วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

Posts from Friends and Groups

Posts from Friends and Groups
ผมทราบดีว่าทั้งพี่ ส.น้ำย้อย และครูทองคำ พูดถึงคนเหล่านี้ ก็เพื่อจะบอกเป็นนัยๆว่า คนพวกนี้เขาทำได้ทุกอย่างเพื่อจะรักษาการปกครองแบบเผด็จการแบบนี้ไว้นานเท่านาน เพราะคนเหล่านี้ได้ผลประโยชน์ร่วมกับเหล่าบรรดาผู้ปกครองเผด็จการไทย


ไม่ทราบว่า คุณ ส.น้ำย้อย ซึ่งเป็นนักรวบรวมข้อมูลที่ดีๆบนโลก Social Media ที่โด่งดัง ได้ยกรายชื่อและหน่วยงานขึ้นมาขอบคุณ ก็ไม่ทราบว่าขอบคุณเรื่องอะไรไม่ได้แจ้งไว้ แต่ตรงข้ามกับผม ผมเห็นรายชื่อดังกล่าวแล้วมีคนหลายคนต้องการที่จะให้เกิดเหตุการณ์เดิมๆของกิจกรรมการเมืองของเผด็จการไทยและลิ่วล้อ
ใน สถานการณ์ปัจจุบันถนนทุกสายของเหล่าเผด็จการและลิ่วล้อซึ่งมีสหายแนวร่วมตาม ลัทธิเหมาเป็นตัวหลักกำลังปฏิบัติการให้เกิดวิกฤตการณ์แบบพฤษภาทมิฬ ปี 2535 เพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง และปลดระวางคนของตัวเองที่หมดน้ำยาเอาคนใหม่ขึ้น และรักษาอำนาจอธิปไตยไว้ในกลุ่มตน เพื่อกระชับการปกครองแบบเผด็จการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เราประชาชนไม่ควรเข้าไปยุ่งไปถือหางดูแห่ หรือทำเพื่อแฟนคลับ ตายกันมามากแล้วนะครับ ผู้ปกครองไทยเขาทำแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ครับ ไม่เชื่อทบทวนดูซิ 14 ต.ค. 16,6 ต.ค 19,พฤษภาทมิฬ ปี 35,พฤษภาเลือด ปี 53 ฯ บางเหตุการณ์ยังไม่พบศพกันเลยนะครับ ปล่อยให้หมามันกัดกัน เราอย่าเข้าไปยุ่ง ครับ
กิจกรรมทางการเมืองของประชาชนมีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นครับคือการสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ตามราโชบายล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ ในทางรูปธรรมคือการปฏิบัตินโยบาย 66/23 ภาคส่วนที่ ๒ ตามแนวทางสันติอหิงสาพุทธ ครับ
 (ข้อมูล คุณ ส.น้ำย้อย)
ขอแสดงความยินดีกับคนทุกฝ่ายครับ..!!??
ยินดีกับ เหล่า กปปส.ที่ทำให้ประชาชนได้รับความสุขกันอย่างทั่วถึง
ยินดีกับ คุณสุเทพที่จะเลิกลงเลือกตั้ง แล้วหันมาเป็นตัวเลือกจากการลากตั้งแทน
ยินดีกับ คุณอภิสิทธิ์ที่ไม่ต้องบอยคอตการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สามให้สังคมสมเพช
ยินดีกับ คุณณรงค์ ที่สร้างความเป็นธรรมให้กับข้าราชการด้วยการขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งสำเร็จ
ยินดีกับ คุณวิชา ที่ไต่สวนคดี 99 ศพมา 5 ปี ในที่สุดก็ได้พยานจำเลยปากสำคัญมาเพิ่มอีกหนึ่ง
ยินดีกับ คุณจารุวรรณที่ไม่ต้องผิดทางวินัย เพราะไม่มีกฎหมายเอาผิด
ยินดีกับ คุณปนัดดา ที่สามารถตรวจสอบ จนรู้ว่า ข้าราชการก็โกงเป็น
ยินดีกับ คุณสมบัติ ผู้ต้องหาคดีกบฏ แต่ได้เป็นประธานปฏิรูปประเทศ
ยินดีกับ คุณไพบูลย์ ที่ต่อไปนี้ไม่ต้องเป่านกหวีดเรียกหานายกฯม.7 หรือ นายกฯคนกลางอีก
ยินดีกับ คุณวันชัย ที่มีลูกสาวเก่งภาษา จนสามารถเป็นผู้ชำนาญการประจำตัวได้
ยินดีกับ คุณสมคิด ที่อาจได้เข้ามารับตำแหน่งเป็นรองนายกฯกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ
ยินดีกับ คนบ้านเลขที่ 111 กับ 109 ที่อาจได้เป็นคนดี ถ้าแปลงร่างมาเป็นกลุ่มงูเห่า
ยินดีกับ คุณเสรี ที่สามารถทำให้คนกรุงเทพเลือกไม้กันหมาจนสำเร็จ
ยินดีกับ คุณธนัตถ์ ที่พ้นผิดจากการครอบครองที่ทางขึ้นเขาใหญ่ เพราะไม่ได้เจตนาและบุกรุกมานาน
ยินดีกับ กกต.ที่ไม่ต้องทำงาน แต่มีโอกาสไปดูงานหลายประเทศ
ยินดีกับ ตลก.ที่ไม่ต้องรับเรื่องและหาหนทางวินิจฉัยให้ประชาชนงุนงงสงสัย
ยินดีกับ เหล่า สว.ทั้งหลายที่ไม่ต้องลงเลือกตั้ง ก็ได้ทำงานการเมืองทั้งสถานการปกติและไม่ปกติ
ยินดีกับ 5 อดีต ส.ส.ปชป.ที่ไม่ต้องถูกถอดถอน เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 หมดสภาพ
ยินดีกับ เหล่า สนช.สปช.ที่ได้เงินเดือนๆละเป็นแสน เบี้ยประชุมวันละ 6 พัน และเบี้ยเพิ่มอีก 3 พัน
ยินดีกับ ข้าราชการทั้งหลายที่ได้เพิ่มเงินเดือน เพราะค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น
ยินดีกับ ผู้ประกอบการที่ไม่ต้องขาดทุน เพราะจะมีการลดค่าแรงขั้นต่ำตามสภาพท้องถิ่น
ยินดีกับ เหล่าตำรวจที่ได้สถานีตำรวจที่ไม่ได้มีแต่เสากลับคืนมา
ยินดีกับ คนเกลียดทักษิณที่กำลังจะได้เห็นคุณทักษิณถูกยึดพาสปอร์ต ถูกถอดยศ ถูกยึดเครื่องราชย์สำเร็จเสียที
ยินดีกับ เศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้ตกต่ำจริงตามคำยุยงให้หลงเชื่อ
ยินดีกับ สลิ่มไทยที่ไม่ต้องกังวลจะเป็นหนี้ไปถึงชาติหน้าอีกต่อไป
และสุดท้าย ยินดีกับ คุณยิ่งลักษณ์ที่ไม่ได้เอาเงินประกันสังคมมาใช้ มิฉะนั้นจะสร้างความเดือดร้อนให้กับ ปชป. ตลก. ปปช. กกต. คตง. สตง. อสส. กสพ. สตช.รวมทั้ง สนช. ต้องออกมาทำงานกันอุตลุตอีกเรื่องหนึ่งเป็นแน่
Credit:Sathian Dabod
Edit:thongkrm_virut@yahoo.com

คำครู

คำครู
คำครู !!!
*****
ต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง
ทำไมเราจึงต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ?
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับปัญหาทฤษฎีและปัญหาข้อเท็จจริง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พรรคคืออะไร ? พรรคการเมืองคืออะไร ? เมื่อพูดถึงปัญหาทางทฤษฎีมาทำความเข้าใจว่าพรรคการเมืองคืออะไร ?
๑. ‪#‎ความหมาย‬
“พรรคการเมือง” คือ กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลที่ยึดกุมอำนาจรัฐ หรือมีความมุ่งหมายเพื่อที่จะเข้ายึดกุมอำนาจรัฐ นี่คือความหมายย่อๆ และก็ง่ายๆ ของพรรคการเมือง คำว่าพรรคการเมืองนี้ นักวิชาการโดยเฉพาะนักรัฐศาสตร์ อธิบายหลายแง่หลายมุมและก็ยืดยาวบางทียากต่อการทำความเข้าใจ แท้จริงแล้วก็มีความหมายและสาระสำคัญเพียงแค่นี้ จะมีรูปเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ รูปของกลุ่มของคณะบุคคลนั้น อาจจะไม่เรียกว่าพรรคก็ได้ อาจจะเรียกว่าขบวนการก็ได้ อย่างขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ แต่ถ้ามีความมุ่งหมายที่จะเข้ากุมอำนาจรัฐแล้วก็ได้ชื่อว่ามีลักษณะเป็นพรรคการเมืองทั้งสิ้น ฉะนั้นพรรคการเมืองจึงหมายถึงสาระสำคัญของมัน ไม่ได้หมายถึงรูปแบบของการมี อาจจะเรียกว่าพวกก็ได้ ถ้าคนเหล่านั้นมีความมุ่งหมายเพื่อเข้ากุมอำนาจรัฐ
ความจริงแต่ก่อนเมืองไทยไม่เคยมีคำว่าพรรคการเมือง คำว่าพรรคมีมาใช้ตอนหลังๆ สมัยก่อนเรียกว่า “คณะ” บ้าง ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Party” หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า “Political Party” แปลว่า “พรรคการเมือง” ที่จริงคำว่าพรรคการเมืองนี่มันมีความหมายโดยทั่วไปก็ได้ อย่างที่เราเรียกว่า Tea Party คือจะมีการเลี้ยงน้ำชากันเป็นหมู่คณะ หรืออะไรก็แล้วแต่ ได้อีกมากมาย
๒. ‪#‎ที่มาของรัฐที่ทำให้เกิดพรรค‬
ส่วนพรรคการเมืองนั้นไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน พรรคการเมืองเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ ถ้าจะถามว่าเกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ต้องบอกว่าเกิดมาพร้อมกับ “รัฐ” คือ “ประเทศ” เมื่อมีรัฐก็มีพรรคการเมือง ไม่ว่าพรรคการเมืองนั้นจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ เมื่อมีประเทศก็มีรัฐปกครองประเทศ ก็ต้องมีพรรคการเมือง ตั้งแต่ยุคโบราณเป็นมาอย่างนี้
ฉะนั้นพรรคการเมืองหรือพรรคเป็นของคู่กับรัฐ นี่เป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญ ที่เราจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน ว่าพรรคนั้นเป็นของคู่กับรัฐ ถ้าไม่มีรัฐก็ไม่มีพรรคการเมือง ถ้ามีประเทศ ไม่มีรัฐ ก็ไม่มีพรรค คือว่าประเทศกับรัฐไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ประเทศมีมาแต่ไหนแต่ไร อาจจะไม่มีรัฐก็ได้ แต่ว่ามีประเทศ อย่างยุคสมัยป่าเถื่อน ถ้ายังไม่มีการปกครองที่มีรัฐ อาจจะปกครองด้วยวิธีต่างๆ เช่น ปกครองแบบพ่อบ้าน ปกครองแบบพ่อแม่ปกครองลูก แบบเครือญาติ ประเทศสมัยก่อนปกครองแบบโบราณแบบเครือญาติ ฉะนั้นประเทศอย่างนั้นเขาไม่มีรัฐ และเราก็ไม่ปนคำว่า “ประเทศ” (Country) กับ “รัฐ” (State) เข้าด้วยกัน ไม่ใช่ว่ามีประเทศแล้วก็จะต้องมีรัฐเสมอไป แต่ว่าในยุคปัจจุบัน เมื่อมีประเทศแล้วก็ต้องมีรัฐ สมัยนี้มันเป็นอย่างนี้เสียแล้ว แต่สมัยโบราณมีประเทศโดยไม่มีรัฐ “ประเทศ” เราเรียกอีกอย่าง “ปิตุภมิ” (Father Land) หรือ “มาตุภูมิ” (Mother Land)
เมื่อมีประเทศมีรัฐแล้วก็มีรูปต่างๆกัน เช่นก่อนสมัยกลาง สมัยกรีกโรมัน เมื่อเกิดประเทศขึ้นแล้ว รัฐเขาเรียกว่า “รัฐแห่งนคร” ต่อมาประเทศเป็นรูปของ “จักรวรรดิ” เพราะขยายใหญ่โต อย่างสมัยของจักรวรรดิโรมัน เราคงเคยได้ยินกัน ประเทศเป็นจักรวรรดิ เมื่อประเทศเป็นจักรวรรดิ รัฐมันก็กลายเป็นจักรวรรดิ เรียกว่า “Empire State”
ต่อมาจักรวรรดิสูญหายไป ล่มสลายไปกลายเป็นรูปใหม่ กลายเป็นรูปศักดินา หรือ Feudal ซึ่งเรียกว่าสมัยกลาง อันนี้เราต้องติดตามประวัติศาสตร์กันบ้าง สมัยกลางนี้ ถ้าพูดถึงยุโรปก็ราวๆ สมัยเดียวกับกรุงสุโขทัย หรืออยุธยา ถึงต้นรัตนโกสินทร์ อย่างนี้เรียกว่าสมัยกลาง สมัยกลางนี้ประเทศมีรูปเป็นศักดินา ฉะนั้นรัฐเขาก็เรียกว่า “รัฐศักดินา” หรือ Feudal State
ต่อมาประเทศก็เปลี่ยนรูปไปอีก เปลี่ยนรูปไปเป็น “ชาติ” หรือ “ประชาชาติ” อย่างคณะชาตินิยม กลุ่มชาตินิยม ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเวลานี้ หมายความว่าประเทศ ที่มีรูปเป็นชาติหรือประชาชาติ แล้วก็มีขบวนการหนึ่งเกิดขึ้นก็เรียกว่าขบวนการชาตินิยม หรือขบวนการประชาชาตินิยม ประเทศมีรูปเป็นชาติหรือประชาชาติรัฐก็เปลี่ยนรูปไป เป็น “รัฐประชาชาติ” หรือ “รัฐแห่งชาติ” อย่างในยุคปัจจุบันรัฐล้วนมีรูปเป็นรัฐแห่งชาติทั้งสิ้นไม่ว่าชาตินั้นจะเป็นชาติชนิดไหน ชาติมีหลายชนิด ชาติชนิดประชาธิปไตยก็มี ชาติชนิดเผด็จการก็มี ชนิดสังคมนิยมก็มี ที่เป็นกันอยู่ตามข้อเท็จจริง
ฉะนั้นรัฐมันก็เป็นไปตามชนิดของชาติที่เป็นเผด็จการ หรือประชาธิปไตย หรือเป็นสังคมนิยม หรือเป็นคอมมิวนิสต์ เราจึงเรียกว่ารัฐเผด็จการบ้าง รัฐประชาธิปไตยบ้าง รัฐสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์บ้าง
๓. ‪#‎รัฐและอำนาจ‬
ทีนี้ “รัฐ” เนื้อแท้ตัวจริงของมันหมายถึงกลไก และอำนาจการปกครองประเทศ หากจะอธิบายกันอย่างง่ายๆ ถ้าจะอธิบายกันตามวิชารัฐศาสตร์ ก็อธิบายกันมากมายก่ายกองจนไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือกลไกและอำนาจที่ใช้การปกครองประเทศ กลไกเหล่านั้นก็ได้แก่ กองทัพ กองตำรวจ ศาลยุติธรรม ระบบราชการ ตลอดจนถึงองค์การนิติบัญญัติ ทางตุลาการ ทางบริหารเป็นต้น
พอมีกลไกแห่งรัฐก็ยังไม่พอ ต้องมี “อำนาจ” ด้วย เพราะการปกครองนั้นต้องปกครองด้วยอำนาจ ถ้าไม่มีอำนาจก็ไม่สามารถปกครองได้ ในระดับหมู่คณะ แม้ในหน่วยครอบครัวก็ต้องมีผู้ปกครองใช้อำนาจ ต่างกันเพียงแค่อำนาจในการปกครองประเทศนั้นเป็นอำนาจสูงสุด สามารถตัดหัวคนได้ สั่งฆ่าคนได้
อำนาจในการปกครองประเทศเรียกว่า “อำนาจแห่งรัฐ”(อธิปไตย) เป็นอำนาจสูงสุด อำนาจและกลไกแห่งรัฐเมื่อบวกกันก็เรียกว่า “รัฐ” ทีนี้ทั้งกลไกและทั้งอำนาจต่างๆ นี้ ต้องมีผู้ใช้ ผู้ใช้คือใคร ผู้ใช้คือผู้ที่เข้าไปยึดกุม ใครเข้าไปยึดกุมก็สามารถใช้อำนาจและกลไกดังกล่าวได้ สามารถใช้อำนาจแห่งรัฐและกลไกแห่งรัฐได้
เพราะฉะนั้น คณะบุคคลที่เรียกว่าพรรคการเมือง ซึ่งจะมีรูปเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้ามีความมุ่งหมายเพื่อที่จะเข้าไปยึดกุมอำนาจแห่งรัฐแล้วก็เรียกว่าพรรคการเมือง เพราะถ้าคณะเหล่านั้นถ้าได้เข้าไปยึดกุมแล้วก็มีอำนาจสูงสุดสามารถใช้กลไกแห่งรัฐแล้ว ก็มีอำนาจสูงสุดสามารถใช้กลไกแห่งรัฐและสามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ สมัยโบราณบรรดาผู้ที่เข้าไปยึดกุมอำนาจแห่งรัฐก็ย่อมมีอำนาจปกครองและใช้อำนาจนั้นตั้งแต่ประหารชีวิตคนลงมาเป็นลำดับๆ จนถึงโทษต่างๆ ผู้ที่เข้าไปยึดกุมก็คือพรรคการเมือง เพียงแต่ว่าแต่ก่อนไม่ได้เรียกว่าพรรคการเมือง อย่างเช่นในสมัยโบราณ สมัยกรีกโรมัน พวกที่เข้าไปยึดกุมนี้จะเรียกว่าเป็นคณะ เป็นกลุ่ม ฯลฯ แต่ก็จะเห็นว่ามีการยึดกุมกันอยู่เรื่อยๆ
๔. ‪#‎กลุ่มคนผู้ใช้อำนาจ‬
ต่อมาในยุคที่เรียกว่าสมัยกลาง ผู้ที่เข้าไปยึดกุมเรียกว่าราชวงศ์ ไม่ว่าประเทศไหนๆ ล้วนแต่มีพระราชวงศ์ พระราชวงศ์หนึ่งๆ ก็เรียกว่าพรรคนั่นเอง เช่นในประเทศจีน มีราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ฮั่น กลุ่มเหล่านั้นต่อสู้กันเพื่อเข้าไปยึดกุมอำนาจในกลไกแห่งรัฐ เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด คำว่าพรรคนี่มีเริ่มมีเมื่อ ๓๐๐ ปีมานี่เอง คือหลังจากยุคสมัยกลาง การยึดกุมอำนาจในสมัยก่อนอาจเป็นการรวบรวมกำลังพล นำประชาชน ชาวนามาโค่นล้มอีกฝ่าย พอมาถึงยุคสมัยใหม่ก็เห็นว่าการสู้รบเป็นเรื่องล้าหลัง ก็เลยต้องต่อสู้กันแบบใหม่ด้วยเหตุผลที่เรียกกันว่าวิถีทางประชาธิปไตย ใครที่ต้องการจะเข้าไปกุมอำนาจรัฐหรือกลไกแห่งรัฐ ก็ตั้งเป็นคณะขึ้นเรียกว่าตั้งพรรคขึ้นแล้วก็ต่อสู้กันด้วยวิธีการต่างๆ วิธีการเลือกตั้งก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะเข้าไปยึดกุมอำนาจรัฐ และกลไกแห่งรัฐ
การต่อสู้กันสมัยนี้ก็มีอยู่สองแบบ คือตามวิธีการประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งกันไป อีกแบบหนึ่งก็คือใช้กำลังเวลาไม่เอาด้วยก็เอารถถังออกมา ส่วนวิธีที่ร้ายกว่ารถถังก็ต้องเป็นแบบคอมมิวนิสต์คือการทำสงคราม ซึ่งคอมมิวนิสต์เชื่อว่าเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่จะยึดกุมกลไกแห่งรัฐและอำนาจรัฐด้วยการจัดตั้งกองทัพ
ต้องเข้าใจว่าผู้ที่จะเข้าไปกุมอำนาจแห่งรัฐเหนือกลไกแห่งรัฐนี้เรียกว่า “พรรคการเมือง” และจะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่อยู่เหนือรัฐ พรรคการเมืองคือผู้ที่จะเข้าไปกุมรัฐ ถ้าเข้าไปกุมไม่ได้ก็ถือว่ามีความมุ่งหมายที่จะเข้าไปอยู่เหนือรัฐทั้งนั้น เพราะจะเข้าไปเอาอำนาจรัฐ เข้าไปเอากลไกรัฐมาไว้ในกำมือตน เป็นสิ่งที่เหนือรัฐ ตามหลักที่แท้จริงแล้วพรรคจึงต้องอยู่เหนือรัฐทั้งนั้นและคณะบุคคลก็อยู่เหนือรัฐทั้งนั้น แต่ขณะนี้กลับเกิดสภาพพรรคบางพรรคเกิดไม่ถือหลักเกณฑ์ขึ้นมา คิดจะเข้าไปยึดกุมเสียคนเดียว กีดกันพรรคอื่นออกไป เพื่อให้พรรคตนเองยึดกุมอยู่ฝ่ายเดียว ก็เลยคิดวิธีการใหม่ขึ้นมาด้วยการใช้กฎหมายพรรคการเมือง ออกกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง โดยมีความมุ่งหวังเพื่อขัดขวางไม่ให้พรรคอื่นมีโอกาสเหมือนตนเอง วิธีการอย่างนี้เรียกว่า “วิธีการเผด็จการ”
๕. ‪#‎พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ใช่ตามกฎหมาย‬
ตามประวัติศาสตร์ที่เล่ามาพรรคการเมืองจึงควรพัฒนามาตามธรรมชาติที่มันควรจะเป็น เติบโตขึ้นตามสภาพของมันเองและขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มไหนหรือกลไกไหนจะมีความสามารถทำให้ประชาชนสนับสนุน กฎหมายไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรได้ เพราะกฎหมายเป็นเรื่องของรัฐ ไม่ใช่เรื่องของพรรค พรรคไม่มีกฎหมาย แต่อยู่เหนือกฎหมายเพราะว่าอยู่เหนือรัฐ พรรคจึงอยู่เหนือกฎหมาย กฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เมื่อพรรคอยู่เหนือรัฐ พรรคก็ต้องอยู่เหนือกฎหมาย ฉะนั้นถ้าหากว่ามาทำให้พรรคอยู่ใต้กฎหมายก็หมายความว่าเป็นการทำพรรคให้อยู่ใต้รัฐนั่นเอง ตามธรรมดาพรรคจะอยู่เหนือรัฐได้ พรรคต้องไม่มีกฎหมาย การออกกฎหมายเมื่อปี ๒๕๒๔ ให้รัฐอยู่เหนือพรรค จึงเป็นการผิดหลักเกณฑ์ของพรรคการเมือง การทำให้พรรคอยู่ใต้รัฐ เป็นการทำลายกฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง เป็นการฝืนธรรมชาติ และตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตยที่มุ่งให้พัฒนาและเจริญไปเองตามธรรมชาติ การสกัดกั้นไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาแข่งขันด้วยความกลัว จึงทำให้เกิดระบอบเผด็จการขึ้นมาและเป็นการฝืนธรรมชาติของการพัฒนา ตัวอย่างพรรคเผด็จการก็อย่างเช่น พรรคฟาสซิสต์ของมุสโสลินี พรรคนาซีของฮิตเลอร์
๖. ‪#‎ต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อสร้างประชาธิปไตย‬
เรื่องพรรคการเมือง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับระบอบประชาธิปไตย ถ้าจะให้เป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองเสียใหม่ ให้พรรคการเมืองก่อตัวขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างเช่นการให้สัมภาษณ์ของ ดร. กมล ทองธรรมชาติ ครั้งหนึ่งที่ว่า บ้านเราต้องการจะพัฒนาระบบพรรคด้วยกฎหมาย มุ่งหมายให้มีพรรคการเมืองน้อยพรรค แต่ทำเช่นนี้มาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะออกกฎหมายอย่างรัดกุม พรรคการเมืองก็ยังมีอยู่หลายพรรคอยู่นั่นเอง ชาติใดที่ต้องการสร้างระบอบประชาธิปไตย จึงต้องให้มีการพัฒนาของพรรคการเมืองอย่างเป็นธรรมชาติ จะใช้กฎหมายมาตั้งพรรคการเมืองไม่ได้ ตามหลักการที่ว่าพรรคการเมืองอยู่เหนือรัฐ ไม่ใช่รัฐอยู่เหนือพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองมีเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่เคยมีมาในอดีต มีอยู่เพียงฉบับเดียวเท่านั้นที่กล่าวในเรื่องพรรคการเมืองอย่างถูกหลักเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย ก็คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งกล่าวถึงพรรคการเมืองไว้ว่า “บุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการรวมกันเป็นพรรคการเมือง เพื่อดำเนินการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย และจะนำเอากฎหมายที่ว่าด้วยสมาคมมาใช้กับพรรคการเมืองมิได้” นี่คือแบบฉบับของรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องในเรื่องที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง
แท้จริงแล้วสาระสำคัญตามกฎหมายพรรคการเมืองมีสาระสำคัญเพียงข้อเดียวคือ พรรคการเมืองต้องจดทะเบียน ถ้าพรรคการเมืองต้องจดทะเบียน พรรคการเมืองก็ไปขึ้นตรงกับรัฐ เพราะต้องไปจดกับกระทรวงมหาดไทย(1) ซึ่งขึ้นตรงกับรัฐ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองและในข้อเท็จจริงก็ต้องกลับไปสู่สถานการณ์ที่เป็นอยู่เมื่อปี ๒๔๘๙-๒๔๙๐ ก่อนมีการทำรัฐประหาร
--------------------------------
* เอกสารทางวิชาการและการเมือง “ทำไมเราจึงต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง”
ถอดเทปจากคำบรรยายของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตประธานคณะกรรมการบริหาร
ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ โดย นายอนุสรณ์ สมอ่อน กรรมการบริหารขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
เผยแผ่โดยขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
The National Democratic Movement of Thailand (NDMT)
(1) ปัจจุบันจดทะเบียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นต้นมา)

ใครๆก็อ้างในหลวง

ใครๆก็อ้างในหลวง
Thongkum Virut's photo.
ใครๆก็อ้างในหลวง อ้างกันทั้งนั้น แต่ผลที่ได้กลับตาลปัตรเสมอ ถ้าไม่จริงประเทศนี้เจริญไปนานแล้ว จริงมั๊ยครับ คนที่อ้างนายหลวงบางคนล้วนแต่เป็นพวกเผด็จการที่ไม่ต้องการประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ตามราโชบายล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗

 Credit : สหพร ทิพย์จำนงค์
นี่คือประเทศที่ดีที่สุดในโลก!!
แต่บรรดาผู้นำกลับห่วยติดอันดับโลก เพราะแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์มั่งคั่งบนดินใต้ดินในน้ำ"ที่สุดในโลก" แต่กลับด้อยพัฒนาระดับโลก แถมแต่ละเวลานั้นกลับเพิ่ม"ปริมาณคนยากจนและด้อยโอกาส"....แต่ทะลึ่งโทษประชาชน ทั้งๆที่ในระบบเลือกตั้ง ประชาชนคือตรายาง และในระบบเสือกตั้ง ประชาชนคือพลทหาร
ความมั่งคั่งทั้งหลายมันรับใช้คนแค่1% ในขณะที่คน99%ถูกเบียดเบียนโอกาส เป็นได้แค่แรงงานของระบบที่คน1%ได้วางไว้....ภายใต้ระบบตัวแทนหลอกแดก และ ระบบฮีโร่เผด็จการหลอกหลอน เพราะไม่ว่าจะอย่างไรผลของมันคือขยายส่วนต่าง ขยายความเหลื่อมล้ำ และ"เพิ่มอัตราการยึดครองทางเศรษฐกิจและทรัพยากรให้กับคน1%"
ใครๆก็อ้างในหลวง อ้างกันทั้งนั้น แต่ผลที่ได้กลับตาลปัตรเสมอ ถ้าไม่จริงประเทศนี้เจริญไปนานแล้ว จริงมั๊ยครับ
เศรษฐกิจพอเพียงคือการทำแบบนี้เหรอครับนายกฯ
1.รู้ทั้งรู้ว่าเหมืองทองมันทำลายแผ่นดิน ทำลายชีวิตคน ก็ยังอนุมัติเพิ่มอีกเกินล้านไร่
2.รู้ทั้งรู้ว่าโลกทั้งโลกทยอยเลิกไฟฟ้าถ่านหินเพราะมันปลอดภัยไม่จริง ก็ยังดันทุรังจะสร้างให้ได้ นิวเคลียร์ก็เหมือนกัน ผู้ผลิตเตาปฏิกรณ์มันยังทยอยเลิก แต่นายกไทยบอกว่าดี
3.ความจำเป็นพื้นฐานที่จะลดค่าครองชีพและส่งเสริมการพัฒนาคนส่วนใหญ่ในเรื่องคมนาคมคือ"รถไฟทางคู่" แต่นายกฯกลับไม่สน สนแต่รถไฟสำหรับคนมีอันจะกิน และสนใจรับใช้จีน ต้องกู้เงินมันมาแบบดอกเบี้ยแพง ทั้งๆที่ผลประโยชน์ที่ได้คือมันได้ใช้ส่งสินค้ามันแต่เราดันลงทุนให้มันในราคาแพงแถมเป็นหนี้มันอีก
4.พลังงานมหาศาลมันควรใช้เพื่อยกระดับชีวิตประชาชน แต่นายกฯกลับยกให้กลุ่มทุนภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบ ดันทุรังจะขายสัมปทานให้ได้ ยอมแม้สับปรับที่บอกว่าให้คุยกันในคณะสปช. ได้ผลยังไงเอาตามนั้น แต่เมื่อผลไม่ตรงใจกลับยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่สับปรับเขาเรียกว่าอะไร
5.ในขณะที่คนส่วนใหญ่ลำบากเรื่องที่ทำกินยันไร้ที่ทำกิน
ป่าสงวนถูกตัวโตๆบุกรุกมากมาย แต่ไม่กล้าทำอะไร ไล่ฟัดแต่รายย่อยตัวเล็กๆ ที่ดินสัมปทานที่หมดอายุมหาศาลก็ไม่ยอมแตะ แต่ดันเอาป่าสงวนยกให้นายทุนเช่า ยัง ยังไม่พอ ที่ดินสาธารณะชุมชนที่ประชาชนใช้ประโยขน์ร่วมกันก็ยึดให้นายทุนเช่า
นี่คือเศรษฐกิจพอเพียงใช่มั๊ยครับท่านนายกฯ
นี่คือแนวทางพระราชดำริอย่างนั้นหรือนายกฯ
นายกฯต้องการทำให้คนทั้งประเทศเข้าใจว่าสิ่งที่นายกฯทำอยู่นั้นคือ"เดินตามแนวทางพระองค์" อย่างนั้นหรือครับ?
(ปัญหาต่างๆที่คุณ สหพร ทิพย์จำนงค์ ยกมามีทางแก้ไขทางเดียวเท่านั้น คือ ประเทศไทยจะต้องสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ตามราโชบายล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ เท่านั้นครับทางอื่นไม่มี – ครูทองคำ วิรัตน์)
edit : thongkrm_virut@yahoo.com
Like   Comment   
สุริยา มาดีกุล

ยุคสงครามเย็น(ภาคแรก) คือ ความล่มสลายของสหภาพโซเวียต เจอนโยบายบางประการของสหรัฐ การดำเนินมาของสงครามเย็นรูปแบบใหม่ คือ ....

ยุคสงครามเย็น(ภาคแรก) คือ ความล่มสลายของสหภาพโซเวียต เจอนโยบายบางประการของสหรัฐ
การดำเนินมาของสงครามเย็นรูปแบบใหม่ คือ ....
....ส่วนตัวผมมองว่าอนาคตระยะยาว มหาอำนาจค่ายสังคมนิยมจีนอาจไปไม่รอด..หากไม่ชิงทำความตกลงหรือสัญญาบางประการกับสหรัฐ...
จีนแสวงหาความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐฯ
ในโอกาสที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน กำลังเตรียมเดินทางเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้ แครี เกรซี บรรณาธิการข่าวจีนของบีบีซีบอกว่า สหรัฐฯ กับจีนมีความสัมพันธ์กันหลายด้าน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และได้กลายเป็นเรื่องยากที่จะจัดการให้อยู่ในกรอบที่วางไว้ ส่วนรอยยิ้ม การยิงสลุตต้อนรับ 21 นัดและงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบรัฐพิธี จะมีขึ้นเพียงช่วยกลบเกลื่อนความขุ่นข้องหมองใจไว้ชั่วคราว โดยเฉพาะในขณะนี้ที่ทั้งสองชาติกำลังเดินเกมเสี่ยงในเรื่องการล้วงข้อมูลและข้อพิพาทในทะเลจีนใต้
45 ปีที่ผ่านมา จีนมีผู้นำ 5 คน ส่วนสหรัฐฯ มีประธานาธิบดี 8 คน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก ทำให้จีนผันตัวจากประเทศที่เคยถูกโดดเดี่ยวและไม่มีความสำคัญ ก้าวสู่ประเทศที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น และสามารถที่จะพบหารือกับสหรัฐฯ ได้ในฐานะที่ทัดเทียมกัน แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ครั้งนี้ โดยภาพรวมแล้วดำเนินไปตามแนวนโยบายระหว่างประเทศ ที่ปธน. นิกสันได้วางไว้เมื่อปี 2515 โดยก่อนหน้าที่เขาจะได้เดินทางไปจีนเพื่อยุติการเป็นปรปักษ์ต่อกันมาร่วม 20 ปี เขาได้กล่าวไว้ว่า “รัฐบาลจีนกับสหรัฐฯ มีความแตกต่างกันมาก ในอนาคตเราก็จะยังคงมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ต้องทำคือเราจะเห็นต่างกันได้อย่างไร โดยที่ไม่เป็นศัตรูกันในภาวะสงคราม”
43 ปีผ่านไป ผู้นำจีนเตรียมเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เป็นการเยือนในระดับผู้นำของรัฐเป็นครั้งแรก แต่ความท้าทายยังคงเหมือนเดิม นอกจากนั้นเดิมพันของความสัมพันธ์ยังสูงกว่าหนก่อนด้วย อย่างไรก็ตามทั้งสองชาติต่างมีประสบการณ์ในการดำเนินความสัมพันธ์มาแล้ว ซึ่งยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ว่าแต่ว่าอะไรทำให้ความสัมพันธ์ตอนนี้ยากกว่าแต่ก่อน
บก. ข่าวจีนของบีบีซีรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปธน. โอบามาเตือนจีนตรง ๆ ถึงเรื่องการล้วงข้อมูลว่า “เมื่อถึงจุดที่เราเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ เราสามารถเลือกที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นการแข่งขันกันก็ได้ ซึ่งผมยืนยันได้ว่าเราจะชนะ หากเราต้องแข่งกันจริง” ทั้งยังดูเหมือนว่า การพบหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของจีนกับสหรัฐฯ ช่วยเลี่ยงไม่ให้สหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรจีน ขณะที่ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้นั้น ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดเมื่อต้นเดือนนี้ ชี้ว่า จีนยังคงเดินหน้าท้าทายคำเตือนของสหรัฐฯ ด้วยการถมทะเลและสร้างสิ่งปลูกสร้างในทะเลจีนใต้ต่อไปเพื่อใช้เป็นฐานทัพ
บก. ข่าวจีนของบีบีซีชี้ว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีนต้องพยายามปรับตัวและใส่ใจต่อผลประโยชน์ของอีกฝ่าย เลี่ยงการเดินเกมที่เป็นอันตราย จัดการและควบคุมความเห็นที่ต่างกันให้ได้ นอกจากนั้นจีนยังต้องหาผู้ร่างสุนทรพจน์มือดี ๆ มาร่างสุนทรพจน์สำหรับการเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เพราะการสำรวจความคิดเห็นในสหรัฐฯ ชี้ว่า คนอเมริกันมีทัศนคติต่อจีนไปในทางที่เป็นลบเพิ่มมากขึ้น แม้ปธน. โอบามาได้กล่าวกับสื่อในสหรัฐฯ ว่า จีนเป็นชาติรักสันติ การผงาดขึ้นมาของจีนเอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ และต่อโลก แต่ปธน. สี จิ้นผิง ก็จะต้องหาทางเข้าถึงนักการเมืองและคนอเมริกันให้มากขึ้น และอธิบายให้พวกเขาได้ทราบว่า การก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของจีนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อย่างไร
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่าปธน. สีเป็นผู้นำจีนที่มีนโยบายฟื้นให้ชาติจีนกลับมายิ่งใหญ่ ทั้งนี้เกือบตลอดช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนมีสัดส่วนระหว่าง 1 ใน 4 และ 1 ใน 3 ของโลก แต่ในศตวรรษที่ 20 จีนได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนั้น จีนยังมีแผนสร้างกองทัพให้เกรียงไกรและดำเนินนโยบายทางการทูตให้เท่าเทียมกับความยิ่งใหญ่ด้านเศรษฐกิจ วิธีที่เร็วที่สุด ได้ผลที่สุดและเปลืองตัวน้อยที่สุดที่จะได้มาทั้ง 3 เรื่อง คืออาศัยความร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความฝันของปธน. สีที่ต้องการฟื้นให้ชาติจีนกลับมายิ่งใหญ่นั้น ทำให้จีนไม่จำเป็นจะต้องทนต่อความพยายามของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบในเอเชีย
ในช่วง 3 ปีแรกที่ปธน. สีเป็นผู้นำ เขาดำเนินนโยบายปราบปรามการทุจริต รณรงค์ให้พรรคคอมมิวนิสต์มีความเข้มแข็งและสนับสนุนการปกครองแบบพรรคเดียว เขาคอยจับตาการถกเถียงในประเด็นเรื่องประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ยังคุมขังนักวิชาการ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน นักเคลื่อนไหว สื่อมวลชน ผู้นับถือศาสนาคริสต์และนักวิจารณ์
การโฆษณาชวนเชื่อของจีนสอนให้รู้ว่า สหรัฐฯ ก็เป็นชาติมหาอำนาจอีกชาติหนึ่งที่เป็นปรปักษ์ต่อจีน ซึ่งพยายามกดจีนด้วยอาวุธด้านแนวความคิด ซึ่งรวมถึงการแทรกแซงในการเมืองฮ่องกงและเป็นมิตรกับดาไล ลามะ ขณะที่ปธน. สี ยืนหยัดในนโยบายของตน เขากล่าวว่า “รองเท้าไม่จำเป็นต้องให้เหมือนกัน แต่เพียงแค่ใส่แล้ว ให้พอดีกับผู้ใส่” บก. ข่าวจีนของบีบีซีชี้ว่า ปธน. สีใช้อำนาจแบบเผด็จการ เนื่องจากเขาเชื่อว่าจีนจำเป็นต้องมีระเบียบวินัย และมีความรู้สึกร่วมกันในเรื่องการรื้อฟื้นให้จีนกลับมายิ่งใหญ่ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยากที่จะสื่อสารให้คนอเมริกันได้เข้าใจ
ในการเยือนครั้งนี้ ปธน. สีอาจเห็นว่า จีนยังคงมีเรื่องท้าทายใหญ่ ๆ อีกหลายเรื่องในประเทศ และเลี่ยงที่จะปะทะกับสหรัฐฯ ตรง ๆ แต่ถึงเวลานี้ เขาต้องมีนโยบายต่างประเทศที่สะท้อนถึงข้อเท็จจริงที่ว่า จีนก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าแล้ว และในบรรดาประเด็นที่หลากหลาย รวมทั้งเรื่องการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น เขาจะร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ บก. ข่าวจีนของบีบีซี เห็นว่า ปธน. สีจะเป็นผู้นำที่ดูชาญฉลาด หากเขาจะหยิบยกการแข่งขันในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ เรื่องทะเลจีนใต้ขึ้นมากล่าว แต่ต้องมีเนื้อหาที่โน้มน้าวให้คนฟังเชื่อได้ และเขาจำเป็นจะต้องแสดงให้เห็นว่า เขาฟังเป็นและสามารถตอบคำถามในประเด็นที่คนอเมริกันเป็นห่วงได้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยในทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจ และนี่จะเป็นรูปแบบใหม่ในความสัมพันธ์ของสองชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่
ภาพประกอบ - แฟ้มภาพ
สริยา มาดีกุล