วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ย้อนรอยคดีปริศนาที่เขาดยัตลอฟ


ย้อนรอยคดีปริศนาที่เขาดยัตลอฟ เรื่องลึกลับของโลกที่ถูกรื้อคดีขึ้นมาสืบสวนใหม่ในปี 2019วันนี้เราจะพาไปย้อนรอยคดีการเสียชีวิตปริศนาที่เขาดยัตลอฟ นี่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตสุดแปลกของนักสกีมีฝีมือ 9 คนของรัสเซีย ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ไปจนถึง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1959

ไม่มีใครรู้ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นเขาดยัตลอฟในตอนที่กลุ่มนักเดินทางหายไป แต่หลังจากที่เหล่านักสกีไม่กลับมาในเวลาที่ควร ทีมค้นหาก็ตัดสินใจขึ้นไปบนเขาเพื่อตามหากลุ่มนักเดินทางกลุ่มนั้น

เมื่อทีมกู้ภัยพบบริเวณที่ตั้งแคมป์ของเหล่านักสกีทีมค้นหาก็พบว่าตัวเต็นท์อยู่ในสภาพที่ถูกกรีดเปิดจากภายในแต่กลับไม่มีของหายเลยสักชิ้น

ห่างออกไปในป่า จากจุดตั้งแคมป์ราวๆ 2 กิโลเมตรพวกเขาก็พบกับร่างของนักสกีห้าคน เสียชีวิตอยู่ในสภาพใส่แต่ชุดบางๆ ทั้งที่อุณหภูมิแถวๆ นั้นต่ำสุดได้ถึง -30 องศาเซลเซียส ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องแปลกแต่ก็พอเข้าใจได้ว่าเกิดจากการรีบหนีออกมาจากเต็นท์

อย่างไรก็ตามปริศนาของคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการพบศพที่เหลืออยู่อีกสี่ศพต่างหาก เพราะร่างของสามในสี่ของนักสกีที่พบ “ถูกฝังไว้ใต้หิมะ” แถมยังเละเทะมากแตกต่างไปจากห้าคนแรกที่เสียชีวิตเพราะหนาวตาย

คนหนึ่งได้รับอาการบาดเจ็บที่กะโหลกศรีษะและอวัยวะภายในรุนแรงทั้งๆ ที่ไม่มีบาดแผลภายนอก หนึ่งคนมีแผลขนาดใหญ่ที่หน้าอกที่มีความรุนแรงเทียบได้กับการเผชิญเหตุการณ์อย่างอุบัติทางรถยนต์เลย และอีกหนึ่งคนหนึ่งส่วนของปาก ลิ้น ดวงตา และส่วนหนึ่งของสมองหายไป

สภาพการเสียชีวิตของพวกเขาเชื่อกันว่าเกิดขึ้นในเวลาที่ห่างกันพอสมควร เนื่องจากมีร่องรอยว่าพวกเขาเอาเสื้อผ้าของผู้ตายมาใส่เพื่อป้องกันความหนาวเย็นในระหว่างที่เกิดเหตุด้วย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีคนมากมายออกมาสันนิษฐานถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่เหล่านักสกีหายไป ทั้งแนวคิดที่ว่าพวกเขาถูกโจมตีโดยชนเผ่าในพื้นที่ ถูกสัตว์ป่าโจมตี โดยหิมะถล่มใส่ หรือแม้กระทั่งทฤษฎีที่ว่าพวกเขาโดนโจมตีด้วยอาวุธกัมมันตรังสี (เนื่องจากบนร่างกายของพวกเขามีสารกัมมันตรังสีตกค้างอยู่)

แต่ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีไหนก็ไม่มีใครอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์อยู่ดี แถมเรื่องราวยังซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อจู่ๆ ในปี 1959 นั่นเองรัฐบาลก็ปิดคดีนี้ลงอย่างลึกลับจนทำให้ทฤษฎีประหลาดๆ ยิ่งมีจำนวนเพิ่มยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
และกว่าที่รัฐบาลรัสเซียจะมีการประกาศรื้อคดีดังกล่าวกลับมาสืบสวนกัน มันก็เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมานี้เอง
 ข่าวมอสโคนิวส์

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562

3 จุดตายของ กกต. เสี่ยงคุก เสี่ยงโมฆะ

3 จุดตายของ กกต. เสี่ยงคุก เสี่ยงโมฆะ





3 จุดตายของ กกต. เสี่ยงคุก เสี่ยงโมฆะ



บอลได้รวบรวม 3 จุดตายสำคัญ ที่อาจทำให้ กกต. ชุดนี้ ต้องมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอาจทำให้การเลือกตั้งที่เราต่างเฝ้าคอยกันมานานกว่า 5 ปี และใช้งบประมาณจากภาษีของเราไปกว่า 5,800 ล้านบาทเป็นเป็นโมฆะ ลองมาดูจุดเสี่ยงเหล่านี้ และร่วมกันจับตาการทำงานของ กกต. กันครับ

(คำอธิบายของแต่ละจุดเสี่ยงอยู่ใน comment ใต้รูปนะครับ)




1. วินิจฉัยบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจากนิวซีแลนด์ที่ขนส่งมาไม่ทันให้เป็นบัตรเสีย ขัด พ.ร.ป. ส.ส. มาตรา 114

จากมติของ กกต. ที่วินิจฉัยให้บัตรเลือกตั้งจากนิวซีแลนด์ ที่ขนส่งมาไม่ทันปิดหีบ กลายเป็นบัตรเสีย หรือที่ กกต. ขอให้เรียกชื่อว่า “บัตรที่ไม่สามารถนับคะแนนได้” นั้น ไม่สมด้วยเหตุและผล และขัดต่อหลักกฎหมาย พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 114

ซึ่งสาระสำคัญของมาตรานี้ โดยเฉพาะกรณีที่บัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศมาถึงล่าช้า กกต. จะไม่นับบัตรนั้น หรือจะตีเป็นบัตรเสียได้ก็ต่อเมื่อบัตรเลือกตั้งเหล่านั้นเกิดขึ้นจากความไม่สุจริต ความไม่เป็นธรรม หรือที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีความไม่สุจริต มีความไม่เที่ยงธรรม

แต่ ณ ขณะนี้จากข้อมูลหลายด้านยังไม่มีความชัดเจน จน กกต. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบภายใน 7 วัน แต่กลับมีมติก่อนแบบนี้หมายความว่าอย่างไร และบางข่าวมีการรายงานว่าเป็นความผิดพลาดของ กกต. อีกด้วย ซึ่งหากเป็นความผิดพลาดของ กกต. แล้ว กกต. จะมาตัดสิทธิ์ 1,542 เสียงนี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ องค์ประกอบสำคัญของมาตรา 114 คือ การส่งบัตรเลือกตั้งที่อยู่นอกราชอาณาจักร มาถึงสถานที่นับคะแนนของเขตเลือกตั้ง หลังจากที่มีการนับคะแนนแล้ว กกต. จะไม่ทำการนับคะแนนนั้น ต้องพิสูจน์ได้ว่าเกิดความไม่สุจริตเกิดขึ้น กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า “โดยมีเหตุสมควรเชื่อได้ว่าเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรม”

แต่การขนส่งล่าช้านั้นไม่เข้าองค์ประกอบที่จะทำให้ กกต. ตีบัตรเลือกตั้งเหล่านี้เป็นบัตรเสียได้แต่อย่างใด





2. ใช้สูตรคำนวณ ส.ส. ให้เกิดพรรคเล็ก ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 94 (1)

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เผยแพร่ข่าวสารอ้างว่า กกต.ได้เห็นชอบวิธีการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามที่สำนักงาน กกต.ได้เสนอ โดยอ้างว่าเป็นวิธีที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นวิธีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 128 และมาตรา 129 ประกอบกับเจตนารมณ์ของระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลจากการคำนวณตามวิธีการดังกล่าวทำให้มีพรรคการเมืองได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 25 พรรค ซึ่งรวมถึงพรรคที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคนด้วยนั้น

การนำวิธีการคำนวณดังกล่าวมาใช้จะเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 128 และยังขัดต่อหลักตรรกวิทยาด้วย ดังเหตุผลต่อไปนี้

1. การที่พรรคการเมืองใดจะได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองนั้นต้องได้รับคะแนนไม่ต่ำกว่าจำนวนคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (1) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (1) ให้ความสำคัญต่อทุกคะแนนเสียง จึงให้นำทุกคะแนนที่ลงให้กับทุกพรรคการเมืองมารวมกันแล้วหารด้วย 500 คือ จำนวน ส.ส.ทั้งหมด เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน ซึ่งจากคะแนนรวมของทุกพรรค 35,532,647 คะแนน หารด้วย 500 ผลลัพธ์คือ 71,065 คะแนน ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นตัวกำหนด ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรคด้วย จึงเห็นได้ว่าหลักการที่ว่าทุกคะแนนเสียงมีค่าและไม่เป็นคะแนนตกน้ำนั้น ได้นำมาใช้ในการคิดคำนวณในส่วนนี้แล้ว

2. จำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมีนั้นต้องยึดจำนวนตามที่คำนวณได้เป็นเกณฑ์จะนำไปเฉลี่ยให้กับพรรคที่มีคะแนนต่ำกว่า 71,065 คะแนนมิได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (2) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (2) ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับจากทุกเขตเลือกตั้งหารด้วยคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคน (71,065) ผลลัพธ์ คือ จำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้นและเมื่อนำผลลัพธ์ดังกล่าวไปลบด้วยจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตของพรรคนั้น ผลลัพธ์คือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้รับเบื้องต้น ตามมาตรา128 (3) จะเห็นได้ว่าจำนวน ส.ส.ที่พึงมีของแต่ละพรรคก็ดี หรือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้รับเบื้องต้นก็ดี ล้วนมีฐานมาจากที่พรรคนั้นต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่าคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคน (71,065 คะแนน) ทั้งสิ้น

3. พรรคการเมืองใดที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนต่อส.ส.หนึ่งคนคือต่ำกว่า 71,065 คะแนนซึ่งไม่มีจำนวน ส.ส. ที่พึงมีและไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้น ตามมาตรา128 (3) ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 128 (4) เพราะตามมาตรา 128 (4) ให้จัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้เฉพาะกับพรรคที่มีสิทธิจะได้รับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 128 (3) เท่านั้น โดยให้จัดสรรเป็นจำนวนเต็มก่อนถ้ายังไม่ครบ 150 คน จึงไปพิจารณาว่าพรรคใดมีเศษจากการคำนวณมากกว่ากัน ดังนั้นเมื่อพรรคใดไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้น ก็ไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจากทุกพรรคที่มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ 71,065 คะแนนขึ้นไปมีจำนวน 152 คน เกินมา 2 คน จึงไม่ต้องไปพิจารณาเรื่องเศษจากการคำนวณ และไม่ต้องไปพิจารณาตามมาตรา128 (6) ด้วยเช่นกัน

4. พรรคที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (5) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ ต้องเป็นพรรคที่มี ส.ส.พึงมีเสียก่อน เนื่องจากการคำนวณตามมาตรา 128 (5) ต้องพิจารณาตามมาตรา 128 (2) เป็นหลักโดยจัดสรรภายใต้เงื่อนไขดังนี้

(1) ถ้าพรรคนั้นมี ส.ส.เขตเท่ากับ หรือ สูงกว่าจำนวนส.ส.ที่พรรคนั้นพึงมี ตามมาตรา 128 (2) ให้พรรคนั้นมี ส.ส.ตามจำนวนที่ได้รับจาก ส.ส.แบบแบ่งเขตและไม่มีสิทธิได้รับจัดสรรแบบ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
(2) ให้นำ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไปจัดสรรให้แก่พรรคที่มี ส.ส.แบบแบ่งเขตต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมี ตามมาตรา 128 (2)
(3) การจัดสรรข้างต้นต้องไม่มีผลให้พรรคนั้นมี ส.ส.เกินจำนวนที่พึงมีตามมาตรา 128 (2)
ดังนั้น ถ้าพรรคการเมืองใดไม่มี ส.ส. ที่พึงมี ตามมาตรา 128 (2) ตั้งแต่ต้นก็ไม่มีสิทธิได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (5) ได้

5. พรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่า 71,065 คะแนน ซึ่งเป็นพรรคที่ไม่มี ส.ส.พึงมี ตามมาตรา128 (2) ไม่มีจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้นตามมาตรา 128 (3) ซึ่งไม่มีสิทธิจะได้รับจัดสรรแบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (4) และ (5) พรรคนั้นก็ย่อมไม่อยู่ในเกณฑ์จะได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (7) เพราะพรรคเหล่านั้นไม่มีจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีจำนวน ส.ส.ที่จะมาคูณกับจำนวน 150 และหารด้วยผลบวกของ 150 กับจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่เกิน 150 คนได้

ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้วไม่มีช่องทางใดเลยที่พรรคซึ่งมีคะแนนต่ำกว่า71,065 คะแนน จะได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแนนตามแบบวิธีของกกต. จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 94 (1) ที่ห้ามให้จัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เกินกว่า ส.ส.พึงมี ของแต่ละพรรคการเมืองครับ





3. วันเลือกตั้งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ

คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้แสดงความคิดเห็นต่อการกำหนดวันเลือกตั้งของ กกต. ไว้อย่างน่าสนใจครับ โดยคุณธีระชัยบอกว่าการกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นการกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 61 นับแต่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 มกราคม 2562 ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 วรรคสาม กล่าวคือ ต้องจัดการเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ลองอ่านคำอธิบายของคุณธีระชัยกันนะครับ

“เงื่อนไขในมาตรา ๑๐๓ มีลักษณะเป็นเงื่อนไขหลักการทั่วไป เหตุผลที่มาตรา ๑๐๓ ให้กำหนดเวลาต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับนั้น ก็เพื่อให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยกำหนดไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันเพื่อให้ทุกพรรคมีเวลาเตรียมตัวผู้สมัครที่เพียงพอ และให้เวลาหาเสียงที่เพียงพอ และกำหนดไม่เกินหกสิบวันเพื่อมิให้ลากวันเลือกตั้งออกไปเพื่อเอื้ออำนวยแก่พรรคใดที่ยังไม่สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ภายในเวลาอันควร

ส่วนการที่มาตรา ๑๐๒ กำหนดเวลาวันเลือกตั้งภายในสี่สิบห้าวัน ซึ่งสั้นกว่าที่กำหนดในมาตรา ๑๐๓ เนื่องจากกำหนดวันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุดลงนั้น ย่อมเป็นที่รู้ทั่วไปก่อนหน้านานแล้ว และผู้ที่เกี่ยวข้องย่อมจะได้มีเวลาเตรียมตัวมากพอเพียงแล้ว ดังนั้น กำหนดเวลาสูงสุดตามมาตรา ๑๐๒ จึงสั้นกว่ากำหนดเวลาสูงสุดตามมาตรา ๑๐๓

สำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารนั้น จะต้องใช้ข้อบัญญัติทั้งหลายในรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการทั่วไป ไม่ว่ากระบวนการเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การแบ่งเขต วิธีการจัดการเลือกตั้ง ฯลฯ เว้นแต่จะมีข้อบัญญัติใดเป็นการเฉพาะที่ยกเว้นการปฏิบัติตามหลักการทั่วไป และถึงแม้ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๘ จะบัญญัติให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒) (๓) และ (๔) มีผลใช้บังคับแล้ว ก็มิใช่ว่าจะใช้ระยะเวลาตามมาตรา ๒๖๘ ได้เพียงลำพัง แต่จะต้องใช้ควบคู่กับมาตรา ๑๐๓ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

(ก) บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มิได้มีการระบุให้ยกเว้นการปฏิบัติตามข้อบัญญัติทั้งหลายในรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้เป็นหลักการทั่วไป จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนเวลาในมาตรา ๑๐๓ เป็นหลัก ส่วนเงื่อนเวลาในมาตรา ๒๖๘ ย่อมจะต้องถือเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติม
(ข) มาตรา ๒๖๘ บัญญัติให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม ‘รัฐธรรมนูญนี้’ ซึ่งย่อมหมายความถึงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มิใช่ให้บังคับเฉพาะมาตราใดมาตราหนึ่ง
(ค) เงื่อนเวลาในมาตรา ๒๖๘ นั้น อ้างถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒) (๓) และ (๔) จึงหมายความว่า ให้ถือวันที่กฎกติกาเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒสภา เรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเรื่องพรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ เมื่อใด ภายหลังจากที่ประเทศมีกฎกติกาใน ๔ เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ก็ให้จัดการเลือกตั้งโดยมิชักช้า คือภายใน ๑๕๐ วัน มิให้เนิ่นนานกว่านี้
(ง) เงื่อนเวลา ๑๕๐ วันตามที่ระบุในมาตรา ๒๖๘ นั้น เนื่องจากเป็นเงื่อนเวลา นับจากวันที่ประเทศมีกฎกติกาเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นเรื่องที่แตกต่างจากมาตรา ๑๐๓ ซึ่งกำหนดเงื่อนเวลา นับจากวันที่ประชาชนล่วงรู้เจตนาที่จะให้มีการเลือกตั้งอย่างแน่ชัด
(จ) เงื่อนเวลา ๑๕๐ วันตามที่ระบุในมาตรา ๒๖๘ นั้น ย่อมหมายความรวมถึงทุกขั้นตอนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้แก่ การรับสมัคร การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ การเลือกตั้ง และการประกาศผล ซึ่งแตกต่างจากมาตรา ๑๐๓ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวันเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร ย่อมไม่มีเหตุการณ์สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๒ หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๓ วรรคแรกและวรรคสองเกิดขึ้นได้ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในฐานะเป็น รัฏฐาธิปัตย์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจเสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงย่อมมีฐานะเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามที่มาตรา ๑๐๓ วรรคสองและวรรคสามกล่าวถึง และการกำหนดวันเลือกตั้งจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม กล่าวคือต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ

หรือพิจารณาอีกทางหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีการบัญญัติมาตรา ๔๔ ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํารวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าวเป็นคําสั่งหรือการกระทําหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด และบทบาทของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้มีการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมาตรา ๒๖๕ บัญญัติให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และยังกำหนดด้วยว่าในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีหน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่๒) พุทธศักราช ๒๕๕๙ และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอํานาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่กล่าวถึงข้างต้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจในการที่จะออกกฎหมายเพื่อกำหนดให้มีการเลือกตั้งได้ด้วยตนเอง ซึ่งถ้าหากมีการดำเนินการดังกล่าว กฎหมายเพื่อกำหนดให้มีการเลือกตั้งก็จะมีสภาพเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาที่มาตรา ๑๐๓ วรรคสองและวรรคสามกล่าวถึง และวิธีปฏิบัติในการกำหนดวันเลือกตั้งก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม กล่าวคือต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่กฎหมายเพื่อกำหนดให้มีการเลือกตั้งดังกล่าวใช้บังคับ

สำหรับประเด็นเรื่องประเพณีการปกครอง
อนึ่ง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕ วรรคสอง บัญญัติว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”ข้าพเจ้าจึงเห็นจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารในปัจจุบันและในอดีต คือในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ , ๒๕๕๐ , ๒๕๓๕ และ ๒๕๒๒ ซึ่งปรากฏข้อมูลดังนี้

๑ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๖๒
(ก) วันเลือกตั้ง ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นวันที่ ๖๑นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ (๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒)
(ข) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้ง หลังวันที่สภาหมดอายุต้องไม่เกิน ๔๕ วัน (มาตรา ๑๐๒) และหลังวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาหมดอายุ ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน (มาตรา ๑๐๓)
(ค) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๖๘ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน ๑๕๐ วันนับแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
(กำหนดวันเลือกตั้ง เกินกว่าเงื่อนเวลาสูงสุดของกรณียุบสภา)

๒ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๐
(ก) วันเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นวันที่ ๖๐ นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ (๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐)
(ข) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้ง หลังวันที่สภาหมดอายุต้องไม่เกิน ๔๕ วัน (มาตรา ๑๐๗) และหลังวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาหมดอายุ ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน (มาตรา ๑๐๘)
(ค) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๙๖ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน ๙๐ วันนับแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
(กำหนดวันเลือกตั้ง ไม่เกินเงื่อนเวลาสูงสุดของกรณียุบสภา)

๓ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕
(ก) วันเลือกตั้ง ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นวันที่ ๖๖ นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ (๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕)
(ข) ธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้ง หลังวันที่สภาหมดอายุต้องไม่เกิน ๖๐ วัน (มาตรา ๑๑๑) และหลังวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาหมดอายุ ไม่เกิน ๙๐ วัน(มาตรา ๑๑๒)
(ค) ธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๑๘ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน ๑๒๐ วันนับแต่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
(กำหนดวันเลือกตั้ง ไม่เกินเงื่อนเวลาสูงสุดของกรณียุบสภา)

๔ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๒๒
(ก) วันเลือกตั้ง ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นวันที่ ๗๕ นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ (๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒)
(ข) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้ง หลังวันที่สภาหมดอายุต้องไม่เกิน ๖๐ วัน (มาตรา ๑๐๐) และหลังวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาหมดอายุ ไม่เกิน ๙๐ วัน(มาตรา ๑๐๑)
(ค) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๐๒ บัญญัติให้กำหนดวันเลือกตั้งภายใน ๑๒๙ วันนับแต่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
(กำหนดวันเลือกตั้ง ไม่เกินเงื่อนเวลาสูงสุดของกรณียุบสภา)

จะเห็นได้ว่า ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กำหนดวันเลือกตั้งจะอยู่ภายในเงื่อนเวลาของการยุบสภาทุกครั้ง ยกเว้นปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงแม้เงื่อนเวลาสูงสุดในบทเฉพาะกาลจะกำหนดไว้สูงกว่าทุกครั้ง

จึงขอเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อ กกต. จะได้จัดเตรียมคำโต้แย้งได้อย่างสะดวก”

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562

“การเรียกร้องค่าเสียหายเหมืองทองคำคืบหน้า”

..






“การเรียกร้องค่าเสียหายเหมืองทองคำคืบหน้า”

ผู้ที่อ่านเพจนี้ย่อมทราบว่า ผมเคยโพสต์ความเห็นต่อต้านการทำเหมืองทองคำในไทยหลายครั้ง

สายแร่ทองในไทยมีลักษณะตื้น ที่ครอบคลุมหน้าดินเป็นบริเวณพื้นที่กว้างมาก ผิดกับเหมืองในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ที่อยู่ลึก หน้าเหมืองแคบนิดเดียว

สภาพเช่นนี้ ถึงแม้เหมืองจะพยายามป้องกันอย่างไรก็ตาม การเปิดหน้าดินกว้างย่อมมีสารปนเปื้อนหลุดออกมาได้ ไม่ว่าโดยสายลม หรือสายฝน

แต่ปัญหาใหญ่สุดของไทยก็คือสถานที่ตั้งของเหมือง

เนื่องจากเหมืองทองคำมีการใช้สารเคมีอันตรายหลายตัว โดยเฉพาะสารไซยาไนด์ ซึ่งเป็นยาพิษตรงๆ การที่เหมืองในประเทศอื่นหลบอยู่ตามภูเขาลึก หรืออยู่ในทะเลทราย ก็อาจจะมีความเสี่ยงต่ำ

แต่เหมืองชาตรีนั้น ตั้งอยู่กลางพื้นที่เกษตรกรรม และมีชุมชนล้อมรอบจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยงการเจ็บป่วย และจะกระทบภาพพจน์แหล่งอาหารปลอดภัยของไทยในที่สุด

ดังนั้น การที่หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ ม. 44 ระงับเหมืองดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว ถึงแม้บริษัทคิงส์เกทจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อคณะอนุญาโตตุลาการก็ตาม

โอกาสที่ไทยจะชนะคดีก็มีอยู่มาก โดยรัฐบาลจะต้องประสานงานทุกกระทรวงเพื่อรวบรวมหลักฐานการดำเนินงานโดยบริษัทที่เป็นอันตราย ไม่ว่าโดยเจตนา หรือโดยไม่มีเจตนา

แต่ล่าสุดมีนักกฎหมายวิเคราะห์ว่า การที่ กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. ไม่เป็น ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ นั้น อาจจะเป็นการเปิดประเด็นที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ

พูดง่ายๆ คู่ต่อสู้อาจจะยกว่า การที่หัวหน้า คสช. ไม่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐนั้น อาจจะเข้าข่ายเป็นการรอนสิทธิของบริษัทคิงส์เกทที่มิชอบ

อันที่จริง ก่อนสมัครเป็นแคนดิเดท ถ้าหากพล.อ.ประยุทธ์จะได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า คสช. ปล่อยให้คนอื่นหรือรุ่นน้องเป็นแทน ก็จะไม่มีปัญหานี้

นักกฎหมายวิจารณ์ต่อไปอีกด้วยว่า ถ้าหากไทยแพ้คดี สมมุติต้องจ่ายบริษัทคิงส์เกท 3 หมื่นล้านบาท ถ้าหากพล.อ.ประยุทธ์มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐก็ต้องรับค่าเสียหายนี้ไว้เอง

แต่การที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐก็อาจจะต้องเรียกให้พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบตรงนี้เป็นการส่วนตัว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2562 บริษัทคิงส์เกทได้แถลงข่าวว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยแล้ว เป็นเงิน 1,850 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ชดเชยความเสียหายบางส่วนที่บริษัทต้องหาทางเรียกจากรัฐบาลไทย (ดูรูป)

ทั้งนี้ ทั้งบริษัทคิงส์เกทกับบริษัทประกันภัย จะร่วมกันรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในอนุญาโตตุลาการ และเมื่อเรียกเงินได้จากรัฐบาลไทย บริษัทคิงส์เกทก็จะแบ่งให้บริษัทประกันภัยบางส่วน

ดังนั้น เหตุการณ์ล่าสุดแสดงถึงความเสี่ยงจากการตีความสถานะของหัวหน้า คสช. อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้นแล้ว

ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เห็นเป็นเรื่องสำคัญจึงนำมาเผยแพร่ เพื่อผู้อ่านที่มีความรู้จะได้เสนอแนะเพื่อช่วยรัฐป้องกันความเสี่ยง

อนึ่ง สำหรับท่านผู้อ่านที่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์มีความเสี่ยงจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายเอง แล้วคิดว่าค่าเสียหายนี้จะไม่เป็นภาระของประชาชน นั้น

ขอเรียนว่า ถ้าแพ้คดี รัฐบาลไทยจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายไปก่อน ส่วนจะเรียกเอาจากพล.อ.ประยุทธ์นั้น ก็คงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นภาระการคลังของประเทศอยู่ดี

ขอขอบคุณข้อมูล : 


Thirachai Phuvanatnaranubala - - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562

แม่น้ำสยามบนแผนที่ฝรั่งเศส

แม่น้ำสยามบนแผนที่ฝรั่งเศส


 
แผนที่ฝรั่งเศส จาก Librairie Armand Colin แห่งนครปารีส ได้แสดงภูมิสัณฐานรัฐอาณานิคมอินโดจีน (France Indochine) และอาณาจักรสยามได้อย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาอย่างน้ำงึม และเซบั้งไฟ หรือทะเลสาบเขมร (โตนเลสาบ) ซึ่งแสดงที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงในเขตข้างเคียง
กระนั้น สิ่งที่น่าฉงนที่สุด ได้แก่ การขานชื่อแม่น้ำสายหลักในแผ่นดินสยาม ซึ่งไม่ปรากฏใช้คำว่า 'แม่น้ำเจ้าพระยา' แต่ระบุแทนด้วยคำว่า 'แม่น้ำ' หรือ 'Me Nam' ซึ่งเป็นคำเรียกแนวแม่น้ำเจ้าพระยาตามคนสยามโบราณ
พร้อมกันนั้น แนวแม่น้ำที่กล่าวมายังทอดตัวเหยียดยาวตั้งแต่ลำแม่น้ำเจ้าพระยา (ในปัจจุบัน) ตรงปลายอ่าวไทยไปจนถึงต้นแม่น้ำน่านเขตเขาหลวงพระบางติดชายแดนลาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักทำแผนที่ฝรั่งเศสได้ยึดเอาแม่น้ำน่านเป็นแกนกลางในการสำรวจโดยวาดแควสายรอง เช่น แม่น้ำยม หรือแควสายหลัก เช่น แม่น้ำปิง เป็นเพียงลำน้ำที่ไหลสบมายังตัวแม่น้ำ หากแต่มิได้เป็นสายเดียวหรือเป็นส่วนควบเดียวกันกับแม่น้ำเจ้าพระยา (เหมือนดั่งแม่น้ำน่าน) ซึ่งทั้งนี้คงเป็นเพราะสนามสำรวจลุ่มน้ำน่าน อาจอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟสายเหนือหรือแนวอาณานิคมฝรั่งเศสมากที่สุด พร้อมมีการเชื่อมโยงการค้าและยุทธศาสตร์กับลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะ เมืองน่าน เมืองตรอน เมืองพิชัย และเมืองพิษณุโลก เป็นอาทิ
นอกจากนั้น ช่างวาดแผนที่ยังได้ระบุนามลำน้ำต่างๆ ในสยาม โดยใช้คำนำหน้าแตกต่างกันออกไป เช่น เรียก 'แม่น้ำมูล' ว่า 'น้ำมูล/Nam Moun' แต่เรียก 'แม่น้ำชี' ว่า 'ลำน้ำชี/Lam Nam Si' เรียก 'แม่น้ำป่าสัก' ว่า 'น้ำสัก/Nam Sak' เรียก 'แม่น้ำแม่กลอง' ว่า 'แม่กลอง/Me Klang' และเรียก 'แม่น้ำท่าจีน' ว่า 'Tachin R.' ซึ่งถือเป็นการกำหนดนามที่อาจผันแปรตามนิรุกติศาสตร์ท้องถิ่นหรือความรับรู้ของช่างสำรวจเกี่ยวกับความโดดเด่นหรือรูปสัณฐานของลำน้ำแต่ละสาย
สำหรับรายละเอียดต้นฉบับและที่มาของชุดแผนที่ โปรดดู
INDO-CHINE Française et MADAGASCAR collection de cartes murales .
Cambodge, Cochinchine,Thaïlande,Vietnam, Laos, Birmanie, Tonkin, Hanoï,Mékong, Bangkok...
Librairie Armand Colin, Paris 103 Boulevard St Michel par Paul Vidal De La Blache professeur à la faculté des Lettres de l'Université de Paris.

ขอขอบคุณข้อมูล : ดุลยภาค ปรีชารัชช

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562

ประเทศไทยสงบแบบไหนภายใต้คสช.

เลือกความสงบจบที่ลุงตู่ ? 


ประเทศไทยสงบแบบไหนภายใต้คสช.
.
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส.กทม. พลังประชารัฐ ได้ปรับเปลี่ยนป้ายหาเสียงของตัวเอง ที่เป็นภาพถ่ายคู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ด้วยการแปะสติกเกอร์ข้อความ “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่”
.
โดยทีมประชาสัมพันธ์พรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า เพื่อตอกย้ำนโยบายความสงบที่นำเสนอต่อประชาชน เพราะเชื่อว่า หากประเทศสงบนโยบายอื่นๆก็จะสามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ และบุคคลที่สามารถทำได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านในขณะนี้ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
.
อย่างไรก็ดี ภายใต้สโลแกนนี้ ทำให้เกิดคำถามต่อว่า เกือบห้าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอยู่ใน 'ความสงบ' แบบไหนภายใต้คสช. มันจะเป็นความสงบที่ผู้คนอยู่รวมกันอย่างสันติสุข หรือเป็นความสงบที่เกิดจากการกดปราบผู้เห็นต่างหรือผู้ที่ต้องการประท้วงการบริหารงานของคสช.





หลังรัฐประหาร คสช. ออกคำสั่งเรียกบุคคลมารายงานตัวใน 'ค่ายทหาร' อย่างน้อย 34 ฉบับ.
หลังการยึดอำนาจของคสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 บรรยากาศทางการเมืองที่มีความขัดแย้งสูงและมีการชุมนุมขนาดใหญ่ต่อเนื่องยาวนานดูเหมือนจะเงียงสงบลงภายใต้การประกาศกฎอัยการศึกและการออกคำสั่งเรียกบุคคลไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักเคลื่อนไหว แกนนำ สื่อ เข้าไปพบใน 'ค่ายทหาร'
.
นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม จนถึงต้นเดือนมิถุนายน 2557 คสช. ออกประกาศคำสั่งเรื่องให้บุคคลมารายงานตัวผ่านทางโทรทัศน์ อย่างน้อย 34 ฉบับ โดยให้ไปรายงานตัวที่หอประชุมกองทัพบกเทเวศน์ หลังจากเข้ารายงานตัว บุคคลที่ถูกควบคุมตัวต่อจะถูกนำตัวขึ้นรถตู้ที่ปิดทึบไปยังสถานที่ควบคุมตัวต่างๆ กัน เช่น ค่ายทหารในจังหวัดราชบุรีหรืออยุธยา เป็นต้น



หลังการยึดอำนาจ คสช. ใช้วิธีการควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชนในหลายรูปแบบ เช่น การไปหาที่บ้านโดยอ้างว่ามาเยี่ยม หรือการเรียกไปพบนอกสถานที่ นอกจากนี้ ยังมีไม้แข็งคือ เข้าควบคุมตัวบุคคลในที่พักอาศัย ที่ผ่านมา นับจนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2562 มีคนถูกเจ้าหน้าที่ไปหาที่บ้าน เรียกไปพบ หรือ ควบคุมตัว อย่างน้อย 1,349 คน



หลังการรัฐประหาร คสช. ใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ซึ่งประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ให้ทหารมีอำนาจจับกุมบุคคลโดยไม่ต้องมีหมายศาล สามารถเข้าจับกุมได้แม้ในที่รโหฐาน ในเวลาใดก็ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น สามารถควบคุมตัวบุคคลได้ 7 วัน โดยไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว ไม่มีสิทธิติดต่อญาติ ไม่มีสิทธิพบทนายความ

ต่อมา แม้ว่ามีการยกเลิกกฎอัยการศึก แต่ก็มีคำสั่งหวัหน้าคสช. ฉบบั ที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในลักษณะเดียวกันกับกฎอัยการศึก โดยให้ทหารมีอำนาจเรียกบุคคลมาสอบถาม จับกุม เข้าร่วมการสอบสวน ค้นเคหสถาน ยึดทรัพย์สิน และอ านาจพิเศษที่มี คือ สามารถควบคุมตัวบุคคลไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน ในสถานที่ปิดลับโดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา



นับตั้งแต่หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงออกมีแนวโน้มย่ำแย่ เนื่องจากคสช. พยายามควบคุมการแสดงออกของประชาชนในหลายรูปแบบ ได้แก่ การห้ามชุมนุมทางการเมือง และลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของคสช
.
ที่ผ่านมา คสช. ออกประกาจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างน้อย 8 ฉบับ ได้แก่ ประกาศ คสช. ที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมและมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป นอกจากนี้ยังออกประกาศอีกอย่างน้อย 5 ฉบับ เพื่อกำหนดความผิดสำหรับคนที่ไม่ยอมไปรายงานตัวกับคสช. หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปล่อยตัว ส่วนประกาศอีก 2 ฉบับสุดท้าย เป็นเรื่องการกำหนดความผิดสำหรับผู้ที่ 'สนับสนุน' การชุมนุมทางการเมือง รวมถึงห้ามพรรคการเมืองประชุมหรือทำกิจกรรมทางการเมือง
.
นอกจากนี้ คสช. ยังมีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ในข้อที่ 12 ที่ห้ามประชาชนชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เช่นเดียวกับ ประกาศ คสช. ที่ 7/2557



นับตั้งแต่หลังการรัฐประหารเป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมอย่างน้อย 421 คน โดยช่วงแรกบรรดาผู้ต้องหาคือผู้ที่ออกไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงออกว่าต่อต้านการรัฐประหาร ต่อมาการบังคับใช้กฎหมายถูกขยายตัวขึ้น เช่น การจัดกิจกรรมในที่สาธารณะ การรวมตัวกันอ่านแถลงการณ์ของอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมถึงการจัดแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ของกลุ่ม นปช.



แม้ว่า วันที่ 11 ธันวาคม 2561 หัวหน้าคสช. จะออกคำสั่ง ที่ 22/2561 เรื่องการให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. 9 ฉบับ เช่น คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3 /2558 ที่ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
.
แต่ทว่า คสช. ก็ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ในการควบคุมการแสดงออกของประชาชน เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยกฎหมายฉบับนี้ กำหนดเงื่อนไขว่า ผู้จัดการชุมนุมสาธารณะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ก่อนการชุมนุม ทั้งยังกำหนดพื้นที่ต้องห้ามและข้อควรระวังระหว่างการชุมนุม มิเช่นนั้นจะถือว่า เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าที่สามารถเข้าสลายพร้อมทั้งจับกุมดำเนินคดีได้ทันที

ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ประชาชนพยายามจะใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาแทรกแซงการชุมนุม รวมถึงถ้าไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิถูกเจ้าหน้าที่รวบรัดขั้นตอนเพื่อจับกุมและตั้งข้อหา





แม้ว่า วันที่ 11 ธันวาคม 2561 หัวหน้าคสช. จะออกคำสั่ง ที่ 22/2561 เรื่องการให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. 9 ฉบับ เช่น คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3 /2558 ที่ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
.
แต่ทว่า คสช. ก็ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ในการควบคุมการแสดงออกของประชาชน เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยกฎหมายฉบับนี้ กำหนดเงื่อนไขว่า ผู้จัดการชุมนุมสาธารณะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ก่อนการชุมนุม ทั้งยังกำหนดพื้นที่ต้องห้ามและข้อควรระวังระหว่างการชุมนุม มิเช่นนั้นจะถือว่า เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าที่สามารถเข้าสลายพร้อมทั้งจับกุมดำเนินคดีได้ทันที

ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ประชาชนพยายามจะใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาแทรกแซงการชุมนุม รวมถึงถ้าไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิถูกเจ้าหน้าที่รวบรัดขั้นตอนเพื่อจับกุมและตั้งข้อหา



ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นวันที่จะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ เป็นวันที่ประชาชนจะได้ใช้ 'หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง' ของตน เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายตรงกับความชอบของตัวเองหรือมีอุดมการณ์สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตัวเอง เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศว่าจะไปไหนทิศทางไหน ท่านสามารถตัดสินใจได้ว่าอยากได้ 'ความสงบ' แบบไหน ที่คูหาเลือกตั้ง

ที่มา FB

iLaw

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562

สรรพากรส่งท้ายปีเก่าให้เจ้าสัว ยกเว้นภาษี 'ประชารัฐ'

สรรพากรส่งท้ายปีเก่าให้เจ้าสัว ยกเว้นภาษี 'ประชารัฐ'




เห็นว่าโอกาสขึ้นปีใหม่นี่รัฐบาล คสช.กำลังจะแถลงผลงานในรอบสี่ปี ที่อ้างว่าอลังการสองเรื่องด้วยกัน คือระงับยับยั้งการคอรัปชั่นและขยับขยายสวัสดิการแห่งรัฐ แถมราคาคุยว่าผลงานสุดยอดเหนือกว่ารัฐบาลใดๆ ที่ผ่านมา
เรื่องคอรัปชั่นนั้นได้ผลแค่ไหน สิ่งที่ทำเป็นการกำจัดราคินในหมู่พวกพ้องตนเองทั้งนั้น คดีนาฬิกาหรูยี่สิบกว่าเรือน ยืมเพื่อนและเอาไปคืนแล้วของ บิ๊กป้อมรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็เห็นๆ กันอยู่ว่ากระสุนไปลงที่ลิ่วล้อใน ปปช. ๕ คน เสียงข้างมากกำลังถูก ศรีสุวรรณ จรรยา ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ ๒ หมื่นยื่นถอดถอน
คำตัดสินให้ยกคำร้องเพราะหาไม่พบหลักฐานถูกเพจดังเจ้าเก่ายันเอาซึ่งหน้า ว่านาฬิกาที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อ้างว่ายืมมาจากนายปัฐวาทซึ่งเสียชีวิตไปแล้วนั้น ซื้อมาตอนไหน ในเมื่อเป็นรุ่นที่ออกวางจำหน่ายหลังจากเพื่อนที่ให้ยืมคนนั้นตายไปแล้ว
 
ส่วนเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐก็เช่นกัน ยิ่งกว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ในเมื่อเงินงบประมาณที่ คสช. เอามาทุ่มทั้งสิ้นกว่าสองแสนล้าน มันมลายหายไปเฉยๆ ตลอดสี่ปีไม่มีอาการกระเพื่อมในความกินอยู่ที่ดีขึ้นของประชากร แต่ความอูฟูไปอยู่ที่พวกเจ้าสัวที่สนับสนุน คสช.ทั้งนั้น
ล่าสุด รายการ คสช. (เอาเงินของประชาชนไป) อุ้มค่อมเจ้าสัวประชารัฐ มาจากลิ่วล้อฝ่ายสรรพากร เมื่ออธิบดีประกาศงดเก็บภาษีแก่ผู้ประกอบการในโครงการประชารัฐ โดย “ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายจ่าย ที่ได้จ่ายเพื่อดำเนินโครงการภายใต้โครงการ สานพลังประชารัฐ
หนักเข้าไปอีกด้วยการยกเว้นภาษีย้อนหลังไปถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ แม้นจะมีระเบียบการต่างๆ นานา เช่นว่าต้องมีคำรับรองจากหน่วยงานประชารัฐของ คสช. แห่งใดแห่งหนึ่งในกรรมการขับเคลื่อนประเทศ ๑๒ แห่ง หรือว่าต้องมีใบเสร็จยืนยันว่าห้างหรือธุรกิจได้ทำการอุทิศบริจาคแก่โครงการ
(https://www.posttoday.com/finance/news/575321)
สำนักข่าวอิศรารวบรวมรายการ แจกแถมของ คสช. ที่ผ่านมาเอาไว้ให้ดูกันก่อนสิ้นปี ว่าเป็นการโปรยทานด้วยเงินงบประมาณที่ควักจากคลังล้วนๆ ๒๐๓,๗๓๙ ล้านบาท (อิศราเรียก เฮลิค้อปเตอร์มันนี่ย์)
ในจำนวนนั้นเป็นการแจกสดๆ “ทันใจไปถึงมือผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการฯ โดยที่ผู้รับไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากไปยืนกดเงินหน้าตู้เอทีเอ็ม หรือนำไปใช้ซื้อสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐ” จำนวน ๕๗,๖๐๒ ล้านบาท
ส่วนที่แจกชาวนาแบบองค์ลงตรงหน้าตักนั่นราว ๖๑,๘๑๐ ล้านบาท ชาวสวนยาง ๑๘,๐๗๑ ล้านบาท และชาวสวนปาล์มก็พลอยฟ้าพลอยฝนด้วย ๓,๓๗๕ ล้านบาท กับที่ให้แก่เกษตกรพืชไร่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยาสูบ ข้าวโพด อ้อย ประมาณ ๑๗,๗๓๕ ล้านบาท
รวมทั้งที่แจกคนทั่วไป คนชรา คนยากจน และคนของกรู (ข้าราชการทหาร พลเรือน ตุลาการ และข้าราชการ คสช.) ไม่ต่ำกว่า ๖๐,๘๕๘ ล้านบาท แต่แล้วแทนที่ชาวบ้านจะลืมตาอ้าปาก กลับกลายเป็นว่าเจ้าสัวรวยเอาๆ
ดังที่อิศราว่า มีความเหลื่อมล้ำระหว่าง “คนรวย ๑๐% แรก และคนจน ๑๐% สุดท้าย ห่างกัน ๑๙.๒๙ เท่า” จึงถามกันตรึมว่า “เม็ดเงินที่ครม.ประยุทธ์แจกไปนั้น แท้จริงแล้วใครได้ประโยชน์
เพราะสุดท้ายแล้วเม็ดส่วนใหญ่จะไหลไปกองที่กลุ่มทุนค้าปลีกขนาดใหญ่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจค้าปุ๋ย และค้ายาฆ่าแมลง ซึ่งมีเจ้าของผูกขาดอยู่แค่ไม่กี่ตระกูลเท่านั้น”
(https://www.isranews.org/isranews/72416-report02_72416.html-M_Gfblhs2-QM)
เรื่องของเรื่องถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประชาชนส่วนใหญ่ยังเฉยแบบว่า กูจะดูใจมันละก็ ก๊วน คสช.+เจ้าสัว จะได้อูฟูกันต่อไป ท่ามกลางความแร้นแค้นของประชากร

ขอขอบคุณข้อมูล
posttoday และ isranews

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561

21 ภาพของ Lu Guang ที่รัฐบาลจีนไม่อยากให้ใครดู มีข่าวว่า Lu Guang ได้หายตัวไปอย่างไม่มีร่องรอยกว่า 1 เดือนแล้ว

วันพุธ, ธันวาคม 05, 2561

21 ภาพของ Lu Guang ที่รัฐบาลจีนไม่อยากให้ใครดู มีข่าวว่า Lu Guang ได้หายตัวไปอย่างไม่มีร่องรอยกว่า 1 เดือนแล้ว





Award-Winning Photojournalist Disappears In China, And Here Are 21 Of His Pics China Don’t Want You To See


By​Rokas L
Boredpanda.com


Lu Guang’s photos have exposed the sides of China that its government isn’t keen on talking about: drug addicts, HIV patients, environmental problems, and so on. This time, however, the award-winning photographer has himself become the center of a story. His wife Xu Xiaoli claims she hasn’t heard from her husband since the 3rd of November.





On 23rd October, Guang flew to Urumqi, the capital of Xinjiang region, where he had planned to attend some photography events. Later, he was to fly to Sichuan to meet his friend Mr Chen to participate in a charity event. But Mr Chen was unable to find or contact the photographer.




Image credits: Xiaoli11032018


When Mr Chen asked Guang’s wife about his whereabouts, she had nothing. Investigating the situation, Ms Xu contacted the wife of the person who had invited her husband to Xinjiang. She was told both Mr. Lu and the host had been taken away by national security. Local officers from Zhejiang province, Mr Lu’s hometown, later confirmed this.




(Worker in Wuhai City, Inner Mongolia. April 10, 2005. Image credits: Lu Guang)


“He has been lost for more than 20 days”, said his wife. “As his most direct family member, I have not received any notice of his arrest,” Ms Xu said on Twitter. “I have repeatedly contacted Xinjiang police but have been unable to get through. It is our 20th wedding anniversary [next week]. We should be celebrating it together. I can only hope for his safe return. ”




(A heavy truck carrying coal and lime drives away, causing dust to fly and harming the nearby residents. Image credits: Lu Guang)


According to the BBC, Xinjiang has become notorious for its tight security controls, heavy surveillance and police presence, tackling what they describe as growing radicalism among the ethnic Uighur Muslim community. The government is sensitive to criticism and has detained reporters who were investigating negative stories about China in the past.




(Eleven-year-old Xu Li of Hutsou is diagnosed with bone cancer. Image credits: Lu Guang)


“The reality in China is you never know if you’re going to get into trouble because there are no written rules,” the photographer said in an interview last year.




(Children also live in the industrial district. China is now the world’s second-largest economy. Its economic development has consumed lots of energy and generated plenty of pollution. Image credits: Lu Guang)




(On 16 July 2010, the pipeline of the Newport Oil Wharf of Dalian Bay exploded, sending lots of oil into the sea. Many fishing boats were assigned to clean up the oil contamination for 8,150 times. Image credits: Lu Guang)


The photographer won at the 2004 World Press Photo competition for his exposure of “AIDS villages”, where people 678 people got infected with HIV after selling their blood. Out of 3,000 people, 678 have contracted HIV and 200 have died.




(On 16 July 2010, the pipeline of the Newport Oil Wharf of Dalian Bay exploded, sending lots of oil into the sea. Many fishing boats were assigned to clean up the oil contamination for 8,150 times. Image credits: Lu Guang)


The photographer won at the 2004 World Press Photo competition for his exposure of “AIDS villages”, where people 678 people got infected with HIV after selling their blood. Out of 3,000 people, 678 have contracted HIV and 200 have died.

Image credits: Lu Guang




(A woman carrying her severely ill grandson implores the sky to prevent the devil of pain returning. Image credits: Lu Guang)




(Disabled orphans adopted by charitable farmers. Image credits: Lu Guang)




(Children with cerebral palsy licks milk powder off a bed to feed. Image credits: Lu Guang)




(Laseng Temple has an over 200-year-old history, which includes the study of Mongolian medicines. It was seriously polluted by the surrounding factories, so few pilgrims go there now. Image credits: Lu Guang)





(Many factories have been moved from the country’s east to its central and western parts. Employees work in the dust. Image credits: Lu Guang)




(The Baotou Steel plant dumps mineral processing sewage into the tailings dam. Image credits: Lu Guang)






(The chemical industrial park of Yanwei Port in the city of Lianyungang dumps sewage in the sea. Image credits: Lu Guang)




(In the jeans-producing village of Xintang Town, in Guangdong, workers gain the stone for grinding the denim every morning. Image credits: Lu Guang)








(Qi Guihua, held here by her husband, fell ill when she returned to the village from Beijing to celebrate the Spring Festival. She died two hours after this photograph was taken. Image credits: Lu Guang)




(Families such as this one have sold almost everything valuable in their home to help meet medical expenses. Image credits: Lu Guang)




(A young girl warms her hands in winter. Her father is infected with HIV and still cares for five children and his elderly parents. Image credits: Lu Guang)




(Two girls prepare for the funeral of their six-year-old brother, who died from AIDS. Image credits: Lu Guang)


Cédric Alviani, the director of Reporters Without Borders’ East Asia bureau, called on China to disclose where Lu is and to “guarantee journalists’ freedom of movement and security, including in Xinjiang Province.” It has not answered yet.
Credit : blogthaienews