิดไฮโดรเจนที่มีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าเดิม ต่อมาในปี1970มีการผลิตมีการผลิตอาวุธเทอ์โมนิวเคลียร์ที่สามารถทำลายมนุษย์ ได้ทั้งโลก นอกจากนี้ยังมีการผลิตเครื่องบินเจตความเร็วสูงและในปี 1957 โซเวียตก็ได้ส่งยานสปุตนิกวันขึ้นไปโคจารรอบโลกเป็นครั้งแรก ตามมาด้วยปี1969 อเมริกาก็สามารถนำมนุษย์ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ส่วนทางด้านเทคโนโลยีนั้น โทรทัศน์มีบทบาทอย่างมากในชีวิตมนุษย์ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทั้งด้านบันเทิง การศึกษา และธุรกิจผ่านการโฆษณา นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ที่สามารถ เก็บข้อมูล กู้ข้อมูล ขนาดใหญ่ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะสามารถผลิตหน่วยความจำด้วยแผ่นซิลิคอนเล็กก็ทำให้มีขนาดเล็กลง และมีการนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้ประโยชน์กับเทคโนโลยีอื่นเช่นดาวเทียม เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ค้นพบรหัสดีเอ็นเอ ที่จะช่วยพัฒนาการติดต่อของโรคทางพันธุกรรมและความผิดปกติ ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้จำนวนคนตายลดลง ทำให้ประชากรโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังคงต้องเผชิญกับโรคร้ายที่ยังสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้แก่ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง รวมถึงโรคใหม่อย่างโรคเอดส์ การพัฒนานี้ทำให้ประเทศโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วมีการใช้พลังงานมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ก็ผลิตสายพันธุ์ข้าวใหม่เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเพียงพอกับ ความต้องการอาหารของมนุษย์ ต่อมาจึงเกิดปัญหาขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะในประเทศแถบแอฟริกา โลกได้รับผลอกระทบจากการปล่อยมลพิษของโรงงงานอุตสาหกรรม และมนุษย์ก็ได้รับผลกระทบจากการคิดค้นสารเคมีโดยเฉพาะยาฆ่าแมลง ต่อมาจึงมีการตระหนักถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆเช่นภาวะเรือนกระจก ทำให้ประเทศต่างๆเริ่มคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและมีการทำสนธิสัญญาเพื่อลด ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ กรุงมอนทรีออลในปี1987

 อุตสาหกรรมเจริญขึ้นมา อย่างมากในอเมริกาและประเทศยุโรป มีการก่อตั้งองค์กรทางการเงินและการค้า ได้แก่ IMF Word Bank และGATT ขึ้นมา หลังสงครามโลกครั้งที่สองเศรษฐกิจในยุโรปอ่อนแอมากทำให้อเมริกาใช้แผนการ มาร์แชลเพื่อฟื้นฟูยุโรป ส่วนในยุโรปตะวันออกนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้าเพราะดูแลโดยโซเวียต ต่อมาการครอบงำทางเศรษฐกิจของอเมริกาลดลงทำให้ เกิดดุลอำนาจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมาได้แก่ประเทศยุโรปตะวนตกและญี่ปุ่น รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกและใต้อื่นๆ เช่น จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้เป็นต้น ที่ค่อยพัฒนาเศรษฐกิจให้ค่อยๆเจริญเติบโต แต่ละประเทศพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้นแต่ก็เป็นไปอย่างไม่ สม่ำเสมอ ประเทศที่ร่ำรวยก็พัฒนาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประเทศที่ยากจนก็มีประชากรเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดสภาวะน้ำมันแพงทำให้ข้าวของแพง จึงทำให้ประเทศยากจนหลายประเทศเป็นหนี้ ทำให้IMFต้องเข้ามาดูแล สิ่งที่จำเป็นที่สุดของประเทศยากจนก็คือการมีอาหารที่พอเพียง ประเทศมากมายอย่างบังคลาเทศ กัมพูชา อินเดีย และแถบซาฮาราต้องประสบกับปัญหาอาหารขาดแคลน จึงมีองค์กรUNICEF เข้ามาช่วยเหลือดูแลเด็กๆในประเทศยากจนนั้น ไม่ใช่แค่ช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจนกว้างขึ้นในทศวรรษสุดท้าย หลังสงครามเท่านั้น แต่ชาวนายังประสบปัญหาในการขาดแคลนที่ดินทำกินทำให้ต้องอพยพเข้ามาในเมือง เกิดเป็นปัญหาชุมชนสลัมขึ้น สิ่งที่เด่นชัดที่สุดของแนวโน้มทางเศรษฐกิจหลังสงครามคือการพึ่งพาอาศัยกัน ทางเศรษฐกิจ มีการแพร่ขยายของธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู๊ดโดยเฉพาะในประเทศที่ร่ำรวย บางประเทศมีการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร และการออกแบบหุ่นยนต์ทำให้มีคนทำงานในด้านนี้มากขึ้น ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการคนทำงานน้อยลงเพราะมีการใช้ระบบอัตโนมัติ เพิ่มขึ้น



แปล สรุปมาจากหนังสือThe Twentieth Century and Beyond: A Global History© 2008  PART III: THE ERA OF THE COLD WAR AND THE COLLAPSE OF EMPIRES บทที่21General Trends in the Era of the Cold War and the Collapse of Empires หน้า280-289 

มูลเหตุของ การปฏิวัติฝรั่งเศส

มูลเหตุของ การปฏิวัติฝรั่งเศส






การปฏิวัติฝรั่งเศสถือเป็นช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุโรปที่สำคัญ
เกิดขึ้นในช่วงปี ค
..1789-1799 ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่16 และพระราชินี
มารี อองตัวเนต เป็น การปฏิวัติโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ฝรั่งเศส
และสถาปนาเป็นสาธารณรัฐขึ้น การปฏิวัติ ครั้งนี้ถือเป็นจุดหักเหที่สำคัญในประวัติศาสตร์การปกครองของยุโรป
มูลเหตุของการเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสนี้ ประกอบไปด้วยมูลเหตุ
หลายมูลเหตุได้แก่




มูลเหตุที่เกิดขึ้นระยะยาว




¤ ความไม่เท่าเทียมกันของชนชั้นในสังคม


สภาพสังคมในสมัยนั้น
แบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ฐานันดรชั้นที่
1 คือขุนนาง ฐานันดรชั้นที่2 คือนักบวช ฐานันดรชั้นที่3
คือ ประชาชนฝรั่งเศสซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ผู้ที่ถือครองที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศกลับเป็นของฐานันดรสองชั้นแรก
ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นอย่างมาก








¤ การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย


ใช้ระบบการบริหารประเทศที่ล้าสมัยคือ
เก็บภาษีไม่เป็นระบบ แต่ละพื้นที่เก็บภาษีไม่เท่ากัน ใช้ระบบกฎหมายที่ยุ่งเหยิง
โดยดินแดนทางเหนือใช้กฎหมายจารีตประเพณีตามอังกฤษ แต่ดินแดนทางใต้ใช้กฎหมายแบบโรมัน มีการยกเว้นการเก็บภาษีเฉพาะกับฐานันดรสองชั้นแรกที่ร่ำรวย
ทำให้ประชาชนในฐานันดรชั้นที่สามหรือประชาชนซึ่งยากจน เดือดร้อนมากเพราะต้องแบกรับภาษีทั้งประเทศทั้งหมด




¤ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม


ในยุคนั้น
มีการตื่นตัวทางศีลธรรม ความคิดของนักเขียนเช่นวอลลแตร์และรุสโซได้จุดประกายความคิดของปัญญาชนในยุคนั้นให้เกิด
ความคิดเกี่ยวกับอิสรภาพและเสรีภาพ ทำให้มีการไม่เห็นด้วยกับระบบการปกครองอย่างเงียบๆ





มูลเหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วน




¤ สาเหตุเศรษฐกิจตกต่ำ
และประชาชนไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ


การใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยของพระราชวัง
รวมถึงการกู้ยืมเงินเพื่อช่วยอเมริกาในการปฏิวัติ อีกทั้งผลผลิตทางเกษตรกรรมในขณะนั้น
อยู่ในภาวะขาดแคลน ทำให้ฝรั่งเศสต้องเผชิญหน้ากับเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนัก
ประกอบกับ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของพระเจ้าหลุยส์ที่ปลดเสนาบดีคลังที่มีความสามารถหลายคนออก
จากคำแนะนำของพระราชินี มารี อองตัวเนต
เนื่องจากเสนาบดีคลังต้องการให้มีการยกเลิกการงดเว้นเก็บภาษีของฐานันดรสองชั้นแรก ได้สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างมาก



¤ แรงผลักดันจากความสำเร็จของประชาชนอเมริกาจากการปฏิวัติอเมริกา


จากการที่ฝรั่งเศสเข้าช่วยอเมริกาทำการปฏิวัติอเมริกา
เพื่อประกาศอิสภาพจากอังกฤษ ทำให้ทหารที่มาร่วมรบ ได้ซึมซับ
แนวคิดและความต้องการอิสรภาพของชาวอเมริกา และนำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส ในเวลาต่อมา



syriya mardeegun

10เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์

10เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
ถูกเรียกว่าเป็น เกาะลึกลับฝั่งตะวันออก Rongorongo เคย เป็นแคว้นที่อยู่อาศัยของผู้อพยพ ไม่มีเพื่อนบ้าน และไม่มีภาษาเขียน ดินแดนแห่งนี้เชื่อว่าเจริญมากในยุค 1700 และเพราะไม่มีภาษาเขียน จึงไม่มีใครหยั่งรู้ว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาอยู่กันอย่างไร
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์ลำดับ 9 Helike เมืองที่หายไป
กวี ชาวกรีกที่โด่งดัง Pausanias บันทึกไว้ว่า เมืองที่ชื่อ Helike ถูกแผ่นดินไหวก่อน ทำให้กลายเป็นเมืองร้าง แล้วตามด้วยสึนามิรุนแรงที่กวาดทุกอย่างพินาศเกินกว่าจะแก้ไข พวกอาร์เคเดียนพยายามบูชา เทพแห่งทะเล อย่าง โพรไซดอน หลาย ต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีใครพบเมืองแห่งนี้อีกเลยจนปี 1861 นักโบราณคดีได้พบเหรียญบรอนซ์ ที่เชื่อกันว่ามาจากเมือง Helike และในปี 2001 พวกเขาได้พบซากของเมือง Helike ใต้แอตแลนติส
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์ลำดับ 8 The Bog Bodies
แม้ แต่ CSI ยังยอมแพ้กับการสืบเรื่อง Bog Bodies ได้มีการค้นพบศพกว่าร้อยแถบด้านเหนือของยุโรป ล้วนเป็นศพที่ถูกรักษาอย่างดี บางศพมีอายุถึง 2,000 ปี ทุกศพถูกจัดด้วยท่าทางคล้ายกำลังพยากรณ์อะไรบางอย่างท่าทางเช่นนั้นทำให้คน เชื่อกันว่าพวกเขาถูกจับมาบูชายัญ แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าคืออะไรกันแน่???
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์ ลำดับ7 ความพ่ายแพ้ของจักรพรรดิ Minoans
นัก ประวัติศาสตร์ล้วนแล้วแต่สงสัยว่าอะไรทำให้จักรวรรดิโรมันต้องแตก และอะไรทำให้จักรพรรดิ Minoans สูญเสียอาณาจักรของพระองค์ เชื่อกันว่าในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจักรพรรดิ ได้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ผลการตรวจสอบผืนดินบริเวณนั้น ทำให้นักโบราณคดีคาดเดาว่า การระเบิดครั้งใหญ่ทำให้อาณาจักรต้องล่มสลายลง
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์ ลำดับ6 The Carnac Stones
ถ้า เชื่อว่า สโตนเฮ้นจ์ ยิ่งใหญ่แล้ว อนุสรณ์ Carnac Stone ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ที่ชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศฝรั่งเศส เต็มไปด้วยหินกว่า 3,000 ก้อนเรียงรายกันเป็นระยะทางถึง 12 กิโลเมตรจากความเชื่อท้องถิ่น เชื่อกันว่า หินนี้มีประวัติศาสตร์สัมพันธ์กับพ่อมดเมอร์ลิน ส่วน หลักฐานจากนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาหินนี้มากว่า 30 ปี พวกเขาคาดเดาว่า หินเหล่านี้น่าจะไว้ใช้จับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แต่เรื่องคนสร้างนั้น ไม่มีใครรู้
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตรลำดับ5 ใครคือโรบิน ฮู้ด
ตำนานน่าสนใจของ ป่าเชอร์วู้ด กษัตริย์ร้าย ๆ และดาบศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แต่นักประวัติศาสตร์ไม่ค่อยแน่ใจว่ามี โรบิน ฮู้ด ตัวจริงหรือไม่ ความเป็นไปได้น่ะมีอยู่ แต่ก็ยังไม่มีใครหาหลุมฝังศพของวีรบุรุษสุดเท่คนนี้พบเสียที หรือว่ามันจะเป็นแค่ตำนานกันนะ
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์ ลำดับ4 กองทัพที่หายไปของชาวโรมัน
หลังจาก กองทัพของเครซซุสแห่งโรมัน พ่ายแพ้ต่อพวก Parthians สิ่ง ที่น่าตกใจก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ ๆ พวกเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และอีก 17 ปีต่อมา นักประวัติศาสตร์ชาวจีนได้บันทึกเรื่องราวของกองทัพประหลาดที่คล้ายกับทหาร โรมัน ที่อยู่ ๆ ก็ปรากฏตัวที่ทะเลทรายโกบี จากการตรวจสอบดีเอ็นเอของแพทย์ยุคปัจจุบัน พวกเขาพบว่าดีเอ็นเอเหล่านั้นไม่ใช่ของชาวจีน แต่เป็นของชนต่างชาติ ผิวขาว ผมทอง และนัยน์ตาสีเขียว และมันคืออะไรกันแน่ ??
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์ ลำดับ3 The Voynich Manuscript
The Voynich manuscript คือชื่อของ หนังสือที่อ่านยากที่สุดในโลก หรือ หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก มี อายุ 500 ปี และถูกค้นพบที่ห้องสมุดเก่าแก่ของโรม มีทั้งหมด 240 หน้า เขียนเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ และยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ จากการคาดเดา เชื่อกันว่ามันเป็นหนังสือกฎหมาย หรือ จำแนกพันธุ์กรรมต่างๆ
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์ ลำดับ2 The Tarim Mummies
จาก การตรวจสอบบริเวณตะวันตกของประเทศจีน โดย Tarim Basin นักโบราณคดี เขาได้พบมัมมี่กว่า 100 ตัว ที่มีอายุถึงกว่า 2,000 ปี ในตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นมัมมี่ชาวจีน แต่ต่อมาเมื่อศาสตราจารย์ Victor Mair ได้ตรวจสอบดีเอ็นเอของเหล่ามัมมี่ ผลที่ออกมากลับกลายเป็นว่าพวกมัมมี่มีดีเอ็นเอของชาวยุโรป ดังนั้น จึงเป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมคนยุโรปมาลงเอยเป็นมัมมี่อยู่ที่จีนได้?
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์
เรื่องลึกลับในประวัติศาสตร์ลำดับ 1 การหายไปของอารยธรรม Indus Valley
Indus Valley คืออารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย เชื่อ กันว่าแพร่หลายจากอินเดียตะวันตกไปจนถึงอัฟกานิสถานเลยทีเดียว มีประชากรในชุมชนอยู่ถึง 5 ล้าน และเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าอารยธรรมไหน ๆ เมื่อนักโบราณคดีมาพบ พวกเขาประทับใจอารยธรรมนี้มาก แต่ที่น่าแปลกใจคือ ไม่มีใครระบุได้เลยว่าอารยธรรมสิ้นสุดที่ไหน อย่างไร ไม่มีหลักฐานของการสู้รบใด ๆ?อารยธรรมแห่งนี้เพียงแต่สูญสลายไปอย่างนั้นหรือ? ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้เลย…

ที่มา 10เรื่องลึบลับในประวัติศาสตร์
   

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

(ข่มขืน) คำสารภาพสุดท้ายของนักโทษประหาร

(ข่มขืน) คำสารภาพสุดท้ายของนักโทษประหาร
  

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 25544.สมศักดิ์ พรนารายณ์ นักข่มขืนจากลุ่มน้ำโขง
น.ช.สมศักดิ์ พรนารายณ์หรือศักดิ์สิทธิ์ คำใส อายุ 37 ปี หมายเลขประจำตัว 357/39 คดีข่มขืนกระทำชำเรา และฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(6), 83, 340 วรรคท้าย, 90 หมายเลขคดีดำที่ 3768/38 หมายเลขคดีแดงที่ 691/39 ศาลจังหวัดเลย เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ.2542 เวลาประมาณ 15.40 น. ข้าพเจ้าได้ถืออาหารมื้อเย็น เดินเข้ามาในเรือนจำ เพื่อเตรียมพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เวรยามกลางคืนของวันนั้น ภายในฝ่ายควบคุมผู้ต้องขังแดน 10(ขังเดี่ยว) และได้เข้าไปเซ็นชื่อที่ศาลาฝ่ายควบคุมผู้ต้องขัง
ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯในขณะนั้น ได้สั่งให้ข้าพเจ้านำอาหารไปเก็บไว้ และมอบหมายหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่นายอื่นดูแลไปก่อน แล้วให้รีบออกมาพบที่ฝ่ายควบคุมฯด่วน

เมื่อข้าพเจ้าจัดการตามคำสั่งเป็นที่เรียบร้อย ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯได้พูดกับข้าพเจ้าว่า “ยุทธ วันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษหนึ่งราย แต่พี่เลี้ยงขาดไปคนหนึ่ง เพราะสมหมายได้ขอลาออกจากหน้าที่พี่เลี้ยงแล้ว ผมดูแล้วคุณน่าจะเหมาะสมในการทำหน้าที่นี้ ยังไงก็ช่วยกันหน่อยนะ”

ข้าพเจ้าตอบกลับไปว่า “หัวหน้าครับ ผมทำไม่เป็นและไม่รู้ขั้นตอน เคยเห็นเขาเอานักโทษไปประหารแค่สามครั้ง และได้ยืนดูห่างๆ ผมเกรงว่าจะทำไม่ได้” ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯจึงบอกว่า “ ไม่เป็นไรยุทธ เดี๋ยวจะให้บานสอนให้ ไม่ยากหรอก” ซึ่งหมายถึงผู้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงรุ่นพี่ชื่อ “พี่บาน” ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจตอบตกลงไป

หลังจากนั้นสักครู่ พี่บานได้มาสอนขั้นตอนและวิธีการต่างๆให้แก่ข้าพเจ้า โดยบอกว่า “ยุทธเมื่อเข้าไปเบิกตัวนักโทษที่ห้องขัง พอเจ้าหน้าที่ประจำตึกไขกุญแจ หัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางจะเป็นผู้เรียกชื่อนักโทษ ขอให้คุณยืนคอยที่ปากประตูขัง ถ้าเห็นนักโทษเดินมาถึงประตูเมื่อไร ให้ดึงตัวออกมาจากห้องทันที แล้วค้นตัวให้ละเอียด อย่าให้มีอาวุธซุกซ่อนติดตัวไปได้อย่างเด็ดขาด แล้วให้คุณกับพี่เลี้ยงอีกนาย ล็อกแขนคนละข้าง รีบนำตัวออกไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือเลยนะ คอยพูดปลอบใจไว้ด้วย ผมจะเดินตามไปด้านหลังคุณเอง หน้าที่คุณวันนี้ให้คอยประกบตัวนักโทษไว้ ทั้งเวลาพิมพ์ลายนิ้วมือและตอนพระเทศน์ เสร็จแล้วให้คุณนำไปที่ห้องประหารเลย ล็อกแขนให้ดีๆด้วย ระวังอย่าให้อาละวาดได้ เวลาอยู่ในห้องประหารให้ใช้เสียงพูดให้น้อยที่สุด คุณคอยดูวิธีมัดตัวนักโทษให้ติดกับหลักไว้ สงสัยอะไรค่อยมาถามผมอีกทีหลังจากประหารเสร็จแล้ว ตกลงนะ” ซึ่งข้าพเจ้าก็พยักหน้ารับทราบ

เวลา 16.10 น. หัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางพร้อมด้วยพี่เลี้ยงทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย ได้เข้าไปเบิกตัวนักโทษประหารที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ซึ่งขณะนั้นข้าพเจ้าได้รับทราบแล้วว่านักโทษที่จะถูกประหารในวันนี้ เป็นนักโทษเด็ดขาดคดีข่มขืนและฆ่าฯ ชื่อ “ สมศักดิ์ พรนารายณ์”

เมื่อเข้าไปถึงหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องเพลงเฮฮาแว่วออกมาจากตึกขัง เนื่องจากขณะนั้นมีข่าวออกมาว่า จะมีการพระราชทานอภัยโทษครั้งใหญ่ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2542 นี้ และภายในปีเดียวกันนี้ ยังไม่เคยทำการประหารชีวิตนักโทษแม้แต่รายเดียว ทำให้นักโทษประหารที่คดีถึงที่สุดแล้ว มีความหวังที่จะรอดพ้นจากโทษประหารชีวิต

เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดประตูตึก ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดจึงเดินเข้าไปภายใน เสียงร้องเพลงเฮฮาที่ได้ยินอยู่เมื่อสักครู่ ได้เงียบเสียงลงในทันที

เมื่อถึงห้องที่ใช้คุมขังน.ช.สมศักดิ์ เจ้าหน้าที่ทั้งหมคได้หยุดยืนมองเข้าไปภายในห้องนั้น นักโทษประหารที่อยู่ภายในห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีสีหน้าตกใจและซีดเผือด เจ้าหน้าที่ประจำตึกขังชี้ให้ข้าพเจ้าดูน.ช.สมศักดิ์ ซึ่งเห็นนั่งถอดเสื้ออยู่กลางห้อง เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนมาก หัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางได้เอ่ยเรียก “ สมศักดิ์ พรนารายณ์ ออกมานี่”

ข้าพเจ้าซึ่งจับตามองน.ช.สมศักดิ์อยู่ เห็นน.ช.สมศักดิ์สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที แล้วถอนหายใจออกมาอย่างแรง
จากนั้นได้ลุกขึ้นยืนและหันหน้าไปพูดกับเพื่อนร่วมห้อง

“ เพื่อนๆผมขอลาก่อน นายเขามาเอาตัวผมไปใช้กรรมแล้ว”

นักโทษประหารภายในห้องนั้นและห้องใกล้เคียง เมื่อได้ยินน.ช.สมศักดิ์กล่าวอำลา ต่างก็ส่งเสียงต่างๆกันไป “ ไปสู่ที่ชอบเถอะเพื่อน” “ ศักดิ์เพื่อนหมดกรรมก่อนพวกเราแล้ว” “ ไม่นานเราคงจะตามไป” “ นึกถึงพระไว้เพื่อน” ฯลฯ

น.ช.สมศักดิ์ได้เอื้อมมือไปรับเสื้อที่เพื่อนนักโทษส่งมาให้ขึ้นสวมใส่ แล้วกล่าวว่า “ผมขอให้เพื่อนนักโทษประหารทุกคน รอดพ้นจากโทษประหาร และได้รับอภัยในปีนี้ทุกคน” แล้วเดินออกมาที่ประตูห้อง ข้าพเจ้าคว้าจับที่ข้อมือไว้ได้ ก็รีบดึงตัวน.ช.สมศักดิ์ ให้พ้นออกมาจากห้องในทันที ทำการตรวจค้นตัวแต่ไม่พบสิ่งใด ข้าพเจ้าจึงล็อกที่แขนข้างขวาของน.ช.สมศักดิ์ พาเดินออกมาจากตึกขังในทันที (ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็ทำหน้าที่พี่เลี้ยง ที่ด้านขวามือของนักโทษประหารมาตลอด)

เมื่อข้าพเจ้านำน.ช.สมศักดิ์ออกมาจากตึกขังแล้ว น.ช.สมศักดิ์ได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า “หัวหน้าครับผมขอใส่รองเท้าของผมไปด้วยนะครับ ผมไม่อยากตายเท้าเปล่า ถ้ายังไงหัวหน้าช่วยบอกให้เขาเอาร้องเท้าของผมใส่โลงศพให้ด้วย” ข้าพเจ้าจึงตอบกลับไป “ ไม่มีปัญหาศักดิ์ แล้วจะจัดการให้” เสร็จแล้วจึงนำน.ช.สมศักดิ์ไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือ

ระหว่างทางข้าพเจ้าได้พูดกับน.ช.สมศักดิ์ “ ศักดิ์พวกผมและเจ้าหน้าที่ทุกนายทำตามหน้าที่ อย่าได้โกรธเคืองหรือมีเวรกรรมต่อกันเลยนะ” น.ช.สมศักดิ์ตอบว่า “ ครับหัวหน้าผมรู้ และขออโหสิกรรมให้กับทุกคน ผมมันเป็นคนบาป การตายของผมในวันนี้ ไม่รู้ว่าจะชดใช้กรรมเก่าได้หมดสิ้นหรือเปล่า” ข้าพเจ้าถามอีก “ แสดงว่าศักดิ์ทำจริงใช่ไหม” น.ช.สมศักดิ์ “ ครับผมทำจริง”

ภายในหมวดผู้ช่วยเหลือฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ได้มารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อข้าพเจ้านำน.ช.สมศักดิ์มาถึง ได้ให้น.ช.สมศักดิ์นั่งที่เก้าอี้ซึ่งจัดไว้กลางห้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังและกองทะเบียนประวัติอาชญากรเข้ามา ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจสอบประวัติบุคคลตามระเบียบ แต่น.ช.สมศักดิ์ขอเวลาสูบบุหรี่หนึ่งมวนก่อน ซึ่งก็ได้อนุญาตให้ตามคำขอ

ระหว่างที่รอให้บุหรี่หมดมวน สารวัตรโกมลหัวหน้าชุดของกองทะเบียนประวัติอาชญากร ได้ถาม น.ช.สมศักดิ์ว่า “ สมศักดิ์คุณเป็นคนเกิดจังหวัดไหน”

น.ช.สมศักดิ์สูบอัดควันบุหรี่เข้าปอดอย่างแรงแล้วตอบว่า “ สารวัตรครับ ความจริงแล้วผมไม่ใช่คนไทยหรอกครับ ผมเป็นคนลาวฝั่งโน้น”

สารวัตรโกมลร้องขึ้น “ อ้าว ในใบทะเบียนประวัติ บอกว่าคุณเป็นคนไทยไม่ใช่หรือ”

น.ช.สมศักดิ์ตอบ “ใช่ครับสารวัตร แต่ผมปลอมแปลงสัญชาติหลบหนีจากฝั่งลาวเข้ามา” ข้าพเจ้าสงสัยจึงถามขึ้น “ ปลอมยังไงศักดิ์ประวัติถึงได้ออกมาเป็นคนไทยอย่างนี้”

น.ช.สมศักดิ์ “ โถ่หัวหน้าครับ ประเทศไทยนะครับ ขอให้มีเงินจ่ายก็แล้วกัน รับรองว่าสามารถมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และทำบัตรประชาชนได้สบายมาก”

ข้าพเจ้าถามอีก “ แล้วศักดิ์นึกยังไงถึงเข้ามาอยู่ในเมืองไทย แถมยังพูดภาษาไทยได้ชัด จนผมฟังไม่ออกเลยว่าเป็นคนต่างชาติ”

น.ช.สมศักดิ์ “ ภาษาไทยนะครับหัวหน้า คนทางฝั่งบ้านผมส่วนใหญ่จะพูดกันได้แทบทั้งนั้น และผมเคยข้ามมาทางฝั่งไทยบ่อยๆ ได้พูดภาษาไทยอยู่เป็นประจำ ผมจึงพูดได้คล่อง ส่วนสาเหตุที่ต้องหนีข้ามมาฝั่งไทยนั้น เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ”

“ เดิมทีนั้นผมเกิดและโตขึ้นมาทางฝั่งโน้น อาชีพผมก็รับจ้างทั่วไปแม้กระทั่งทำนาทำสวน ข้อเสียของผมคือ ผมเป็นคนมีอารมณ์ทางเพศรุนแรงและต้องการบ่อยมาก ถ้าพอมีเงินอยู่บ้างผมก็จะไปเที่ยวผู้หญิง แต่ถ้าหาเงินไม่ได้แล้วเกิดมีอารมณ์ขึ้นมา ผมก็จะใช้วิธีดักฉุดผู้หญิงตามที่เปลี่ยวแล้วลงมือข่มขืน ซึ่งสมัยที่ผมอยู่ทางฝั่งโน้น ผมได้ข่มขืนผู้หญิงมานับไม่ถ้วน ถ้าครั้งไหนเรื่องแดงขึ้นมา ผมก็จะหนีไปหากินในที่อื่นต่อไป แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงที่ผมข่มขืนมักจะไม่กล้าเอาเรื่อง เพราะกลัวอับอาย

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมดักฉุดผู้หญิงมาได้ แล้วจะลงมือข่มขืน แต่ผู้หญิงคนนั้นต่อสู้กับผมเต็มที่ ผมเลยโมโหพลั้งมือฆ่าผู้หญิงคนนั้นตาย เสร็จแล้วผมได้เอาศพไปโยนทิ้งน้ำ แล้วหนีไปอยู่ที่อื่น แต่อย่างว่าแหล่ะครับ ผมอดนิสัยเดิมไม่ได้ เมื่อไปอยู่ที่ใหม่ เวลาผมเกิดมีอารมณ์ขึ้นมาแต่ไม่มีเงิน ผมก็จะใช้วิธีดักฉุดผู้หญิงอีก ในเมื่อเจ้าทุกข์ส่วนใหญ่ไม่กล้าเอาเรื่อง ผมเลยยิ่งได้ใจทำบ่อยขึ้น สุดท้ายผมก็พลั้งมือฆ่าผู้หญิงตายไปอีกคนหนึ่ง ผมเอาศพไปโยนทิ้งน้ำอีกเหมือนเดิม แต่คราวนี้หลังจากญาติคนตายพบศพ ก็ประกาศจะตามล่าคนฆ่าให้ได้ ซึ่งญาติของคนตายค่อนข้างเป็นคนที่มีชื่อเสียงทางฝั่งโน้น ผมรู้ตัวว่าไปไม่รอดแน่ จึงหนีข้ามมาทางฝั่งไทย โดยมีคนรู้จักกันช่วยเหลือพาไปทำงานที่โคราช และช่วยเรื่องปลอมแปลงสัญชาติ ซึ่งตัวผมนั้นมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “ ศักดิ์สิทธิ์ คำใส”

ตอนผมอยู่ที่โคราช เวลาผมเกิดมีอารมณ์ขึ้นมา ผมจะไปเที่ยวผู้หญิงหากินซึ่งหาได้ไม่ยาก และราคาไม่แพงนัก ช่วงนี้ผมไม่ได้ข่มขืนใครอีกเลย ภายหลังผมมาถูกจับในข้อหาลักทรัพย์ และถูกตัดสินให้ติดคุกอยู่ที่เรือนจำโคราช

ตอนที่ติดคุกอยู่นี้ผมได้รู้จักสนิทสนมกับอาของจารุณี(ชื่อเหยื่อรายสุด ท้าย) เมื่อพ้นโทษออกมาด้วยกัน ผมยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนดี อาของจารุณีได้ชวนผมให้ไปอยู่ด้วยกันที่จังหวัดเลย ซึ่งก็คือบ้านของจารุณีนั่นเอง

เมื่อผมเดินทางมาถึงจังหวัดเลย ผมยังไม่ได้เดินทางต่อไปที่เชียงคานในทันที เวลานั้นผมเกิดมีอารมณ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากผมเพิ่งพ้นโทษออกมาวันแรกแต่ไม่มีเงินไปเที่ยวผู้หญิง ผมจึงหลบอาของจารุณีออกไปหาเหยื่อเพื่อระบายอารมณ์ สุดท้ายผมไปพบผู้หญิงคนหนึ่ง มีอาชีพขับขี่รถสามล้อเครื่องรับจ้าง ผมหลอกพาไปข่มขืนในป่าด้านหลังโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผมกลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะจำหน้าผมได้ และทำให้ผมอยู่ในจังหวัดเลยต่อไปไม่ได้ ผมจึงพยายามฆ่าปิดปากผู้หญิงคนนั้น แต่ผมมารู้ทีหลังว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ตาย จึงรีบเดินทางหนีมาพักอาศัยกับอาของจารุณีที่อำเภอเชียงคาน

ที่บ้านของจารุณีตอนที่ผมไปอาศัยอยู่ด้วยนั้น พอดีเป็นช่วงที่จารุณีและพี่สาว ซึ่งทำงานอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ได้กลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน พอผมได้พบเห็นหน้าจารุณีเท่านั้น ผมก็นึกชอบจารุณีขึ้นมาทันที เพราะว่าเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีคนหนึ่ง ผมตั้งใจไว้ว่าจะต้องให้เป็นของผมให้ได้ ก่อนที่จารุณีจะกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ

จนกระทั่งคืนวันเกิดเหตุ ผมรู้มาว่าจารุณีจะกลับกรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น ผมจึงคิดหาทางเผด็จศึกให้ได้ พอดีคืนวันนั้นฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ทุกคนต่างแยกย้ายไปนอนกันแต่หัวค่ำ ตกดึกผมซึ่งยังนอนไม่หลับ สังเกตว่าทุกคนในบ้านได้หลับกันหมดแล้ว จึงลุกขึ้นย่องเข้าไปที่มุ้งของจารุณีซึ่งนอนอยู่คนเดียว

เมื่อไปถึงได้เข้าไปกอดและพยายามถอดเสื้อผ้าออก แต่จารุณีได้ตื่นขึ้นมาทำท่าจะร้อง ผมจึงเอามืออุดปากไว้และขอนอนด้วย แต่จารุณีไม่ยอม พยายามดิ้นรนและจะร้องให้คนช่วย ผมจึงหยิบผ้าขนหนูยัดเข้าไปในปาก และหยิบสายไฟวิทยุที่อยู่ข้างที่นอน พันรัดเข้าที่ลำคอของจารุณีจนนิ่งไป แล้วผมจึงลงมือข่มขืนทันที เสร็จแล้วผมถึงรู้ว่าจารุณีได้สิ้นใจตายไปแล้ว ผมจึงเก็บเสื้อผ้ารีบหนีแต่ก็ไปไม่รอด ผมจึงต้องมาชดใช้กรรมที่ทำไว้ อย่างที่เห็นกันในวันนี้แหละครับ”

สำหรับคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.ค. พ.ศ.2538 เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เชียงคาน จังหวัดเลย ได้รับแจ้งเหตุพบศพหญิงสาวถูกข่มขืนและฆ่า ที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่ที่ 6 ตำบลบุฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าบนที่นอนมุมห้องด้านหลังบ้าน มีร่างของนางสาวจารุณี(ขอสงวนนามสกุล) อายุ 15 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ โดยถูกฆ่าตายอย่างโหด สภาพศพที่พบสวมใส่เสื้อยืดคอกลมสีฟ้า ส่วนกางเกงผ้ายืดสีน้ำเงินขาสั้นและกางเกงชั้นในสีขาวถูกรูดมากองไว้ที่ข้อ เท้า ที่บริเวณอวัยวะเพศมีร่องรอยถูกข่มขืนจนฉีกขาด มีเลือดและปัสสาวะไหลเปื้อนเจิ่งนองเต็มที่นอน พบขนเพชรและคราบอสุจิที่ร่างของผู้เสียชีวิต ที่ลำคอมีรอยเขียวช้ำคล้ายถูกรัดอย่างแรง ที่ปากมีผ้าขนหนูอุดไว้แน่น บนที่นอนพบสายไฟฟ้าตกอยู่หนึ่งเส้น คาดว่าเป็นอาวุธที่ใช้รัดคอผู้เสียชีวิต

น้องสาวของน.ส.จารุณี ผู้พบศพคนแรกให้การว่า เวลาประมาณ 05.00 น. แม่ได้มาปลุกให้ตนลุกขึ้นไปหุงข้าว ในตอนนั้นเห็นนายสมศักดิ์ พรนารายณ์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับอาของตน เดินถือกระเป๋าเสื้อผ้ารีบร้อนออกไปจากบ้าน โดยไม่บอกกล่าวพูดจาแต่อย่างใด เมื่อไปเปิดมุ้งเพื่อจะปลุกพี่สาวของตน ก็พบว่าได้ถูกฆ่าตายไปแล้ว จึงส่งเสียงร้องเรียกให้คนในบ้านได้รับรู้

ส่วนแม่ของน.ส.จารุณีให้การว่า ปกติแล้วน.ส.จารุณีและพี่สาว จะทำงานก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ ช่วงนี้ได้ลางานกลับมาเยี่ยมบ้าน และจะเดินทางกลับไปทำงานในเย็นวันนี้(4 ก.ค. 38) แต่ก็มาถูกฆ่าตายไปเสียก่อน เวลาเกิดเหตุน่าจะเป็นตอนกลางคืนวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งเวลานั้นมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จึงไม่มีใครได้ยินเสียงอะไร ส่วนนายสมศักดิ์ที่หายตัวไปนั้น เพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยอาของลูกสาวเป็นผู้พามาขออาศัยอยู่ด้วยชั่วคราว ด้วยความสงสารจึงอนุญาตให้พักอยู่ด้วย ดูจากลักษณะภายนอกแล้วเหมือนกับคนซื่อๆ ไม่น่าที่จะเป็นคนโหดร้ายไปได้ แต่แล้วกลับมาก่อคดีขึ้นในบ้านของตน และผู้เสียชีวิตก็เป็นลูกสาวของตนอีกด้วย ตนอุตสาห์ให้ที่อยู่อาศัย ไม่น่าที่จะมาทำกันอย่างนี้เลย

เมื่อทราบข้อมูลผู้ต้องสงสัยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกติดตามหาตัวนายสมศักดิ์ เพื่อนำตัวมาสอบสวนหาตัวคนร้ายที่แท้จริงให้ได้อย่างเร่งด่วน

วันที่ 5 ก.ค. พ.ศ.2538 เวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เชียงคาน ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบผู้ต้องสงสัยน่าจะใช่นายสมศักดิ์ นั่งรอรถโดยสารอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสาร บ้านนาจานน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จึงรีบนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบ เมื่อนายสมศักดิ์เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาหาตน ได้ลุกขึ้นพยายามวิ่งหนีแต่ไปไม่พ้นถูกจับกุมได้ และนำตัวมาสอบสวนที่สภ.อ.เชียงคานทันที

ผลการสอบสวนเบื้องต้น นายสมศักดิ์ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างสาเหตุว่าเกิดมีอารมณ์ทางเพศจนหน้ามืดทนไม่ไหว เมื่อเห็นทุกคนในบ้านหลับสนิทหมดแล้ว ประกอกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก น่าจะกลบเสียงอื่นได้ ตนจึงย่องเข้าไปหาน.ส.จารุณีที่มุ้ง แต่ว่าฝ่ายหญิงไม่เล่นด้วย พยายามจะร้องเรียกให้คนช่วยและต่อสู้ดิ้นรน ตนจึงพลั้งมือฆ่าน.ส.จารุณีตาย และยังสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกว่า ตนเป็นผู้ข่มขืนและพยายามฆ่าโชเฟอร์สามล้อเครื่องรับจ้าง ที่ป่าด้านหลังโรงเรียนบ้านนาซำ หมู่ที่ 7 ตำบลนาอาน อำเภอเมือง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมานี่เองอีกด้วย

หลังจากได้ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆเสร็จสิ้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสำนวนการสอบสวนมอบให้อัยการ เพื่อส่งฟ้องนายสมศักดิ์ต่อศาลจังหวัดเลย ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายสมศักดิ์ โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์และจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุอันควรปราณีที่จะลดโทษให้

หลังจากถูกศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิตแล้ว ได้ถูกส่งตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง และเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อมาเป็น “ข.ช.สมศักดิ์” (ข.ช.ย่อมาจากขังชาย หมายถึงนักโทษที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา) และได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นอุทธรณ์ ตามระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดให้

ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ข.ช.สมศักดิ์ได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นฎีกาอีก

ผลการพิจารณาของศาลฎีกา ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ จึงกลายมาเป็นนักโทษเด็ดขาด เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อมาเป็น “น.ช.สมศักดิ์” (น.ช.ย่อมาจากนักโทษเด็ดขาดชาย หมายถึงนักโทษที่คดีถึงที่สุดแล้ว บางรายไม่ขอยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ได้ แต่เมื่อพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดให้แล้ว จะกลายเป็นนักโทษเด็ดขาดทันที)

หลังจากถูกศาลตัดสินเด็ดขาดแล้ว น.ช.สมศักดิ์ได้ทำหนังสือทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์อีก ต่อมาได้มีพระกระแสรับสั่งให้ยกฎีกา เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2542 และมีคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการประหารชีวิต ในวันที่ 30 เม.ย. 2542

หลังจากที่น.ช.สมศักดิ์ได้เล่าเรื่องราวของตัวเองจบลงแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจสอบตำหนิแผลเป็น และประวัติบุคคลตามที่ได้เคยให้ไว้(ประวัติปลอม) เสร็จแล้วเวรผู้ใหญ่ในวันนั้นได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้ น.ช.สมศักดิ์ฟัง และให้เซ็นทราบในคำสั่งตามระเบียบ ต่อจากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรม แต่น.ช.สมศักดิ์ไม่มีทรัพย์สินใดๆ

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดโอกาสให้เขียนจดหมาย น.ช.สมศักดิ์ได้เขียนจดหมายเป็นภาษาลาวจำนวน 2 หน้ากระดาษ พร้อมกับจดที่อยู่ของผู้รับที่ประเทศลาว มอบให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ดำเนินการจัดส่งให้ถึงผู้รับตามระเบียบต่อไป

จากนั้นข้าพเจ้าได้ยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้น.ช.สมศักดิ์ ซึ่งวันนั้นมีข้าวเปล่า ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ ขนมหม้อแกงและน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวด น.ช.สมศักดิ์ได้ตักข้าวและกับกินไปประมาณครึ่งจาน แล้วหยิบขนมกินไปอีกครึ่งชิ้น พร้อมกับพูดกับข้าพเจ้าว่า “ ผมยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่มีน้ำใจดีมาก แต่ผมมันทำตัวไม่ดีเอง ทรยศต่อผู้มีพระคุณ และเนรคุณต่อแผ่นดินที่ผมหนีเข้ามาขออาศัยอยู่ เมื่อผมถูกส่งตัวเข้ามาอยู่ที่เรือนจำแห่งนี้ ก็ไม่เคยมีใครรังแกหรือกลั่นแกล้งผม มีแต่ให้ความสงสารเห็นใจ หากชาติหน้ามีจริง ผมขอเกิดมาเพื่อชดใช้ความผิดและตอบแทนพระคุณผืนแผ่นดินแห่งนี้ด้วยเถิดครับ”

ข้าพเจ้าได้บอกกับน.ช.สมศักดิ์ “ดีแล้วที่ศักดิ์ยังรู้สำนึกในความผิดถึงแม้ว่าจะสายเกินไป อย่างน้อยผมคนหนึ่งที่เป็นคนไทย ขออโหสิกรรมให้แก่ศักดิ์ และขอให้ศักดิ์พ้นบ่วงกรรม อย่าได้มีการอาฆาตจองเวรกับใครอีกเลยนะ” น.ช.สมศักดิ์ “ ขอบคุณครับหัวหน้า”

หลังจากอาหารมื้อสุดท้าย น.ช.สมศักดิ์ได้ขอเวลาสูบบุหรี่อีกหนึ่งมวน เสร็จแล้วข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมด นำน.ช.สมศักดิ์เข้าไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ ซึ่งได้กล่าวถึงผลของบาปบุญ

ต่อจากนั้นข้าพเจ้าได้นำน.ช.สมศักดิ์เดินไปสู่หลักประหาร ตลอดทางข้าพเจ้าได้ชวนพูดคุยและคอยปลอบใจ ซึ่งน.ช.สมศักดิ์แสดงอาการปลงตกยินยอมรับการลงโทษแต่โดยดี สามารถเดินได้อย่างปกติ

เมื่อผ่านที่หน้าศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ พี่บานซึ่งเดินตามมาด้านหลัง ได้บอกให้ข้าพเจ้านำตัวแวะที่หน้าศาลก่อน แล้วนำเดินต่อไปจนใกล้ถึงศาลาเย็นใจ น.ช.สมศักดิ์ก็เกิดอาการเข่าอ่อนทรุดลงไป ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องช่วยกันประคองตัวเดินจนสามารถไปถึงศาลาเย็น ใจได้

เมื่อเข้าไปในศาลาเย็นใจแล้ว ได้ให้น.ช.สมศักดิ์นั่งที่เก้าอี้สีขาว พี่บานได้หยิบดอกไม้ธูปเทียน ส่งให้น.ช.สมศักดิ์พนมมือไหว้ไปทางอุโบสถวัดบางแพรกใต้ แล้วหยิบผ้าดิบขึ้นผูกที่ตาของน.ช.สมศักดิ์ เสร็จแล้วข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายได้พยุงตัวให้ลุกขึ้น นำตัวเดินไปที่ห้องประหารทันที

ภายในห้องประหาร ข้าพเจ้าได้นำน.ช.สมศักดิ์ไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง เมื่อเข้าไปถึงพี่เลี้ยงอีกนายได้บอกให้ข้าพเจ้าช่วยยกตัวน.ช.สมศักดิ์ขึ้น นั่งบนแท่นไม้ และให้ข้าพเจ้าใช้มือขวาจับมือทั้งสองข้างของน.ช.สมศักดิ์ให้พนมมือกำดอกไม้ ธูปเทียนไว้ ส่วนมือซ้ายของข้าพเจ้าให้กดหลังดันให้หน้าอกของน.ช.สมศักดิ์อัดติดกับเสา หลักประหาร ตลอดเวลานั้นน.ช.สมศักดิ์ไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนแต่อย่างใด พี่บานได้ส่งสัญญาณให้ข้าพเจ้าดูวิธีการมัดตัวนักโทษให้ติดกับหลัก ซึ่งเมื่อดูแล้วข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ยาก

ต่อจากนั้นได้ให้ข้าพเจ้าช่วยยกแผงผ้าม่านมาตั้งที่ด้านหลังของน.ช.สมศักดิ์ พร้อมกับสอนวิธีตั้งเป้าตาวัวให้ตรงกับหัวใจของนักโทษแก่ข้าพเจ้า เสร็จแล้วใช้ทรายแห้งโรยรอบเสาหลักประหาร เพื่อให้ซับเลือดที่จะไหลเจิ่งนองลงมา

จากนั้นพี่บานได้ให้ข้าพเจ้าทำความเคารพไปที่น.ช.สมศักดิ์ พร้อมกับกล่าวนำ “ พุทธัง อเจตนานัง ธรรมมัง อเจตนานัง สังฆัง อเจตนานัง สิ่งที่พวกกระผมทำไปในวันนี้ มิมีเจตนาที่จะกระทำ เป็นการกระทำตามหน้าที่ ขอให้อโหสิกรรมด้วย” ข้าพเจ้าได้ยินเสียงน.ช.สมศักดิ์ขานรับ “ ครับหัวหน้า”

ต่อมาเป็นหน้าที่ของพลเล็งปืน ซึ่งทำหน้าที่บรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว เมื่อตรงดีแล้วได้ทำการล็อกตัวปืนยึดติดกับแท่น เพชฌฆาตมือหนึ่งได้เข้ามาตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าศูนย์ปืนตรงดีแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ หัวหน้าชุดประหารได้โบกธงแดงลงทันที เพชฌฆาตเหนี่ยวไกปืนออกไปเป็นจังหวะ “ ปัง ปัง ปังๆๆๆๆๆ “ รวมทั้งสิ้น 8 นัดด้วยกัน โดยทำการประหารเมื่อเวลา 18.01 น.

หลังจากยิงไปแล้วประมาณ 3 นาที พี่บานได้ชวนข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายพร้อมด้วยแพทย์ เข้าไปตรวจดูร่างของน.ช.สมศักดิ์ พี่บานได้บอกให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เปิดผ้าผูกตาออก ซึ่งข้าพเจ้าในตอนนั้นรู้สึกเสียวเข้าไปถึงหัวใจ กลัวว่าเมื่อเปิดผ้าผูกตาออก น.ช.สมศักดิ์จะจ้องมองข้าพเจ้าแล้วยักคิ้วให้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อแพทย์เห็นว่าสิ้นใจแน่แล้ว ไม่ต้องทำการยิงซ้ำ จึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

หัวหน้าชุดประหารได้สั่งให้นำร่างของน.ช.สมศักดิ์ลงจากหลักประหาร พี่บานได้เรียกให้ข้าพเจ้าเข้าไปช่วย พร้อมกับสอนวิธีตัดด้ายดิบให้กับข้าพเจ้า และจับพลิกร่างให้น.ช.สมศักดิ์นอนคว่ำหน้าลง จากนั้นเป็นหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง เข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมืออีกครั้งหนึ่ง เป็นอันหมดหน้าที่ของพี่เลี้ยง

เมื่อได้ทำการประหารเสร็จสิ้นแล้ว พี่บานได้แนะนำและอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้แก่ข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับบอกว่า “ยุทธถ้ามีการประหารคราวหน้า ให้คุณเตรียมมีดคัตเตอร์สำหรับตัดด้ายดิบมาด้วย เก็บซ่อนให้ดีๆ ระวังอย่าให้ถูกนักโทษแย่งไปได้ และถ้ามีกุญแจมือให้เตรียมมาด้วย เผื่อเกิดมีเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้ช่วยกันได้” ข้าพเจ้ารับทราบแล้วไปเข้าเวรต่อที่ฝ่ายควบคุมแดน 10

หลังจากการทำหน้าที่พี่เลี้ยงครั้งแรกของข้าพเจ้าได้ผ่านไปแล้ว ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า มีกลิ่นคาวของเลือดติดอยู่ที่จมูกของข้าพเจ้าตลอดเวลา เป็นเช่นนี้อยู่ 3-4 วัน จึงได้เล่าให้รุ่นพี่ฟังและได้รับคำแนะนำให้ไปถวายสังฆทาน

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรีบไปดำเนินการทันที และได้เล่าสาเหตุให้พระผู้รับสังฆทานฟัง พระรูปนั้นได้สวดมนต์แผ่ส่วนกุศลไปให้ และได้บอกกับข้าพเจ้าว่า

“ โยม เท่าที่โยมเล่าให้ฟัง โยมได้ทำตามหน้าที่ คิดว่าไม่น่าจะเป็นบาป เพราะถ้าเป็นบาป ทหารตำรวจที่ฆ่าโจรผู้ร้ายเพื่อบ้านเมืองก็คงต้องบาปด้วย สมัยโบราณกษัตริย์ไทยหลายพระองค์ ได้สู้รบเพื่อปกป้องบ้านเมือง และได้ฆ่าข้าศึกตายไปจำนวนมาก ก็คงต้องบาปด้วยเช่นกัน โยมเป็นตัวแทนของประเทศ ทำหน้าที่กำจัดคนที่เป็นอันตรายต่อแผ่นดินให้หมดไป และยังเป็นการทำตามคำสั่งที่ถูกต้องอีกด้วย ขอให้โยมคิดว่าทำเพื่อบ้านเมือง ซึ่งหน้าที่นี้คงมีน้อยคนนักที่จะได้เข้ามาทำ หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศล แล้วโยมจะดีขึ้นเอง”

หลังจากที่ข้าพเจ้ากลับจากวัดในวันนั้น กลิ่นคาวเลือดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง และตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าข้าพเจ้าจะนำนักโทษไปประหารครั้งละกี่รายก็ตาม ไม่เคยมีกลิ่นคาวเลือดติดจมูกของข้าพเจ้าอีกเลย

ขอให้ดวงวิญญาณทั้งหลายของผู้ที่ถูกนายสมศักดิ์ พรนารายณ์ ทำร้าย จงไปสู่สุขติภพ

ขออโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณนายสมศักดิ์ พรนารายณ์ อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย

หมายเหตุ...บุคคลในภาพข่าวได้ชดใช้กรรมในคดีข่มขืน

โปรดอดใจรอเรื่องราวของนักโทษประหารอีก 39 ราย ครับ
หรือหาอ่านได้จากหนังสือ "คำสารภาพสุดท้ายของนักโทษประหาร"

ขอขอบคุณที่อ่านบทความนี้ครับ
เขียนโดย ยุทธ บางขวาง 

สุดโหด!! 25 อันดับ วิธีการประหารชีวิตที่เหี้ยมและทรมานมากที่สุดในโลก

สุดโหด!! 25 อันดับ วิธีการประหารชีวิตที่เหี้ยมและทรมานมากที่สุดในโลก




หาก จะพูดถึงการประหารชีวิตในยุคต่าง ๆ ต้องบอกเลยว่า มีหลากหลายวิธีที่เรียกว่าโหดร้ายทารุณสุด ๆ ทั้งนี้ที่ทำไปก็เพื่อไม่ให้ไม่มีใครเอาเยี่ยงอย่างหรือให้หลาบจำ แต่อยากรู้ไหมว่า วิธีการประหารชีวิตที่โหดร้ายแบบสุด ๆ นั้นมีอะไรบ้าง วันนี้นำมาให้ดูกัน 25 วิธีการประหารชีวิตสุดโหดจากทั่วโลก

25. จับพันธนาการกับต้นไม้จนตาย


เป็นรูปแบบการประหารชีวิตของจักรวรรคดิเปอร์ เซียโบราณ นักโทษจะถูกถอดเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า และถูกยัดเข้าไปในโพรงของต้นไม้ใหญ่ พร้อมทั้งถูกมัดให้แขนขายื่นออกมาข้างนอกโพรงต้นไม้ มีแค่นม และน้ำผึ้ง เท่านั้น จนนักโทษท้องเสียและมีการทาน้ำผึ้งไว้ตามมือกับเท้า เพื่อล่อแมลงเข้ามาตอม ต่อย หรือวางไข่สร้างรังโดยที่นักโทษไม่สามารถทำอะไรได้ ขณะเดียวกันเมื่ออุจจาระส่งกลิ่น ก็จะกระตุ้นให้แมลงยิ่งเข้ามาอีก บางทีแมลงพวกนี้ก็จะมากินอุจจาระและวางไข่หรือชอนไชเข้าไปในก้นด้วย สุดท้ายนักโทษทรมานจากทั้งหิวโซ ขาดน้ำ ช็อก และทรมานจากการถูกแมลงเหล่านี้กัดต่อยชอนไช

24. กิโยติน


 
การตัดหัวด้วยเครื่องตัวหัวแบบกิโยติน เป็นการประหารชีวิตแบบฉับพลัน ยุคแรก ๆ ของโลก ซึ่งการตัดหัวแบบนี้ ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในช่วงยุคกลาง โดยครั้งที่สร้างความกระฉ่อนที่สุด ก็คือการใช้กิโยตินสำเร็จโทษพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ต ในเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ในระหว่างปี 1789-1799 

23. จับคู่ถ่วงน้ำ


 
การจับคู่ชาย-หญิง ด้วยการมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนา แล้วนำไปถ่วงน้ำ ถือว่าเป็นการประหารชีวิตที่มีความทรมานตรงการถูกจับมัดแล้วโยนถ่วงน้ำจนขาด อากาศหายใจจนตาย ใช้กับการลงโทษต่อคู่ชาย-หญิง ที่สมคบคิดว่าจะเป็นการคบชู้สู่ชาย ซึ่งประเทศที่คิดค้นการประหารนี้ ก็คือประเทศฝรั่งเศส

22. รองเท้าปูน


  

การลงโทษรูปแบบนี้ ก็มีความคล้ายคลึงกับการจับมัดมือมัดเท้า โยนถ่วงน้ำ ซึ่งก็ให้เหยื่อจะถูกเอาเท้ายัดเข้าไปในแท่นรองเท้าที่ทำจากปูนซีเมนต์ แล้วจับไปโยนลงน้ำ ถ่วงเอาไว้จนขาดอากาศหายใจ โดยคนที่คิดค้นการประหารรูปแบบนี้ เป็นกลุ่มมาเฟียในสหรัฐฯ ในช่วงการพัฒนาประเทศใหม่ ๆ หลังประกาศเอกราชจากอังกฤษ

21. ช้างเหยียบจนตาย

   

การประหารชีวิตด้วยการใช้ช้าง ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิเช่น ไทย, เมียนมาร์, กัมพูชา และสปป.ลาว รวมไปถึง อินเดีย ด้วยเช่นกัน โดยจะใช้รูปแบบที่แตกต่างกันไป ตามรูปแบบการปกครองในแต่ละอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ช้างเตะลูกตะกร้อยักษ์ที่มีหนามข้างให้เหยื่อถูกหนามแทง จนเสียชีวิต หรือไม่ก็เอาช้างมาเหยียบจนกว่าจะเสียชีวิต

20. การประหารชีวิตของโจรสลัด


เป็นการประหารชีวิตที่ใช้กันมากในหมู่คนเดิน ทางเรือ โดยเฉพาะบรรดาโจรสลัด ซึ่งวิธีการของรูปแบบนี้ ก็คือให้เหยื่อเดินไปยังแผ่นกระดานที่เป็นสะพานเรือที่ยื่นออกไปทะเล จนพลัดตกลงน้ำ ซึ่งใครที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็มีสิทธิ์ตายอย่างช้า ๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น จมน้ำตายเอง หรือจะโดนฉลามที่อยู่ในบริเวณนั้นกินเอา จะเห็นภาพให้ชัดลองไปดูภาพยนตร์ Pirates of Caribbean ดูก็ได้นะครับ

19. เบสทีอาร์ลี


วิธีการประหารชีวิตที่ว่ามีความโหดเหี้ยมมาก ๆ ในยุคโบราณ ก็คือการที่การปล่อยให้นักโทษถูกบรรดาสิงโตที่หิวโหยไล่กัดและถูกฉีกร่าง เป็นชิ้น ๆ ซึ่งจะลงโทษต่อนักโทษทางการเมืองในสมัยจักรวรรดิโรมันอันเลื่องลือ

18. มัซซาเทลโล


เป็นรูปแบบการประหารชีวิตที่ดูซาดิสต์อีกรูปแบบหนึ่งที่ดูจะเกิดความยำเกรงในช่วงทศวรรษที่18  ด้วยการใช้ค้อน ทุบหัวเหยื่อจนเละ แบบว่าตายแบบสนิทใจแน่นอน

17. แขวนคอกับขื่อประจาน


การประหารชีวิตที่ทั่วโลกยังใช้อยู่ ณ เวลานี้ ก็คือการประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยที่สหรัฐอเมริกาเริ่มพัฒนาประเทศในยุคประเทศเกิดใหม่ที่หลากหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งรกราก

16. เลื่อยทั้งเป็น


วิธีการประหารที่เสียวซ่านปนซาดิสต์อีกแบบ หนึ่งที่แพร่กระจายอยู่ทั้งในยุโรปและเอเชีย นั่นก็คือการเลื่อยผ่าเป็นครึ่งซะเลย ด้วยเลื่อยไม้ที่ลับให้คมกริบ ซึ่งต้องให้นักโทษถูกกางมัดมือมัดเท้า ห้อยหัวลงพื้นแล้วเอาเลื่อยผ่าจากก้นไปจนถึงศีรษะ จนนักโทษเสียชีวิต

15. ถลกหนังทั้งเป็น


เป็นการประหารชีวิตด้วยการถลกหนังเหยื่อออก ด้วยมีดที่ลับมาคมกริบ จากนั้นก็จะค่อย ๆ ตาย อย่างช้า ๆ จากภาวะน้ำในร่างกายไม่เพียงพอ แล้วหนังนั้นก็จะถูกนำไปแขวนไว้กับผนังประจานไว้เพื่อแสดงถึงใครที่คิดแข็ง ข้อต่ออำนาจทางการเมือง

14. อินทรีอาบเลือด


อินทรีอาบเลือด หรือ Blood Eagle เป็นการประหารชีวิตที่ดูโหดอีกแบบหนึ่งในโลกในนี้ ด้วยการหักกระดูกซี่โครงและโครงกระดูกสันหลังมาทำให้เป็นลักษณะคล้ายปีก แล้วดึงเอาปอดของเหยื่อ ออกมาจากแผ่นหลัง ว่ากันว่าจะทำให้มีลักษณะคล้ายนกอินทรี แน่นอนว่าวิธีนี้ทรมานมาก ปรากฏอยู่ในตำนานของชนชาตินอร์ดิก หรือ กลุ่มชาวสแกนดิเนเวียในปัจจุบัน ที่ประกอบไปด้วย สวีเดน, นอร์เวย์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ เป็นต้น

13. เดอะ กรีดิรอน


 
รูปแบบนี้ เป็นยุคแรกของการเผาทั้งเป็นซึ่งยังไม่มีพวกฟางและน้ำมัน วิธีการคือก็นำเหยื่อไปนอนรมไฟที่เตียงเหล็กหรือถ่านหินร้อน ๆ จนสามารถเผาเหยื่อได้ทั้งเป็นอย่างช้า ๆ จนเป็นที่นิยมในช่วงยุคกลางที่มีการล่าแม่มดของฝั่งยุโรปนับจากนั้น

12. ก้อนหินทับให้ตาย


การประหารชีวิตที่อาศัยน้ำหนักของก้อนหิน ก้อนเหล็ก อันมหึมา ด้วยการนำเหยื่อนอนคว่ำลงกับพื้น แล้วเเผ่นไม้กระดานวางบนหลังของเหยื่อ จากนั้นก็เริ่มเอาก้อนหินใหญ่ วางไปเรื่อย ๆ จน เหยื่อขาดใจตายด้วยความหนักของก้อนหินที่วางแบบไม่มีที่สิ้นสุด การประหารชีวิตลักษณะนี้มีจุดเริ่มต้นจากแถบยุโรปหรืออเมริกา

11. แคทเธอรีน วีล

วิธีการลงโทษรูปแบบนี้ จะเป็นการตรึงนักโทษไว้บนล้อเกวียน จากนั้นก็จะหมุนล้อ ขณะที่เพชฌฆาตก็คอยเหวี่ยงท่อนเหล็กไปที่ร่างนักโทษอย่างแรงให้ร่างแหลก เป็นการทรมานที่เหี้ยมไม่น้อย

10. สแปนิช ทิกเกลอร์


เป็นวิธีการประหารชีวิตสุดโหดร้ายด้วยอุปกรณ์ แหลมคมอย่างคราดเหล็กที่มีลักษณะอย่างที่เห็น เพชฌฆาตจะใช้อุปกรณ์นี้ในการจิกขูดผิวหนังของนักโทษให้เป็นแผลเหวอะหวะ ทรมานแค่ไหนไม่อยากคิดเลยทีเดียว

9. เผานั่งยาง


เป็นวิธีประหารชีวิตที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล โดยจะนำนักโทษมาเผากันสด ๆ บนยางที่รู้กันดีว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยมแค่ไหน อย่างไรก็ดี นักโทษที่ถูกประหารด้วยวิธีนี้อาจโชคดีถ้าหากถูกเผานั่งยางพร้อมกับนักโทษ หลาย ๆ คน เพราะหากเป็นอย่างนั้นนักโทษจะเสียชีวิตจากคาร์บอนมอนออกไซด์จากควันโขมง เสียก่อนที่ร่างตัวเองจะถูกเผา แต่หากเป็นนักโทษที่ต้องเผานั่งยางเดี่ยว ๆ ถือว่าโชคร้ายมาก ๆ เพราะเขาต้องทรมานกับการถูกเผาร้อนระอุก่อนตาย แม้ว่าจะเพียงแค่เวลาสั้น ๆ ก็ตาม

8. ประหารด้วยต้นไผ่


วิธีนี้เป็นวิธีประหารที่ใช้ในแถบเอเชีย นักโทษจะถูกนำตัวไปผูกคร่อมไว้บนกอไผ่ ซึ่งหากได้ยินผิวเผินแล้วอาจคิดว่านั่นไม่เห็นจะร้ายแรงอะไร แต่ขอบอกว่าไผ่นั้นเป็นพืชที่โตเร็วมาก ๆ มันสามารถงอกขึ้นได้มากถึง 1 ฟุตภายในวันเดียว ดังนั้นเมื่อมีการนำร่างคนมาผูกตรึงไว้บนกอไผ่ ไผ่ที่งอกขึ้นมามันก็จะค่อย ๆ ทิ่มแทงนักโทษให้ทรมานไปเรื่อย ๆ และในที่สุดก็ทะลุร่างพรุนเลยทีเดียว

7. ฝังทั้งเป็น


นับได้ว่าเป็นการลงโทษที่ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่เอาร่างเหยื่ออันเป็น ๆ โยนลงหลุม แล้วเอาดินกลบฝังจนหมดลมหายใจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการสังหารหมู่นานกิง ที่มีการเข่นฆ่าพลเรือนชาวจีนเป็นจำนวนมาก

6. หลิงจี้ วิธีประหารชีวิตของจีน


นับได้ว่าการลงโทษประหารชีวิตที่ดูมีความโหด เหี้ยมสุด ๆ ของชาวจีน ด้วยการค่อย ๆ หั่นอวัยวะให้ขาดไปทีละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นตัดนิ้ว ตัดแขน ตัดขา ให้นักโทษได้รับความทุกข์ทรมานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย ขณะที่เพชฌฆาตก็จะไม่ยอมให้ตายง่าย ๆเพราะจะหั่นอวัยวะที่หั่นแล้วไม่ทำให้ถึงขั้นตายก่อน (แต่ทรมานสุด ๆ ไปเลย)

5. ฮาราคีรี


ฮาราคิรี เป็นการประหารชีวิตเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของนักรบซามูไรญี่ปุ่น โดยพวกเขาต้องคว้านท้องตัวเอง ด้วยการใช้มีดสั้นแทงหน้าท้องใต้เอวขวา แล้วกรีดมาทางซ้าย จากนั้นดึงมีดขึ้นข้างบน ซึ่งเป็นการเปิดเยื่อบุช่องท้องแล้วตัดลำไส้ให้ขาด จากนั้นก็ให้เพื่อนที่สนิทที่สุดเป็นคนตัดหัวเขา ซึ่งเป็นรูปแบบของโทษประหารชีวิตสำหรับซามูไรที่มีการกระทำผิดร้ายแรงหรือ ดำเนินการ เหตุผลอื่น ๆ ที่ได้นำความอัปยศแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลประมาณว่าเลือดต้องล้างด้วยเลือด นะครับ

4. บราเซน บูล


การประหารชีวิตที่ต้องหาอะไรมาปิดหูของคุณให้ ดี ๆ เพราะมันเป็นการประหารชีวิตหดหู่ เนื่องจากคุณจะได้ยินเสียงนักโทษร้องโหยหวนด้วยความทรมานจนตาย โดยการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้ คือการนำร่างของนักโทษเป็น ๆ เข้าไปในวัวเทียมที่ถูกสร้างขึ้นให้ยัดคนเข้าไปข้างในได้พอดี เมื่อยัดร่างขังไว้ในนั้นแล้ว ก็จะทำการจุดไฟเผาวัวนั้น ให้ความร้อนค่อย ๆ ทรมานนักโทษที่ถูกขังอยู่ภายในช้า ๆ เมื่อความร้อนเริ่มเผาไหม้ร่างกาย นักโทษก็จะส่งเสียงร้องออกมา และเสียงก็จะเล็ดลอดออกมาทางปากของวัวเทียม ประหนึ่งว่าเป็นเสียงวัวร้องนั่นเอง

3. โคลอมเบียน เนคตี้


รูปแบบการประหารชีวิตนี้กระทำในแถบประเทศ โคลอมเบีย รวมถึงละตินอเมริกา เขาจะจับนักโทษแหงนคอขึ้นแล้วเชือดคอหอย จากนั้นก็จะใช้มือล้วงเข้าไปแล้วดึงลิ้นกลับเข้าไปในคอหอยมาโผล่ที่รอยแผล ซึ่งถูกเชือดเอาไว้ ลิ้นก็จะห้อยออกมาสีแดงสดเพราะเลือดย้อยเป็นสายคล้ายสายรัดเนคไทสีเลือด นั่นเอง

2. ตรึงกางเขน



การลงโทษแบบนี้ นับได้ว่าเป็นการลงโทษที่เป็นตำนานได้เลยทีเดียว มีการบันทึกว่าต้นกำเนิดมาจากชาวโรมัน เป็นวิธีการลงโทษที่ดูโหดเหี้ยมอย่างมาก นักโทษจะถูกตอกหมุดตรงฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง และตอกตรงข้อเท้าและแขวนปักอยู่บนพื้น จนเสียเลือดและถึงแก่ความตายไปในที่สุด แต่กว่าพวกเขาจะตายก็ต้องทรมานกับความเจ็บปวดอย่างมาก เป็นการตายอย่างช้า ๆ ตัวอย่างที่น่าจะเห็นได้ชัดมากที่สุด ก็คือ ฉากที่พระเยซูคริสต์ ถูกตรึงกางเขน ในภาพยนตร์เรื่อง Passion of Christ

1. แขวนคอและควักไส้พุง-บั่นคอ


นับได้ว่าเป็นการลงโทษแถบอังกฤษ ที่ดูซาดิสต์ที่สุดในบรรดารูปแบบการลงโทษประหารชีวิตเคยเกิดขึ้นมาบนโลกใบ นี้ เป็นนำร่างนักโทษไปทำการทรมานจนตาย 3 ขั้นตอน ด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วย
1.1 การแขวนคอ โดยผู้คุมจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะไม่ใช่การแขวนคอให้กระตุกจนต้นคอหักตาย แต่เป็นการรัดคอจนกระทั่งใกล้จะหมดลมหายใจตายไปในบัดดล 
1.2 จากนั้นก็ลากนักโทษไปวางบนเขียงต่อหน้าธารกำนัล แล้วผู้คุมเบอร์ 2 ก็ทำหน้าที่ชำแหละควักเอาตับไตไส้พุงออกมาให้นักโทษคนนั้นดูกันสด ๆ
1.3 หากนักโทษยังไม่ตาย ก็จะตัดหัวและตัวแยกเป็น 4 ส่วน รับรองไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแน่นอน

 Cre : Kapook

ตะลุยจาการ์ต้า

ตะลุยจาการ์ต้า

                นี่เธอไปบุโรพุทโธกันมั้ย ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์เนี่ย เห็นว่าพวกเราก็ว่างกัน เธอก็ไม่ได้ออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กันนี่ นี่คือประโยคเชิญชวนของเพื่อนสาวคนสนิทที่ชอบท่องเที่ยวแนวเดียวกับเรา คือแนวเที่ยวกินลมชมเมือง ชมอารยธรรมของเมืองต่างๆ ครั้งที่แล้ว เราจัดทริปกันที่เชียงตุงแต่ก็ว่างไม่ตรงกันเสียที คุณเธอเคยไปตะลุยบาหลีมาแล้ว กลับมาเล่าให้เราฟังใหญ่ว่าสวยอย่างนั้น วัฒนธรรมโดดเด่นอย่างนี้ แต่เรานี้สิ ทริปที่แล้วได้ไปเมืองเมดาน (Medan) ที่งดงามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับทริปเที่ยวเมืองยอร์กยาการ์ต้า (Jogjakarta) เที่ยวนี้ รับรองว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความบันเทิงอย่างครบรสอย่างแน่นอน
สวัสดีบุโรพุทโธ

                แบกเป้เที่ยวอินโดนีเซียในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากเที่ยวบิน Air Asia ที่ขยันลดราคา ซึ่งในครั้งนี้เป็นสายการบินแอร์เอเชียของอินโดนีเซีย ซึ่งจะใช้รหัสตัวย่อว่า QZ รายการนี้ล่ะ ที่มีโปรโมชั่นช่วงสงกรานต์ ลองเป็นแอร์เอเชียของไทยสิ ไม่ได้แอ้มกับเค้าหรอก ครั้งนี้เลยได้ตั๋วมาทั้งหมดสามขา ไล่ตั้งแต่ กรุงเทพฯ-จาการ์ต้า, จาการ์ต้า-ยอร์กยาการ์ต้า, สุราบายา-กรุงเทพฯ  ทั้งสิ้นสามเที่ยว รวมราคาแล้ว 7000 กว่าบาท มีเที่ยวบินภายในด้วย ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ สำหรับทริปสงกรานต์ใน

                แล้วทำไมต้องไปอินโดนีเซียล่ะ ไปทำไมเมืองหลวงจาการ์ต้า (Jakarta) มันไม่มีอะไรเลย มีแต่คนบอกว่าเป็นเมืองหลวงที่ไม่มีอะไรจริงๆ ไม่สิ เราจะไปตามล่าหาอิเหนาตัวจริงกันต่างหาก แบกเป้เที่ยวจาการ์ต้าคราวนี้จึงเป็นการเที่ยวอย่างครบรส ด้วยว่ากรุงจาการ์ต้านั้นตั้งอยู่บนเกาะชวา (Java) เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของอินโดนีเซีย มีลักษณะเป็นเกาะยาวทอดตัวไปในทางทิศตะวันออกและตะวันตก มีเนื้อที่ประมาณ 132,007 ตารางกิโลเมตร ซึ่งบนเกาะชวานั้นยังได้แบ่งฝั่งออกเป็น ฝั่งชวาตะวันตก (West Java) และฝั่งชวาตะวันออก (East Java) ซึ่งกรุงจาการ์ต้านั้นตั้งอยู่ฝั่งชวาตะวันตก และเมืองยอกยาการ์ต้า (Jogjakarta) ตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะชวา และเมืองสุราบายา (Surabaya) นั้นตั้งอยู่ฝั่งชวาตะวันออก เป็นอันว่าพวกเราได้เที่ยวครบทั้งสามเมืองในทริปเดียว
ตะลุยราตรีอย่างหรูหราไฮโซ ณ เมืองหลวงจาการ์ต้า

ผจญภัยแดนภูเขาไฟใจกลางเกาะชวา

หรือจะสวยท้าแดดที่โบราณสถานปรามบานัน

                เกาะชวานี้ไม่ได้มีวัฒนธรรมฮินดูแบบเกาะบาหลี หากแต่เป็นวัฒนธรรมอิสลามและวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งพบน้อยมากที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกวัฒนธรรมอิสลามกลืนไปหมดแล้ว คนที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามกัน รองลงมาก็เป็นคริสต์ และภาษาที่ใช้กันคือภาษาบาฮาซาอินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia) ส่วนภาษากลุ่มย่อยที่พบบ้างคือภาษาจาวา (Java) หลายคนอาจนึกว่าเป็นภาษาเขียนโปรแกรม แต่ไม่ใช่นะ อย่าเข้าใจผิด แต่เกาะชวานั้นเป็นเกาะที่โบราณและมีอายุมายาวนานมาก เพราะมีการค้นพบมนุษย์ชวา (Java Man) ที่นี่ด้วย และในยุคก่อนเคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองอันมีนามว่าอาณาจักรศรีวิชัยในสมัยที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง และอาณาจักรมัชปาหิต ในยุคที่ศาสนาฮินดูรุ่งเรือง จนรุ่นสุดท้ายนี่แหละถึงเป็นยุคของอิสลามอย่างเต็มตัว
ภาพแกะสลักสวยๆที่บุโรพุทโธ

ร่ำรวยวัฒนธรรมแดนอิเหนา
ระบำพื้นบ้านบูชาทวยเทพ
หัตถกรรมบาติกอันเลื่องชื่อและอาหารพื้นเมืองรสเลิศ

                การเดินทางมาท่องเที่ยวอินโดนีเซียนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยาก คนไทยไม่ต้องทำวีซ่าหากพำนักไม่เกิน 28วัน ถ้าเกินกว่านั้นก็ไปขอได้ที่สถานทูตอินโดนีเซีย พิธีการผ่านเข้าเมืองก็ไม่ได้ยุ่งยากถามโน่นนี่นั่น  เอาเป็นว่าสามารถเดินท่องเที่ยวแบกเป้ได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบหรือกลยุทธ์การต่อรองราคาแบบอินเดีย คราวนี้เพื่อนๆคงอยากเดินทางไปอินโดนีเซียกันบ้างแล้วสินะ แล้วติดตามตอนต่อไปกันนะจ๊ะ
Cre:  icyjuicy