วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สภาปฏิวัติแห่งชาติกับทางออกการเมืองไทย? #4

สภาปฏิวัติแห่งชาติกับทางออกการเมืองไทย? #4




๕ นโยบายต่างประเทศ

๕.๑ รักษาลักษณะพิเศษของนโยบายต่างประเทศของชาติไทย
นโยบายต่างประเทศกำหนดขึ้นจากรากฐานของวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์และทางสังคมของประเทศไทย ภายใต้หลักนำของลักษณะพิเศษประจำชาติไทย ๓ ประการ คือ

๕.๑.๑ รักความเป็นไท

๕.๑.๒ อหิงสา

๕.๑.๓ รู้จักประสานผลประโยชน์

ชาติไทย เป็นชาติเก่าแก่ซึ่งมีลักษณะประจำชาติสูงส่ง จึงมีนโยบายต่างประเทศอันแน่นอน เป็นมรดกล้ำค่าตกทอดมาแต่บรรพกาล เรียกว่า “นโยบายอิสระ” วิธีดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ถูกต้องก็คือ นำเอานโยบายอิสระมาใช้กับปัญหาความสัมพันธ์กับต่างประเทศตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น สำหรับนโยบายต่างประเทศของไทยแล้ว นโยบายหลักไม่เปลี่ยนแปลง แต่นโยบายตามสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และจะต้องใช้นโยบายสองอย่างนี้ควบคู่กันตลอดไป โดยนโยบายตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนรากฐานของนโยบายหลัก ไม่ว่าจะดำเนินนโยบายต่อประเทศใด หรือต่อปัญหาใด ในสถานการณ์ใด เช่น ต่อสหรัฐอเมริกา ต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อสหภาพโซเวียต ต่อสหประชาชาติ ต่ออาเซี่ยน ต่ออินโดจีน ฯลฯ จะต้องยึดถือนโยบายอิสระเป็นหลักอยู่ตลอดเวลา วิธีดำเนินนโยบายต่างประเทศเช่นนี้ ประเทศไทยเคยใช้มาแต่อดีต ยังผลให้รอดพ้นภัยพิบัติและดำรงเอกราชอธิปไตยไว้ได้ ในปัจจุบันสภาวการณ์ทางภูมิศาสตร์และทางการเมือง กำหนดให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดในความขัดแย้งของโลก ทั้งความขัดแย้งระหว่างเสรีนิยมกับสังคมนิยม ความขัดแย้งภายในระบบเสรีนิยม ความขัดแย้งภายในระบบสังคมนิยม และในท่ามกลางความขัดแย้งของโลกปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดไม่ว่ามหาอำนาจหรือมิช่มหาอำนาจ จะเป็นหลักในการแก้ความขัดแย้งได้ ทำให้มีอันตรายแห่งสงคราม ทั้งในขอบเขตภูมิภาคและขอบเขตโลก แต่ประเทศไทยซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดและมีนโยบายต่างประเทศที่อยู่บนรากฐานของลักษณะประจำชาติอันสูงส่ง เป็นประเทศเดียวที่อยู่ในฐานะที่จะแก้ความขัดแย้งของโลก ป้องกันสงครามและรักษาสันติภาพซึ่งเป็นหลักประกันของการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างถึงที่สุด ฉะนั้น ประเทศไทยจึงต้องวางตัวเป็นหลักตามความหมายที่แท้จริงของ “นโยบายอิสระ” ในท่ามกลางความขัดแย้งทั้งในภูมิภาคและในโลก

๕.๒ ส่งเสริมสัมพันธไมตรีอันดีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้ากับทุกประเทศ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในระบอบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจและสังคม

๕.๓ ส่งเสริมชักชวนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีหลักประกันที่เป็นธรรม และร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเสริมสร้างประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประเทศ

๕.๔ ยับยั้งการสร้างสถานการณ์เพื่อเปลี่ยนสงครามในประเทศเป็นสงครามประชาชาติ และกำจัดบรรยากาศสงครามประชาชาติ

๕.๕ ดำเนินนโยบายเป็นกลางบนรากฐานของ “นโยบายอิสระ” ของชาติไทย ในปัญหาความขัดแย้งภายในระบบสังคมนิยม

๕.๖ เรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติ เพื่อรับรองสถานภาพเป็นกลางของประเทศไทย เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ประเทศไทย ในฐานะเป็นจุดยุทธศาสตร์อันสำคัญที่สุดในความขัดแย้งของโลกปัจจุบัน ได้แสดงบทบาทอย่างเต็มภาคภูมิในการป้องกันสงครามและรักษาสันติภาพถาวรของโลก


๖ วัฒนธรรม

๖.๑ กำจัดวัฒนธรรมต่ำทรามที่แพร่หลายมาจากต่างประเทศ และรับวัฒนธรรมต่างประเทศโดยกลั่นกรอง

วัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบอันสำคัญอย่างหนึ่งของระบบสังคม และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับองค์ประกอบสำคัญอีกสองประการ คือ เศรษฐกิจและการเมือง ฉะนั้น การแก้ปัญหาวัฒนธรรมจึงต้องประสานกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง เศรษฐกิจซึ่งระบบผูกขาดของเอกชนครอบงำการครองชีพของประชาชน และการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย นอกจากจะบั่นทอนวัฒนธรรมอันดีงาม ยังเป็นแหล่งรองรับวัฒนธรรมต่ำทรามที่แพร่มาจากต่างประเทศอีกด้วย การพัฒนาระบบเศรษฐกิจระบบเสรีนิยมที่ก้าวหน้าและพัฒนาการเมืองให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง คือ มาตรการพื้นฐานในการป้องกันและกำจัดวัฒนธรรมต่ำทรามต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและที่แพร่มาจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการทางกฎหมายและทางการศึกษาอบรมควบคู่กันไปด้วย วัฒนธรรมต่ำทรามนั้นไม่เป็นสิ่งพึงประสงค์ไม่ว่าของเทศใดๆ แต่วัฒนธรรมที่ดีของแต่ละชาติก็ไม่ใช่ว่าจะยอมรับซึ่งกันและกันใด้เสมอไป วัฒนธรรมซึ่งชาติหนึ่งถือว่าดี อีกชาติหนึ่อาจถือว่าไม่ดีก็ได้ เช่น ประเพณีความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงซึ่งชาติหนึ่งถือว่าดีงาม แต่อีกชาติหนึ่งถือว่าเป็นการอนาจารไปก็มี ฉะนั้น การรับวัฒนธรรมจากต่างชาติ จึงต้องคัดเลือกกลั่นกรองเอาแต่เฉพาะที่ไม่ขัดกับวัฒนธรรมไทย แม้ว่าวัฒนธรรมเหล่านั้นจะไม่ใช่วัฒนธรรมต่ำทรามก็ตาม

๖.๒ เชิดชูวัฒนธรรมไทยอันสูงส่งมาแต่บรรพกาล

ภูมิแห่งจิตใจของชนชาติไทยซึ่งแสดงออกทางขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ วรรณคดี และความสัมพันธ์กับต่างชาติ เป็นต้นนั้นสูงส่งอย่างยิ่ง ซึ่งจะต้องรักษาและเชิดชูไว้ตลอดไป วัฒนธรรมอันสูงส่งย่อมอาศัยระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน เพราะวัฒนธรรมอันสูงส่งก็คือวัฒนธรรมของประชาชน ถ้าไม่มีประชาธิปไตย วัฒนธรรมของประชาชนก็จะไม่สามารถพัฒนาอย่างเต็มที่ได้ การปกครองประเทศไทยมีลักษณะประชาธิปไตยมาตั้งแต่บรรพกาล นี่คือ ปัจจัยสำคัญให้วัฒนธรรมของประชาชนได้พัฒนาอย่างเต็มที่ จึงส่งเสริมให้วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่สูงส่ง ฉะนั้น มาตรการพื้นฐานของการเชิดชูวัฒนธรรมไทยก็คือ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยนั่นเอง ประสานกับการส่งเสริมวัฒนธรรมใดด้านต่าง ๆ โดยตรงด้วย

๖.๓ ส่งเสริมเสรีภาพของกลุ่มชนต่างเชื้อชาติในประเทศไทยในการพัฒนาวัฒนธรรมของตน

คนไทยประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ นอกจากเชื้อชาติไทยแล้วยังมีชนเชื้อชาติอื่นๆ เช่น ชาวเขา ชาวมาเลย์ เป็นต้น ความแตกต่างทางเชื้อชาติย่อมกำหนดความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ระบอบประชาธิปไตยยอมรับ ฉะนั้น ระบอบประชาธิปไตยจึงต้องให้เสรีภาพทางวัฒนธรรมแก่ชนเชื้อชาติต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อให้วัฒนธรรมของประชาชนเชื้อชาติเหล่านั้นได้พัฒนาไปอย่างเต็มที่ แม้ว่าวัฒนธรรมของชนเชื้อชาติอื่นจะแตกต่างกับวัฒนธรรมของชนเชื้อชาติไทยก็ตาม แต่เมื่อเป็นวัฒนธรรมของประชาชนก็ย่อมเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามทั้งสิ้น ฉะนั้น การให้เสรีภาพทางวัฒนธรรมจึงมีผลดี โดยเฉพาะคือ ผลดีในการกระชับความสามัคคีแห่งชาติ

๖.๔ พัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองบนรากฐานของการส่งเสริมทรรศนะที่ถือว่า การเมืองคือคุณธรรมตามคตินิยมของคนไทยแต่โบราณ

โดยลักษณะการเมืองคือคุณธรรม เพราะมีความมุ่งหมายเพื่อความสุขของประชาชน ความจริงข้อนี้คนไทยได้ถือเป็นคตินิยมมาแต่โบราณ เช่น ทศพิธราชธรรม เป็นต้น

ในบรรดาระบอบการปกครองทั้งหลาย ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มีคุณธรรมสูงสุด เพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น ประชาธิปไตยก็คือธรรมาธิปไตย นั่นเอง จึงไม่มีการเมืองใดจะมีคุณธรรมสูงส่งเสมอด้วยการเมืองประชาธิปไตย และดังนั้นถ้าจะเป็นประชาธิปไตยก็จำเป็นจะต้องกำจัดทรรศนะที่เห็นการเมืองเป็นของสกปรกและกลับไปสู่ทรรศนะเดิม คือ การเมืองเป็นคุณธรรมต่อไป และบนรากฐานของทรรศนะที่ถูกต้องนี้ ดำเนินการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่นความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความอดทนต่อความเห็นที่ตรงกันข้ามกับของตน ความมีวินัย ความยอมรับเสียงข้างมาก ความยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้องแม้ว่าจะเป็นฝ่ายข้างน้อย ความใจกว้าง ความยอมแพ้ต่อเหตุผล ความเคารพในหลักวิชา ความอุทิศตนเพื่อประเทศชาติเพื่อประชาชน และเพื่อคุณธรรม เป็นต้น ให้มีทรรศนะที่เห็นการเมืองเป็นคุณธรรม และให้สมบูรณ์ด้วยวัฒนธรรทางการเมืองอย่างมากที่สุด

๖.๕ ส่งเสริมความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติไทย รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทย

พระพุทธศาสนาเป็นองค์ประกอบอันสำคัญที่สุดของวัฒนธรรมไทย เพราะหลักธรรมของพระพุทธศาสนาสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับลักษณะพิเศษประจำชาติไทย โดยเฉพาะคือ อหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) เป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของคนไทย และหลักธรรมอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาคือ อหิงสา ปรโม ธมฺโม (ความไม่เบียดเบียนเป็นธรรมอย่างยิ่ง) ด้วยเหตุนี้ คนไทยซึ่งรับเอาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จึงเข้ากับศาสนาอื่นได้เป็นอย่างดี ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยไม่เคยมีการเลือกปฏิบัติต่อศาสนาอื่น และไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางศาสนา การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนับถือพุทธศาสนาของคนไทยนั้น โดยพื้นฐานเป็นการนับถือหลักธรรมอันแท้จริง แม้ว่าจะประกอบด้วยพิธีการ และลัทธินิยมอื่นๆ มากมาย แต่โดยพื้นฐานก็มิได้ละทิ้งหลักธรรมอันแท้จริง หลักธรรมอันแท้จริงนี่เอง คือ ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของศาสนา ซึ่งควรเน้นหนักในการส่งเสริมโดยร่วมมือกับบรรดานักปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง

เหล่านี้ คือนโยบายหลักของสภาปฏิวัติแห่งชาติ สภาปฏิวัติแห่งชาติ มีปณิธานอันแน่วแน่ที่จะปฏิบัตินโยบายนี้เพื่อให้เป็นผลสำเร็จ โดยถือเป็นภารกิจอันสำคัญที่สุดในการนำประเทศชาติและประชาชนผ่านพ้นภัยพิบัติ ผลักดันความเจริญก้าวหน้าไปสู่สังคมประชาธิปไตย ยังความไพบูลย์แก่ประเทศชาติและความผาสุกแก่ประชาชน และรักษาชาติไทยให้ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร.

สภาปฏิวัติแห่งชาติกับทางออกการเมืองไทย? #3

สภาปฏิวัติแห่งชาติกับทางออกการเมืองไทย? #3




๓. การสังคม
๓.๑ แก้ปัญหาสังคมบนรากฐานของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ประกอบด้วยการศึกษาอบรม
ปัญหาสังคม เช่น ปัญหาการว่างงาน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาคอรัปชั่น และความเน่าเฟะต่างๆ ในสังคม ส่วนสำคัญเกิดจากความยากจนและการไม่มีงานทำ อันเนื่องมาจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ตก ฉะนั้น ถ้าความยากจนและการไม่มีงานทำยังครอบงำสังคมอยู่ การพร่ำสอนไม่ทำให้ทำชั่วและขยันขันแข็งประกอบสัมมาอาชีพจึงไม่ใคร่จะได้ผล เพราะถ้าไม่ประกอบอาชญากรรม ทำคอรัปชั่น หรือประกอบมิจฉาชีพก็ไม่มีอะไรจะกิน และถึงแม้จะขยันขันแข็งก็ไม่มีงานทำ แต่การศึกษาอบรมจะได้ผลเต็มที่ถ้าความยากจนบรรเทาลง คนมีงานทำและอาชญากรรมแก้ไขได้ คอรัปชั่นปราบได้ การว่างงานขจัดได้ ด้วยการศึกษาอบรมและมาตรการทางกฎหมาย ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติตามนโยบายและแผนอันถูกต้อง

๓.๒ แผนการศึกษาแห่งชาติขึ้นต่อแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ
สมัยก่อน การบำรุงการศึกษาไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะสมัยนั้นความเจริญของบ้านเมืองขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน ยิ่งขยายการศึกษามากเพียงใดบ้านเมืองก็เจริญมากเพียงนั้น แต่ในปัจจุบัน การขยายตัวทางการศึกษาจำกัดด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การขยายตัวทางการศึกษาอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดแทนที่จะเป็นผลดีกลับเป็นผลร้าย โดยเฉพาะจะเป็นเหตุหนึ่งของการว่างงาน การจำกัดการขยายตัวของการศึกษานั้น ไม่หมายถึงการลดงบประมาณการศึกษา งบประมาณการศึกษาจะต้องเพิ่มขึ้นโดยลำดับอย่างแน่นอน การจำกัดการขยายตัวของการศึกษา หมายความถึงแผนการศึกษาจะต้องขึ้นต่อแผนเศรษฐกิจ ซึ่งจะกำหนดให้การขยายการศึกษาเป็นไปตามความต้องการของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ในสภาวการณ์ใดระดับการศึกษาและวิชาชีพใดเพียงพอแก่ความต้องการก็ลดลว ในสภาวการณ์ใดระดับการศึกษาและสาขาอาชีพใดเป็นความต้องการ ก็เพิ่มขึ้น ส่วนด้านสามัญศึกษาจะต้องขยายให้มากที่สุดไม่มีขอบเขตจำกัด ตามระดับความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นลำดับไป ทั้งนี้ จะเป็นไปได้โดยขยายการศึกษาชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้มากที่สุด และควบคุมการศึกษาของเอกชนอย่างเคร่งครัด การศึกษาของชาติจะประสบความสำเร็จสมความมุ่งหมายขึ้นอยู่กับความถูกต้องของแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ และประสานแผนการศึกษาแห่งชาติเข้ากับแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ

๓.๓ ดำเนินการประกันสังคมทั่วทุกด้าน
ความไพบูลย์ทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากผลสำเร็จของการสร้างระบบเศรษฐกิจของระบอบประชาธิปไตยตามนโยบายที่ถูกต้อง ย่อมจะเป็นปัจจัยให้มีงานให้ประชาชนทำมากขึ้น และเป็นปัจจัยให้รัฐสามารถขยายการศึกษา การสาธารณสุข และสาธารณูปการอย่างอื่นให้กว้างขวางออกไปตามส่วน ประชาชนมีโอกาสทำงาน มีโอกาสศึกษา มีโอกาสรักษาพยายาบาล และมีโอกาสอื่นๆ เพิ่มขึ้นโดยลำดับ เมื่อเกิดความไพบูลย์ทางเศรษฐกิจ การว่างงานก็ค่อย ๆ หมดไป การศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน การรักษาโดยไม่ต้องเสียค่ารักษาตลอดจนบำเหน็จบำนาญของคนชราและทุพลภาพก็จะมีขึ้นโดยลำดับ ฉะนั้น ความไพบูลย์ทางเศรษฐกิจจึงเป็นการประกันสังคมอยู่ในตัว และมาตรการประกันสังคมที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือ การดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติตามนโยบายและแผนอันถูกต้องให้บรรลุผลสำเร็จนั่นเอง กฎหมายประกันสังคมจะต้องออกตามผลสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ แม้ว่าจะออกกฎหมายประกันสังคมอย่างสวยงามเพียงใด แต่ถ้าการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติล้มเหลวกฎหมายนั้นก็ปฏิบัติไม่ได้

๔ การป้องกันประเทศ

๔.๑ หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพแห่งชาติ
กองทัพแห่งชาติไม่ใช่กองทัพของบุคคลหรือคณะบุคคล แต่เป็นกองทัพของชาติและของประชาชน กองทัพแห่งชาติไม่สนับสนุนการเมืองของบุคคลหรือคณะบุคคล แต่สนับสนุนการเมืองของชาติ ที่ว่าทหารไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น ไม่หมายความกองทัพแห่งชาติจะไม่สนับสนุนการเมืองของชาติ แต่หมายความว่าทหารไม่สนับสนุนการเมืองของบุคคลหรือการเมืองที่ไม่ถูกต้อง เอกราชของชาติและอธิปไตยของปวงชน คือ สาระสำคัญของการเมืองของชาติ ซึ่งจะต้องอาศัยความสนับสนุนของกองทัพแห่งชาติ จึงจะดำรงอยู่ได้ ฉะนั้น หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพแห่งชาติ จึงอยู่ที่การรักษาเอกราชของชาติและรักษาอธิปไตยของประชาชน

การที่กองทัพแห่งชาติจะต้องรักษาไว้ซึ่งเอกราชของชาตินั้น เข้ากันดี แต่การที่กองทัพแห่งชาติจะต้องรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยของปวงชนนั้น ดูเหมือนจะยังไม่ชัดเจนพอ ความจริงแล้วเอกราชขึ้นอยู่กับประชาธิปไตย ประเทศชาติจะต้องเป็นประชาธิปไตยจึงจะมีเอกราชได้ และการที่ระบอบประชาธิปไตยล้มเหลวตลอดมา ก็เพราะกองทัพแห่งชาติไม่เข้าไปทำหน้าที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยให้เพียงพอนั่นเอง ฉะนั้น กองทัพแห่งชาติจึงไม่เพียงแต่มีหน้าที่ทางทหารเท่านั้น หากยังมีหน้าที่ทางการเมืองอีกด้วย คือ หน้าที่ทางการเมืองของชาติ อันได้แก่การรักษาเอกราชของชาติ และรักษาอธิปไตยของปวงชน

๔.๒ ปรับปรุงขีดความสามารถของกองทัพแห่งชาติ
การที่กองทัพแห่งชาติจะปฏิบัติหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์สองประการอย่างมีประสิทธิภาพได้ จะต้องปรับปรุงขีดความสามารถของกองทัพให้สูงขึ้น เนื่องจากสงครามในปัจจุบันซึ่งกองทัพแห่งชาติเผชิญอยู่ มีลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสงครามในอดีต ทำให้ยุทธศาสตร์ของกองทัพแห่งชาติที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอสำหรับทำสงครามในลักษณะใหม่ให้ชนะ ฉะนั้น สารสำคัญของการปรับปรุงขีดความสามารถของกองทัพ จึงอยู่ที่การปรับปรุงยุทธศาสตร์ เมื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์ให้สมบูรณ์ ทั้งยุทธศาสตร์ทหารและยุทธศาสตร์การเมืองแล้ว การปรับปรุงขีดความสามารถอื่นๆ เช่นด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็จะสำเร็จตามไปด้วย

๔.๓ ปรับปรุงสวัสดิการทหาร
การที่กองทัพจะมารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยขีดความสามารถในระดับสูงได้นั้น ทหารจะต้องได้รับสวัสดิการในทุกด้านอย่างเพียงพอ ฉะนั้น จึงต้องปรับปรุงสวัสดิการทหารในทุกด้านให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

สภาปฏิวัติแห่งชาติกับทางออกการเมืองไทย? #2

สภาปฏิวัติแห่งชาติกับทางออกการเมืองไทย? #2



๒. พัฒนาระบบเศรษฐกิจแห่งชาติให้สำเร็จ
ระบบเศรษฐกิจเป็นรากฐานของระบอบการเมือง และระบอบการเมืองมีบทบาทผลักดันพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงจะดำเนินการโดยเอกเทศมิได้ แต่จะต้องนำเอาการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาการเมือง โดยลงมือแก้ปัญหาการเมืองทันที และลงมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมกัน การที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยตกอยู่ในภาวะล้าหลังมาเป็นเวลานาน ยังผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศยากจน ฐานะการครองชีพของประชาชนต่ำ ไม่สามารถพัฒนาขึ้นเป็นประเทศร่ำรวย และยกฐานะการครองชีพของประชนชนให้สูงขึ้นได้ ทั้ง ๆ ที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาตินั้น ก็เพราะได้ดำเนินการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมาโดยไม่ได้แก้ปัญหาการเมือง คือ ไม่ดำเนินการเพื่อบรรลุถึงซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง ฉะนั้น บนรากฐานของการแก้ปัญหาการเมืองเพื่อความสำเร็จของระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวมาแล้ว สภาปฏิวัติแห่งชาติจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจแห่งชาติใดสำเร็จด้วยมาตรการต่อไปนี้

๒.๑ ปรับปรุงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ความมุ่งหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือ เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยสังคมประชาธิปไตย คือ สังคมที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย และมีระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ระบอบเศรษฐกิจเสรีนิยมที่พัฒนาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง จะนำมาซึ่งความไพบูลย์และความยุติธรรม แต่การที่จะบรรลุความมุ่งหมายดังกล่าวนี้ได้ จะต้องใช้ระบอบประชาธิปไตยทำการเปลี่ยนระบบเสรีนิยมที่ล้าหลังและผูกขาดดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้เป็นระบบเสรีนิยมที่ก้าวหน้าและเสรี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีบทบาทสำคัญอันดับแรกต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ฉะนั้นจึงต้องทบทวนโครงสร้างของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายเพื่อบรรลุถึงสังคมประชาธิปไตยที่พัฒนา ซึ่งเป็นแผนที่มีเนื้อหาในการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับภาวการณ์ของประเทศไทยโดยเฉพาะคือ เน้นหนักการพัฒนาการเกษตรกรรม และพัฒนาอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการขนส่งให้สอดคล้องกัน

๒.๒ การกระจายทุน
การรวมศูนย์ทุน ทำให้วิสาหกิจขนาดใหญ่โดยเฉพาะคือ วิสาหกิจเส้นเลือดใหญ่ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ อุตสาหกรรมหนัก การค้าต่างประเทศ การค้าส่งสินค้าหลักภายในประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ การขนส่งหลักภายในประเทศ มีอำนาจครอบงำและบงการต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของระบบเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉะนั้น จึงต้องลดอำนาจของการครอบงำและบงการดังกล่าวลง โดยทำให้ทุนกระจายไปสู่ประชาชนด้วยมาตรการเหล่านี้คือ

๒.๒.๑ การปฏิรูปที่ดิน
เป็นวิธีการกระจายทุนทางที่ดินไปสู่ชาวไร่ชาวนา ในขณะเดียวกันรายได้ของเจ้าของที่ดินจากการเวนคืนที่ดิน ก็จะกระจายไปสู่รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และอื่นๆ โดยเฉพาะในรูปของพันธบัติหุ้นส่วนในรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น การกระจายทุนทางที่ดินด้วยการปฏิรูปที่ดิน เป็นปัจจัยอันดับแรกของความเติบโตของระบบเศรษฐกิจแห่งชาติทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการขนส่ง โดยทำเกษตรกรรมสามารถสนองวัตถุดิบแก่อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมสนองเครื่องมือวัตถุอุปกรณ์และการป้องกันภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกรรม และเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมต่างก็สนองตลาดให้แก่กันและกัน ฉะนั้น การปฏิรูปที่ดินจึงมิใช่เพียงเพื่อการเกษตรกรรม หรือเพียงเพื่อช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ให้มีที่ทำกิน แต่ข้อสำคัญเพื่อความเติบโตของระบบเศรษฐกิจแห่งชาติทั้งระบบ

๒.๒.๒ เปลี่ยนบริษัทครอบครัวของวิสาหกิจเอกชนต่างๆ เป็นบริษัทมหาชน

๒.๒.๓ ให้สหกรณ์เป็นเครื่องมือของการกระจายทุน

๒.๒.๔ รัฐเข้ามีส่วนร่วมนากรบริหารวิสาหกิจเอกชน
แต่เดิมรัฐเพียงแต่ควบคุมวิสาหกิจเอกชน เช่น ธนาคารชาติควบคุมธนาคารพาณิชย์ด้วยการจดทะเบียนปริมาณทุนปริมาณเงินฝาก ปริมาณเงินวางธนาคารชาติ ฯลฯ ซึ่งไม่เพียงพอแก่การลดการรวมศูนย์ทุน แต่รัฐจะต้องทำการควบคุมโดยตรง เช่น ผู้แทนของรัฐเข้ามีส่วนในการบริหารเป็นต้นอีกด้วย

๒.๓ สร้างความสมดุลระหว่างภาคสาธารณะกับภาคเอกชน
ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมของประเทศไทย มิใช่มีแต่เศรษฐกิจเอกชนอย่างเดียว แต่มีเศรษฐกิจสาธารณะ โดยเฉพาะคือเศรษฐกิจของรัฐอีกด้วย โดยภาคสาธารณะตั้งอยู่บนรากฐานของภาคเอกชน แต่ภาคสาธารณะแม้ว่าจะเป็นฝ่ายข้างน้อยก็มีความสำคัญในฐานะเป็นหลักนำต่อภาคเอกชน และส่งเสริมช่วยเหลือภาคเอกชน ภาคสาธารณะกับภาคเอกชนจะต้องมีความสมดุลกัน จึงจะสามารถเป็นปัจจัยให้แก่การขยายตัวของกันและกัน วิธีการสร้างความสมดุล คือ ปรับปรุงการบริหารของภาคสาธารณะโดยเฉพาะของรัฐวิสาหกิจเสียใหม่ทั้งหมดทั้งฝ่ายสาธารณูปโภคและฝ่ายบริโภค ทั้งที่ผูกขาดและไม่ผูกขาด เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเหล่านั้นมีประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือเหนือกว่าวิสาหกิจเอกชน เพื่อจะได้ทำหน้าที่เป็นหลักนำและส่งเสริมช่วยเหลือวิสาหกิจเอกชน และเพื่อคานวิสาหกิจเอกชนในการรักษาเสถียรภาพของตลาด การปรับปรุงการบริหารของภาคสาธารณะนั้น ให้องค์การแรงงานของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เข้าร่วมดำเนินการด้วย

๒.๔ สร้างความสมดุลระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรม
สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน เกษตรกรรมเป็นฝ่ายครอบงำ แต่ทิศทางของพัฒนาการจะต้องมุ่งไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าวการพัฒนาจะต้องเน้นหนักในการพัฒนาเกษตรกรรม ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมให้ได้สัดส่วนกัน และการพัฒนาอุตสาหกรรมจะต้องเน้นหนักการพัฒนาอุตสาหกรรมเบา (อุตสาหกรรมแปรวัตถุดิบเกษตรกรรมภายในประเทศ เป็นสินค้าสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูป) แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมเบาก็ต้องมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก (อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมเครื่องจักร อุตสาหกรรมเคมี) ซึ่งเป็นรากฐานอันสำคัญที่สุดของการทำเกษตรกรรมให้ทันสมัย

๒.๕ สร้างความสมดุลระหว่างเมืองกับชนบท
ที่แล้วมาการขยายตัวของเมืองและชนบทเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ความเจริญเข้ามารวมอยู่ในเมืองหลวงและนครใหญ่ ชนบทยังล้าหลังห่างไกล ฉะนั้น จึงต้องเร่งรัดสร้างความเจริญให้แก่ชนบทในทุกทาง และทำให้ชนบทให้เป็นที่อยู่ดีกินดี ขณะเดียวกันก็ระบายความแออัดยัดเยียดออกจากเมืองหลวงและนครใหญ่ วิธีการคือ จะต้องแบ่งสันปันส่วนภาษีอากรระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นอย่างเหมาะสม และทำให้ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นไม่ต้องอาศัยงบประมาณส่วนกลาง กับขยายอุตสาหกรรมไปสู่ชนบทให้สอดคล้องกับเกษตรกรรม ที่ไหนมีเกษตรกรรมอย่างไรก็ขยายอุตสาหกรรมแปรวัตถุดิบอย่างนั้น สร้างความสมดุลระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมขึ้นในท้องถิ่นและยกระดับของชนบทจนถึงขนาดที่คนไม่ไหลเข้าสู่เมือง แต่ชนบทกลับเป็นที่ดึงดูดคนในเมืองให้ระบายออกไป

๒.๖ สร้างความสมดุลระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับการขยายตัวของประชากร
ปัญหาร้ายแรงในปัจจุบันก็คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ทันกับการขยายตัวของประชากร จึงจำเป็นอย่างรีบด่วนที่จะต้องเร่งรัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างงานให้เพียงพอกับคน ขณะเดียวกันก็จะต้องลดการขยายตัวของประชากรอย่างน้อยชั่วระยะหนึ่ง การเร่งรัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็คือ

๒.๖.๑ เพิ่มการผลิตทางการเกษตร บนรากฐานของการปฏิรูปที่ดินและทำเกษตรกรรมให้ทันสมัย
ทำการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยเฉพาะคือพืชเศรษฐกิจด้วยการใช้วิชาการเกษตรกรรมแบบใหม่ให้ทั่วถึง ปรับปรุงระบบชลประทาน จัดหาและจำหน่ายปุ๋ยในราคาเยา ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียน ให้การศึกษาด้านเกษตรกรรมแก่ชาวนาชาวไร่อย่างเต็มที่ ขยายกิจการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ให้กว้างขวางทั่วประเทศ เพิ่มบริการชาวนาชาวไร่อย่างมีประสิทธิภาพ จัดประเภทการผลิตทางเกษตรกรรมให้เหมาะสมกับท้องที่ และแนะนำเกษตรกรให้ปลูกพืชให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ประกันราคาของสินค้าเกษตรกรรม โดยขยายและรักษาตลาดต่างประเทศอย่างมั่นคงและใช้ค่าพรีเมี่ยมทั้งหมดเป็นกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ใช้วิธีการสหกรณ์เข้าช่วยเหลือการขยายเกษตรกรรมอย่างเต็มที่ และสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นสถาบันการเกษตร

๒.๖.๒ เพิ่มการผลิตทางอุตสาหกรรม เน้นหนักอุตสาหกรรมที่แปรรูปวัตถุดิบเกษตรกรรมภายในประเทศ ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปพร้อมทั้งขยายการผลิตของอุตสาหกรรมครอบครัว ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพูนสินค้าบริโภคให้มากที่สุด และการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว จะต้องมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอุตสหกรรมขั้นมูลฐาน ป้องกันการโจมตีจากต่างประเทศโดยตั้งกำแพงภาษี หรือห้ามสั่งสินค้าเข้าตามความเหมาะสม กระจายอุตสาหกรรมไปยังแหล่งวัตถุดิบขยายการฝึกอบรมแรงงาน ส่งเสริมสมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงาน และส่งเสริมหลักการผลประโยชน์ซึ่งกันและกันระหว่างนายทุนกับแรงงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

๒.๖.๓ ขยายพาณิชยกรรม ขยายตลาดต่างประเทศทั้งสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอุตสาหกรรม พยายามขยายตลาดเข้าไปในตลาดสังคมนิยมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และรัฐเข้าดำเนินการค้าต่างประเทศเองตามความจำเป็น แก้ไขความเสียเปรียบในวิธีดำเนินการค้าและธุริจของต่างประเทศ แก้ไขการเสียเปรียบดุลการค้า โดยลดปริมาณสินค้าปัจจัยบริโภคโดยเฉพาะ คือ ของฟุ้มเฟือย และเพิ่มปริมาณสินค้าปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะคือ เครื่องจักร พยายามตัดคนกลางในการส่งวัตถุดิบไปต่างประเทศ พร้อมทั้งกวดขันการควบคุมมาตรฐานสินค้า เพิ่มปริมาณส่งออกวัตถุแปรรูป การค้าบางอย่างใช้วิธีแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง ส่วนตลาดภายในประเทศจะต้องทำให้มีเสถียรภาพ โดยให้องค์การค้าของรัฐทำหน้าที่ตรึงราคาอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้สหกรณ์กำจัดคนกลาง

๒.๖.๔ ขยายการขนส่ง โดยเพิ่มปัจจัยการขนส่งอย่างรอบด้าน ควบคุมค่าขนส่งให้พอเหมาะพอดี มิให้มีผลกระทบกระเทือนต่อการตลาดและการผลิต

๒.๖.๕ ขยายทุน ระดมและกระจายทุนทั้งทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการขนส่ง โดยเน้นหนักในการขยายทุนทางเกษตรกรรม แหล่งของทุนเอามาจากการผลิต ภาษีอากร การประหยัด และทุนจากต่างประเทศที่ไม่มีเงื่อนไขทางการเมือง

๒.๗ ควบคุมการเฉลี่ยรายได้แห่งชาติให้เป็นธรรม
ตามสภาพที่เป็นอยู่รายได้แห่งชาติ ๙๐ % เฉลี่ยระหว่างคนรวย และรายได้แห่งชาติ ๑๐% เฉลี่ยระหว่างคนจน ซึ่งเป็นการเฉลี่ยที่ไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกว้างมาก รัฐจึงต้องควบคุมการเฉลี่ยรายได้แห่งชาติให้เป็นธรรม เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้แคบลง การควบคุมเฉลี่ยรายได้แห่งชาตินั้น มิใช่กระทำด้วยกฎหมายหรืออำนาจบังคับ แต่กระทำโดยการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับสภาพของประเทศไทย ตามนโยบายและแผนอันถูกต้อง เพื่อให้เศรษฐกิจแห่งชาติได้ขยายตัวไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เช่น การจำกัดการผูกขาด การกระจายทุน การขยายการผลิต การตัดคนกลาง การเฉลี่ยงบประมาณระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น เป็นต้น การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างได้ผลตามนโยบายและแผนอันถูกต้อง ทำให้รายได้เฉลี่ยของประชากรทั่วไปสูงขึ้น และการใช้ระบบผูกขาดควบคุมการครองชีพของประชาชนก็จะเบาบางหรือหมดสิ้นไป ทำให้เกิดการเฉลี่ยรายได้แห่งชาติเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ แม้จะใช้กฎหมายบ้างก็เป็นส่วนประกอบเท่านั้น แต่ถ้าไม่พัฒนาเศรษฐกิจให้ได้ผล การใช้กฎหมายในเรื่องนี้ก็ไม่มีประโยชน์ อย่างกฎหมายกำหนัดค่าจ้างขั้นต่ำ ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจล้มเหลว กฎหมายนั้นก็เป็นเพียงเศษกระดาษชิ้นหนึ่ง รวมความว่าการควบคุมเฉลี่ยรายได้แห่งชาติ ก็คือการพัฒนาระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้เป็นไปตามนโยบายและแผนอันถูกต้อง

๒.๘ ร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ โดยไม่เลือกระบบสังคม ภายใต้หลักการของความเป็นอิสระและพึ่งตนเอง
การเมืองตั้งอยู่บนรากฐานของเศรษฐกิจ ฉะนั้น การร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่จะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยจึงเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือระหว่างประเทศในระบบสังคมเดียวกัน หรือคนละระบบสังคมก็ตาม ถ้ายอมรับว่าเศรษฐกิจและการค้าขึ้นต่อการเมืองและดำเนินไปตามหลักการนี้ โดยทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศสังคมนิยมและประเทศเสรีนิยมด้วยกันขึ้นต่อนโยบายต่างประเทศที่ถูกต้องแล้ว การร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้ากับนานาประเทศโดยไม่เลือกระบบสังคม ก็จะเป็นผลดีแก่การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติอย่างใหญ่หลวง และนี่คือการร่วมมือภายใต้หลักการของความเป็นอิสระ และพึ่งตนเองตามลักษณะพิเศษของนโยบายต่างประเทศที่ถูกต้องของไทย คือ นโยบายอิสระ

๒.๙ ปัญหาการคลังและการเงิน
การคลังและการเงินเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจ จึงต้องแก้ปัญหาการคลังและการเงินโดยสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การขยายเศรษฐกิจจะต้องดูจากการผลิตการภาษีว่าขยายตัวได้อย่างไร ไม่ให้เกินตัวจนต้องอาศัยเงินกู้จนเกินควร การเก็บภาษีควรเอาจากการผลิตเป็นอันดับแรก ภาษีสินค้าขาเข้าขาออกเป็นอันดับต่อมา ภาษีเอกชนเป็นอันดับสุดท้าย แต่ภาษีสินค้าเข้าสินค้าออกจะต้องไม่ทำลายการส่งเสริมการผลิตและการค้าต่างประเทศ ปัญหาการเงินที่สำคัญนั้นอยู่ที่จะต้องรักษาเสถียรภาพของเงินบาท วิธีการคือ เปลี่ยนมาตรฐานเงินตราต่างประเทศเป็นมาตรฐานทองคำเป็นหลัก เพราะในปัจจุบันเงินตราต่างประเทศ เช่นสกุลดอลล่าร์มักจะขาดเสถียรภาพ แต่ไม่หมายความว่าจะยกเลิกมาตรฐานเงินตราต่างประเทศเพียงมาตรฐานดอลล่าร์ มาตรฐานปอนด์ ฯลฯ เป็นส่วนประกอบ วิธีการเช่นนี้จะเป็นส่วนช่วยอย่างสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของเงินบาท

อนาธิปไตย!!!

อนาธิปไตย!!!

ปรากฎการณ์การเข้ายึดจุดสำคัญ 6 จุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนจำนวนมากว่า ต่อไปนี้เหตุการณ์จะเลวร้ายลงไปกว่านี้อีกหรือไม่? มาตรการทางด้านกฎหมายของฝ่ายรัฐบาลที่จะใช้กับผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการล้มล้างรัฐบาลก็ดี การทำร้ายประชาชนก็ดี การบุกรุกสถานที่ราชการก็ดี จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ทหารจะเข้ามายึดอำนาจหรือเปล่า? ถ้ายึดจะส่งผลร้าย-ดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร? และที่สำคัญที่สุดความวุ่นวายทางการเมืองจะจบลงได้เมื่อไร?

ก่อนสิ่งอื่นใด ขอเรียนทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านเสียก่อนว่า ปรา
กฎการณ์ทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในวันนี้และจะทะยอยเกิดขึ้นอีกมากมายหลายร้อยเท่าในอนาคตนั้นเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติทางการเมือง โดยมีสมุทัยมาจากสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง การปฏิวัติกระแสสูงเกิดจากระบอบการเมืองแบบ “เผด็จการไทย” ที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยของทุนนิยม เพราะเป็นระบอบการเมืองที่เอื้อให้คนส่วนน้อยที่เข้ามาถืออำนาจอธิปไตยของชาติ สามารถกดขี่และขูดรีดคนส่วนใหญ่ได้ตามกฎหมาย



ในทางเศรษฐกิจ ระบอบเผด็จการ ทำให้คนส่วนน้อยที่เป็นผู้ปกครอง สามารถช่วงชิงรายได้ส่วนใหญ่แห่งชาติไปครองแล้วทิ้งรายได้ส่วนน้อยแห่งชาติให้คนส่วนใหญ่แย่งชิงกันเอง จนนำมาซึ่งวิกฤติศรัทธาของประชาชนที่มีต่อผู้ปกครอง

วิกฤติศรัทธาแม้เป็น “นามธรรม” แต่สะท้อนความเป็นรูปธรรมออกมาก็คือความขัดแย้งทางการเมืองดั่งที่เราเห็นด้วยตาในปัจจุบัน

แม้ว่าพันธมิตรจะกระทำการใดๆ ที่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะทุบตีคนขับรถตู้ เข้ายึดและทำลายข้าวของทางราชการจนนายกรัฐมนตรีต้องออกมาแถลงข่าวว่าจะจัดการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดประการใดก็ตาม ก็ไม่สามารถทำได้ถนัดมือหรือสามารถยุติปัญหาได้อย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั้น ใช่มีแต่ผู้ชุมนุมเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีผู้อยู่เบื้องหลังของฝ่ายพันธมิตรและแนวร่วมทั้งที่เป็นผู้ปกครองด้วยกันเองและกับประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย “คลื่นใต้น้ำ”หรือ “มือที่มองไม่เห็น” ตัวจริงที่ไม่ได้ออกมาโชว์ตัวในครั้งนี้อีกด้วย
การใช้มาตรการทางด้านกฎหมายของรัฐบาลจึงไม่ใช่ทางออกหรือตอบโจทย์ว่าวิกฤติทางการเมืองครั้งนี้หรือที่จะเกิดขึ้นอีกเป็นระยะในอนาคตจะจบลงวันนี้

ถึงแม้ว่ากุนซือฝ่ายพันธมิตรจะ “ไร้เดียงสา” ขนาดเอามวลชนขึ้นมา Uprising ในขณะที่ยังไม่สามารถรุกทางการเมืองต่อฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสิ้นเชิงก็ตาม ซ้ำพวกเขายังปล่อยให้ “นักรบศรีวิชัย” ที่มีแต่กำลัง บุกเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที จนถูกจับ ปล่อยให้ม็อบ “ทำร้ายนักข่าว”จนทำให้ฝ่ายรัฐบาลสามารถใช้เป็นเป็นเครื่องมือในการ “โดดเดี่ยว” ฝ่ายพันธมิตร จนตกเป็นฝ่ายรับอย่างรุนแรงก็ตาม

แม้ว่าสุริยใส กตศิลา หนึ่งในแกนนำพันธมิตรจะออกมาแก้เกี้ยวในภายหลังว่านักรบศรีวิชัยไม่ใช่คนของพันธมิตรนั้นก็สายเสียแล้ว เพราะระดับนำคนหนึ่งของพันธมิตรออกมายอมรับก่อนหน้านั้นแล้วว่า ผู้ที่ถูกจับดังกล่าว เป็นคนของฝ่ายพันธมิตรจริง

ยิ่งไปกว่านั้นมวลชนที่ไปล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาลอยู่ก็เรียกร้องให้มีการปล่อยนักรบศรีวิชัยออกมา จึงหมายความว่าผู้ที่ถูกจับเมื่อเช้านี้เป็นฝ่ายพันธมิตรจริง การที่สุริยะใสออกมาปฏิเสธในขณะที่คนอื่นเขารู้ความจริง จึงเท่ากับว่าสุริยะใสหนึ่งในผู้นำสำคัญของฝ่ายพันธมิตร “โกหกทางทีวี” ส่งผลทำให้เกิดภาพลบหนักเข้าไปใหญ่

ปัญหาการชุมนุมเรียกร้องเป็นปัญหาทางการเมือง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องโกหก เพียงแต่ว่าข้อเรียกร้องของฝ่ายพันธมิตรนั้น เป็นการเรียกร้องที่ในระดับต่ำเพียงแค่ขับไล่รัฐบาลเท่านั้น มวลชนจึงไม่มากมายแต่อย่างใด

ความจริงแล้วมวลชนทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายพันธมิตรหรือฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับพันธมิตรล้วนแล้วแต่เป็นมวลชนประชาธิปไตย คือต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่เนื่องจากฝ่ายนำของทั้งคู่เป็นพวกไร้เดียงสาทางการเมือง คือเรียกร้องเรื่องตัวบุคคลบ้าง เรื่องรัฐธรรมนูญบ้าง เรื่องให้รัฐบาลลาออกหรือคงอยู่บ้าง เรียกร้อง70:30 บ้าง มาตรการ 6 เดือนบ้าง โดยต่างไม่ได้เรียกร้องให้เปลี่ยนระบอบเผด็จการ
ให้เป็นประชาธิปไตย อันเป็นต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง ดังนั้นการลงทุนลงแรงของทั้งคู่นอกจากจะเป็นการเรียกร้องที่เปล่าประโยชน์แล้วยังนำไปสู่การฆ่ากันอย่างไร้เดียงสาอีกด้วย

อย่างไรก็ตามไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายพันธมิตรจะเป็นฝ่ายชนะในเกมนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้งคู่จะสามารถปกครองประเทศนี้ได้เพราะไม้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะก็ปกครองประเทศนี้ไม่ได้ เพราะวันนี้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูงเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถกลับคืนไปสู่สภาวะปรกติได้อีกต่อไป

มันจะจบสิ้นลงก็ต่อเมื่อการปฏิวัติ (ไม่ใช่การรัฐประหารโดยทหารนะครับ)ได้จบสิ้นลงแล้วอย่างสิ้นเชิง ซึ่งต้องกินเวลานานหลายปีทีเดียว
แม้ว่าคุณสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีจะกระเหี้ยนกระหือรือที่จะใช้มาตรการทางกฏหมายมาเล่นงานม็อบพันธมิตรแต่ก็ดูเหมือนว่าทำไม่ได้ดั่งใจ เพราะวันนี้แม้แต่ตัวรับบาลเองก็ไม่มั่นคงเสียแล้ว ไม่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้ ถึงรัฐบาลจะออกมาข่มขู่อย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นผลมากนัก ยิ่งถ้าฝ่ายพันธมิตรสามารถยืดเกมให้ยาวออกไปหรือก่อการจราจลเผาบ้านเผาเมืองด้วยแล้ว คุณสมัครต่างหากที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

สำหรับใครที่อยากให้มีการปรองดองแห่งชาติ ผมเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชาติวันนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งปรกติทั่วไป แต่เป็นความขัดแย้งบนสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง โดยทั้งสองฝ่ายจะมีกำลังประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงมาเป็นแรงหนุนที่เข้มแข็งด้วยกันทั้งคู่

การจะแก้ไขความขัดแย้งครั้งนี้ได้ก็ต่อเมื่อมวลชนเข้าใจในวิชาปฏิวัติแล้วเข้าร่วมการปฏิวัติแล้วเท่านั้นเหตุการณ์นี้จึงจะจบลง

ถ้าตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจในปมปัญหาที่แท้จริง ความขัดแย้งครั้งนี้จะนำไปสู่การฆ่ากันเองอย่างโง่งมของคนในชาติ แบบไม่มีใครชนะ มีแต่คนแพ้ ขณะที่ชาติเสื่อมโทรมลงไปทุกวันๆ

การเอาพระมาเทศน์ก็ดี การเอานักวิชาการนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยมาแสดงความคิดเห็นก็ดี ล้วนแล้วแต่อวิชาต่อปัญหา ถ้าไม่ทำตามที่ผมว่ามาคือปฏิวัติประชาธิปไตยแล้วแก้ไม่ได้ทั้งสิ้น

ผมเอาคอเป็นประกัน !

จำลอง บุญสอง

การสร้างประชาธิปไตยทำอย่างไร

การสร้างประชาธิปไตยทำอย่างไร

 

บ้านเราในปัจจุบันเกิดการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางใหญ่โตชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ความต้องการประชาธิปไตยของพี่น้องประชาชนดังกล่าวได้แสดงออกมาให้เห็นแล้วว่า พวกเขาพร้อมที่จะพังทลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคของการสร้างประชาธิปไตย

ในสภาวการณ์ดังกล่าว กลุ่มการเมืองและคณะการเมือง บางกลุ่มบางคณะ เข้ามานำพาประชาชนไปเรียกร้องประชาธิปไตยไปตามทัศนะของตน โดยไม่เอื้อเฟื้อต่อหลักการและหลักวิชา การนำผิดดังกล่าวนอกจากจะทำให้การต่อสู้ของประชาชน ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าบ้านเมืองไม่มีทางออกแล้ว ยังส่งผลร้ายทำให้ความขัดแย้งของคนในชาติทวีความรุนแรงหนักขึ้นไปอีก

ยิ่งไปกว่านั้น “การนำผิด” ดังกล่าว ยังจะไปสร้างความสับสนให้กับพี่น้องทั่วไปอีกว่า แบบไหนคือประชาธิปไตยที่ถูกต้อง อะไรคือสิ่งที่ควรทำ อะไรคือสิ่งไม่ควรทำ การสร้างประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร

ประชาธิปไตยเกี่ยวข้องกับหลักวิชาทางการเมือง ใครจะเอาความเข้าใจของตนเองมากำหนดไม่ได้เลย การจะสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้ นอกจากจะต้องมีความเข้าใจในลัทธิประชาธิปไตย (Democracy) เป็นพื้นฐานแล้ว ยังจะต้องประกอบด้วยความเข้าใจในปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เป็นเงื่อนไขสำคัญอีกหลายประการเช่น

1. เราต้องเข้าใจว่า ปัญหาพื้นฐานของชาติคือ ระบอบเผด็จการ (Dictatorial Regime) หรืออำนาจอธิปไตยเป็นของคนส่วนน้อยที่ดำรงอยู่ยาวนานถึง 77 ปี ประชาชนทั่วไปสามารถรับรู้ถึงความเป็นเผด็จการนี้ได้ดีแต่นักวิชาการและนักการเมืองบ้านเรากลับไม่รู้ นอกจากไม่รู้แล้วพวกเขายังหลอกประชาชนให้เข้าใจผิดต่อเรื่องนี้อีกด้วย

2. การสร้างประชาธิปไตยหรือการปฏิวัติประชาธิปไตยนั้น ประชาชนต้องทำเอง โดยการทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Soveriegnty of The People หรือ Popular Sovereignty) ไม่ใช่การเรียกร้องเอารัฐธรรมนูญฉบับ 2540 คืนมาหรือเอารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 คืนไป ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการสร้างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การโค่นรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยหรือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน แต่อยู่ที่ประชาชนต้องร่วมกัน “โค่น” “ระบอบเผด็จการ”

3. “การเลือกตั้ง” ในขณะที่การปกครองของชาติยังเป็นเผด็จการ ย่อมไม่ใช่ทางออกของชาติ เพราะวันนี้ เป็นวันที่ประชาชนปฏิเสธการปกครองที่ไม่ใช่การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน การเลือกตั้งจะทำได้และเกิดผลดีก็ต่อเมื่อชาติมีการปกครองแบบประชาธิปไตยแล้วเท่านั้น

4. เราต้องแยกการปฏิวัติ (Revolution) ออกจากการรัฐประหาร (Coup d’etat) อย่างเด็ดขาด เพราะการปฏิวัติหมายถึงการทำสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น เป็นการพัฒนาและสร้างสรรค์ ในทางการเมืองหมายถึงการเปลี่ยนระบอบเผด็จการเป็นระบอบประชาธิปไตย ส่วนการรัฐประหารหมายถึงการใช้กำลังยึดอำนาจรัฐโดยผิดกฎหมาย เราจึงไม่ควรเอาคำสองคำนี้มาปะปนกัน เพราะการเห็นการรัฐประหารเป็นการปฏิวัตินั้นเป็นอาชญากรรมทางวุฒิปัญญาซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการสร้างประชาธิปไตย

5. การเรียกร้อง ลัทธิรัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) หรือการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยของนักวิชาการโดยไม่เรียกร้องลัทธิประชาธิปไตย (Democracy) นั้น เป็นการพ่นพิษใส่ประชาชน เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างสำคัญที่สุดของการสร้างประชาธิปไตยของประเทศไทย ในทางวิชาการเราเรียกขบวนการเมืองชนิดนี้ว่า พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ (Counter Revolution) หรือพวกปฏิวัติซ้อน ซึ่งหมายถึงพวกปฏิวัติที่ทำลายการปฏิวัติ

6. ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism System) ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ตราบใดที่กรรมกรซึ่งเป็นชนชั้นล่าง ยังไม่มีการ ผลักดัน (Pressure) การสร้างประชาธิปไตย ตราบนั้น เป็นอันเชื่อได้ว่าจะยังไม่มีระบอบประชาธิปไตยที่เป็นจริงเกิดขึ้นได้เลย ระบบทุนนิยมและระบอบประชาธิปไตยจะดำรงอยู่ได้ก็มีแต่ความร่วมมือระหว่างกรรมกรกับนายทุนเท่านั้น ขาดข้างใดข้างหนึ่งจะไม่มีระบบทุนนิยมและถ้าวันนนี้ กรรมกรไม่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็จะไม่มีระบอบประชาธิปไตยโดยเด็ดขาด

7. การสร้างประชาธิปไตยจำต้องมีห้วงเวลาในการเปลี่ยนแปลง ในทางวิชาการเรียกว่าระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Period) หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ความล้มเหลวหรือความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตยอยู่ที่ตรงจุดนี้ มันเป็นภารกิจสำคัญของ รัฐบาลเฉพาะกาล (Provisional Government) หรือรัฐบาลชั่วคราว (Interim Government) ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลรักษาการณ์ (Caretaker Government) (ซึ่งไม่มีอำนาจ) หรือรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองในระบอบเผด็จการ เช่นพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ ที่พรรคพวกนี้ทำไม่ได้ ก็เพราะทั้งหมดเป็นพรรคปฏิกิริยา (Reactionary) เป็นขบวนการเมืองที่ล้าหลัง (Backward) ที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างประชาธิปไตย ไม่ใช่ขบวนปฏิวัติ (Revolutionary) หรือขบวนก้าวหน้า (Progressive)

8. ประเทศไทยมีแต่การปฏิวัติสันติ (Peaceful Line) เท่านั้นที่จะสำเร็จได้ การเคลื่อนไหวด้วย
แนวทางรุนแรง (Violence Line) และการเคลื่อนไหวมวลชนเช่นที่ผ่านมาจึงไม่สำเร็จ การเคลื่อนไหวปฏิวัติในประเทศไทยนอกจากจะต้องใช้แนวทางสันติแล้ว การเคลื่อนไหวปฏิวัติ ยังจะต้องประกอบด้วย
8.1.การเคลื่อนไหวทางความคิด
8.2.การเคลื่อนไหวทางหลักการ
8.3.การเคลื่อนไหวทางการจัดตั้ง

9. การสร้างประชาธิปไตย หัวใจสำคัญอยู่ที่ “แนวทาง”หรือ “มรรควิธี” (Method) ไม่ใช่อยู่ที่ “เจตนาดี” สาระสำคัญของแนวทางก็คือ “อธิปไตยของปวงชน”และ “เสรีภาพของบุคคล” เช่นเดียวกับสาระสำคัญของนโยบาย 66/23 (ที่สามารถยุติสงครามกลางเมืองลงได้ก็ด้วยการขยายเสรีภาพบุคคลและการขยายอำนาจอธิปไตยของปวงชนให้เป็นจริง)

10. การจะสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้นั้น เราต้องเข้าใจในความหมายของประชาธิปไตยใน 2 ลักษณะคือลักษณะทั่วไปและลักษณะประยุกต์ ลักษณะทั่วไปคือปัญหาหลักการและหลักวิชาของลัทธิประชาธิปไตย แต่ความรู้เท่านั้นยังไม่พอ เรายังต้องมีความเข้าใจประชาธิปไตยในลักษณะประยุกต์ด้วย กล่าวคือต้องสามารถประยุกต์หลักการและหลักวิชาอันเป็นสากลให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคมไทยให้ได้อีกด้วย ถ้าเรายังแก้ไขปัญหานี้ไม่ตก เราก็สร้างประชาธิปไตยให้กับประเทศไม่ได้

11. เราต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยมีหลายแบบคือ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่พัฒนากันมาเป็นร้อยปีแล้วกับประเทศประชาธิปไตยในประเทศที่กำลังพัฒนาว่า “สวมใส่กันไม่ได้” เพราะคนละกรอบสังคม ดังนั้นเราจึงต้องสร้างประชาธิปไตยที่เป็นของเราเอง เรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทย
เหตุที่บ้านเราล้มเหลวในการสร้างประชาธิปไตยมายาวนานก็เพราะคณะราษฎร ไปลอกเลียนแบบประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งดุ้นมาครอบประเทศไทยเอาไว้ นักร่างรัฐธรรมนูญคณะต่อๆมาก็ “ดีแต่ลอกของคนอื่นมาใช้” ไม่เคยคิดสร้างแบบของเราขึ้นมาใช้เองเลย จึงทำให้ประชาธิปไตยในบ้านเราล้มเหลวมาจนทุกวันนี้

12. เราต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นมีทั้งเนื้อแท้และด้านรูปแบบภายนอก ด้านเนื้อแท้คือหลักการ คือคำจำกัดความที่ท่านอับราฮัม ลินคอร์น ได้ประกาศไว้คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ซึ่งเป็นด้านสำคัญที่สุด ด้านรูปแบบภายนอกคือการมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีการเคลื่อนไหวต่างๆตามแบบประชาธิปไตย ซึ่งรูปแบบภายนอกจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อ “หลักการ” ซึ่งเป็นด้านเนื้อแท้ ปรากฏเป็นจริงแล้วเท่านั้น

13. เราต้องเข้าใจว่า การเลือกตั้ง เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะบรรลุผลให้มีการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนให้ปรากฏเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ “การปกครองแบบประชาธิปไตย” ถูกสถาปนาขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ถ้าการปกครองของชาติยังตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การเลือกตั้งกลับกลายเป็นอุปสรรค ต่อการเป็นประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเลือกตั้งภายใต้ระบอบเผด็จการใดก็ได้เผด็จการนั้นกลับคืนมา ดังนั้น เพื่อให้บรรลุจุดมั่งหมายของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจึงจำเป็นต้องระงับการเลือกตั้งไว้ก่อน โดยต้องเข้าใจว่าการไม่มีผู้แทนที่ราษฎรเลือกตั้งมา ก็ไม่ได้หมายความว่าชาติจะไม่เป็นประชาธิปไตย หากฝ่ายปกครองสามารถรวบรวมเอาความคิดเห็นของประชาชนมาทำการปกครอง ทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง การปกครองนั้นก็เป็นประชาธิปไตย
ในทางกลับกัน ผู้แทนราษฎรซึ่งราษฎรเลือกตั้งมาโดยตรงแต่ไม่ทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนกลับไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุนบ้าง ชนชั้นสูงบ้าง การปกครองนั้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตย

14. การที่เราจะสร้างประชาธิปไตยได้ เราต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “เผด็จการ” และคำว่า “อนาธิปไตย” ด้วย การเมืองในบ้านเราดูภายนอกก็เห็นว่า มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง จนเราเข้าใจผิดว่านั่นเป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าเรามาดูเนื้อในแล้วก็จะเห็นความเป็นอนาธิปไตยหรือไม่ก็เป็นเผด็จการ ทั้งอนาธิปไตยและเผด็จการก็ต่างล้วนเป็นภัยต่อประชาชนด้วยกันทั้งคู่ ทหารเป็นเผด็จการเราเข้าใจกันดีแต่พรรคการเมืองที่นำมาซึ่งอนาธิปไตย (ทุกครั้งที่มีอำนาจ) เรากลับไม่เข้าใจกัน ซ้ำยังกลับเห็นว่า อนาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยอีกด้วย

15. เราต้องเข้าใจความหมายของของประชาธิปไตยว่ามี 2 นัย คือนัยอันแคบและนัยอันอันกว้าง นัยอันแคบหมายถึงประชาธิปไตยในทางการเมือง นัยอันกว้างหมายถึงระบบประชาธิปไตย (Democratic System) คือหมายถึงระบบสังคมทั้งระบบ ซึ่งประกอบด้วย การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมรวมทั้งเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ไม่ใช่มองกันที่รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเท่านั้น การทำให้เกิดประชาธิปไตยอันกว้าง (คือทำสังคมให้เป็นประชาธิปไตยทั้งระบบ) เท่านั้น จึงนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงได้

16. เราต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยของไทยนั้นต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เพราะองค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะ “อเนกชนนิกรสโมสรสมมุติ” โดยเฉพาะประเทศไทยมีการปกครองแบบ “รัฐเดี่ยว” (Unitary State) ซึ่งต้องใช้การปกครองด้วยวิธี “รวมอำนาจการปกครอง” (Centralization of Administrative Power) จะใช้ “การกระจายอำนาจการปกครองมิได้ หรือจะกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งก็ไม่ได้ เพราะผิดหลักวิชารัฐศาสตร์อย่างร้ายแรง และการสร้างประชาธิปไตยโดยสันติได้ ก็มีแต่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

17. เราต้องเข้าใจว่า ที่การสร้างประชาธิปไตยของคณะราษฎรล้มเหลวนั้น ก็ด้วยเหตุสำคัญ 2 ประการทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ การวางแผนด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวก็เพราะว่า “เอียงไปทางซ้ายสุด” ไม่ใช่ระบบเสรีนิยม เมื่อผิดพลาดแล้วก็ไม่ได้กำหนดแผนใหม่เข้ามาแทนที่กลับปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ส่วนในทางการเมืองที่ล้มเหลวนอกจาก หลัก 6 ประการของคณะราษฎรขาดหลัก อำนาจอธิปไตยของปวงชน แล้ว คณะราษฎรยังไปเอารัฐธรรมนูญตะวันตก ซึ่งเป็นคนละกรอบ(กับสภาวการณ์ทางประวัติศาสตร์และสังคมของประเทศหรือลักษณะพิเศษของสังคมไทย) มาครอบประเทศไทยไว้ จึงทำให้เกิดการโน้มเอียงไประหว่าง “เผด็จการ” กับ “อนาธิปไตย” ตลอดเวลา

18. เราต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันมิได้ ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็ต้องทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและการจะทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองได้ ก็ต้องขจัดความเป็นเผด็จการและอนาธิปไตย การจะทำให้เผด็จการกับอนาธิปไตยหมดไปก็ด้วยการทำหลัก อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนและเสรีภาพบุคคลบริบูรณ์ให้มีความสมดุลกัน เพราะถ้ามีอำนาจอธิปไตยมากเกินไปก็เป็นเผด็จการ ถ้ามีเสรีภาพมากเกินไปก็เป็นอนาธิปไตย

19. การที่นักวิชาการ นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวมวลชนตั้งสูตรว่า ทหารเป็นเผด็จการ พลเรือนเป็นประชาธิปไตย นั้น ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและหลักวิชา เพราะโดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว ยอดนักเผด็จการของโลกล้วนแต่เป็นพลเรือนทั้งสิ้นไม่ว่า ฮิตเลอร์ มุสโสลินี โงดินห์เดียม ฯลฯ และตามหลักวิชาแล้ว ระบอบอะไรหมายถึงอำนาจเป็นของใคร เช่นระบอบประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจเป็นของประชาชน ระบอบเผด็จการหมายถึงอำนาจเป็นของชนส่วนน้อย ชนส่วนน้อยนั้นจะเป็นพรรคทหารหรือพรรคพลเรือนก็ได้ทั้งสิ้น

20. เราต้องเข้าใจว่า การสร้างรัฐธรรมนูญนั้นคนละเรื่องกับการสร้างประชาธิปไตย ยังไม่มีที่ไหนในโลกที่เอารัฐธรรมนูญมาสร้างประชาธิปไตยสำเร็จได้สักประเทศเดียว มีแต่การสร้างประชาธิปไตยก่อนแล้วจึงสร้างรัฐธรรมนูญมารักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ บ้านเรากลับดันทุรังที่จะสร้างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นวิปริตพุทธิหรือปัญญาวิปริต

21. ในกรณีที่เริ่มต้นสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือที่เรียกว่า “สร้างประชาธิปไตย” นั้น เป็น “การปฏิวัติ” หรือการทำการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ดังนั้นหากต้องใช้กำลังไม่ว่ารูปแบบใดก็เป็นที่ยอมรับกันโดยหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ว่าเป็นความถูกต้องชอบธรรมทั้งสิ้น

22. ในสถานการณ์ปฏิวัติ เราจำต้องทำความรู้จักกับขบวนการเมือง (Political Movement) ที่สำคัญในประเทศไทย(ซึ่งมีอยู่ในทุกๆประเทศด้วย) ดังนี้
22.1 ขบวนปฏิวัติประชาธิปไตย
22.2 ขบวนเผด็จการ
22.3 ขบวนปฏิวัติสังคมนิยม
22.4 ขบวนรัฐธรรมนูญ

ขบวนประชาธิปไตย มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตย โดยมีนายทุนที่ก้าวหน้าร่วมมือกับขบวนการรรมกรเป็นกำลังพื้นฐาน

ขบวนเผด็จการ มีความมุ่งหมายเพื่อรักษาระบอบเผด็จการ มีพรรคการเมืองของชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง(นายทุนผูกขาด) เป็นตัวแทนของชนส่วนน้อย โดยทั้งคู่ปฏิเสธความร่วมมือกับชนชั้นล่าง

ขบวนการปฏิวัติสังคมนิยม เป็นขบวนปฏิวัติที่มาแข่งกับขบวนการประชาธิปไตย ความมุ่งหมายของขบวนการนี้ก็เพื่อไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ ขบวนการนี้มีชนกรรมาชีพเป็นกำลังสำคัญในการสลายชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง

ขบวนการรัฐธรรมนูญ มีความมุ่งหมายเพื่อรักษาระบอบเผด็จการเอาไว้โดยไม่รู้ตัว เป็นขบวนของนักวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ขบวนการนี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างประชาธิปไตยอย่างที่สุด เป็นปฏิปักษ์ต่อขบวนการประชาธิปไตยที่ร้ายแรงมากกว่าขบวนเผด็จการ ถ้าขบวนนี้หยุดเคลื่อนไหวรัฐธรรมนูญเมื่อใด ประเทศไทยก็จะเป็นประชาธิปไตยเมื่อนั้น

23. สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ปฏิวัติหรือเป็นสถานการณ์ “ประชาชนขัดแย้งกับระบอบเผด็จการ”จึงเกิด “การเคลื่อนไหวของประชาชนเพื่อกดดันระบอบเผด็จการ”อย่างรุนแรง แต่บรรดานักการเมืองต่างๆซึ่งเป็นฝ่ายเผด็จการ ไม่ต้องการเปลี่ยนอำนาจอธิปไตยให้เป็นของประชาชน จึงแบ่งขบวนการออกเป็น 2 ขั้ว ระดมสรรพกำลังเข้าต่อสู้กันเองเพื่อแย่งอำนาจและเบี่ยงเบนกระแสปฏิวัติของประชาชน

จากสถานการณ์จำเพาะดังกล่าว “การเคลื่อนไหวมวลชน” ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ล้วนเป็นการเคลื่อนไหวปฏิวัติ (Revolution) ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่การนำของผู้นำเท่านั้นที่เป็นปฏิกิริยา (Reaction)
ดังนั้นถ้ากระแสปฏิวัติของประชาชนรุนแรงมากขึ้นเพียงใดก็จะยิ่งส่งผลทำให้ฝ่ายเผด็จการต่อสู้กัน

รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ผู้ชนะก็จะพาประชาชนไปสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ ทำการเลือกตั้งใหม่เพื่อหลอกพรางเอาอำนาจอธิปไตยมาไว้กับตัวเองเหมือนเดิมโดยไม่สร้างประชาธิปไตย
ประชาชนต้องผ่านบทเรียนเหล่านี้ก่อนที่จะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ว่าในประเทศไหนๆ

24. เราต้องเข้าใจว่า ไม่ว่าในสิ่งหรือปรากฏการณ์ใดๆ เนื้อหา (Content) และ รูปแบบ (Form) ย่อมเป็นเอกภาพกันเสมอแยกออกจากกันมิได้ ถ้ารูปแบบกับเนื้อหาแยกออกจากกันเมื่อใดก็จะไม่มีสิ่งนั้นหรือปรากฏการณ์นั้นๆ
เช่นเดียวกันถ้าหลักการปกครอง (Principle of Government) กับ รูปการปกครอง (Form of Government) แยกออกจากกันก็จะไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Government) กล่าวอีกนัยหนึ่งถ้าระบอบประชาธิปไตยกับระบบรัฐสภาแยกออกจากกัน ก็จะไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยไทย

ภายใต้สภาวการณ์อนาธิปไตย (Anarchism) ของประเทศไทยที่มีรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นนายกอยู่ในขณะนี้ นอกจากหลักการปกครองไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว รูปการปกครองก็ยังไม่ใช่ระบบรัฐสภาอีกด้วย รูปแบบและเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนดังกล่าวจึงส่งผลทำให้วิกฤติชาติ ครั้งนี้ มีความรุนแรงอย่างที่สุดและหาทางออกไม่ได้ ถ้าทุกพรรคการเมืองเห็นแก่ชาติบ้านเมืองตามที่พูด ก็ต้องวางมือทางการเมืองชั่วคราวแล้วเปิดทางให้ “รัฐบาลเฉพาะกาล” เข้ามาแก้ไขปัญหาก่อน ประเทศชาติจึงมีทางออกได้

25. เราต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เศรษฐกิจได้เปลี่ยนเป็นเสรีนิยม (Liberalism System) โดยมีระบอบประชาธิปไตย (Democratic Regime) ตั้งอยู่บนบนรากฐานของระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม สภาพการณ์ดังกล่าว มันจะไปผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางและเป็นไปเอง ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย ก็จะส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับระบอบเผด็จการพัฒนาขึ้นเป็นความรุนแรง และถ้ามีอุปสรรคขัดขวาง (การเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชาธิปไตย) เมื่อใดก็จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง (Civil War) เกิดมวลชนลุกขึ้นสู้ (Mass Uprising) นำความหายนะมาสู่ชีวิตและทรัพย์สินของชาติและประชาชนตามมา

26. เราต้องเข้าใจว่า แนวทางสร้างประชาธิปไตยที่ถูกต้องของประเทศไทยนั้น คือ แนวทางของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ รัชกาลที่ 5 , 6 ,7 เป็นต้นมา เป็นวิวัฒนาการของการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในประเทศไทย ร้อยกว่าปีจนถึงปัจจุบัน โดยมีความมุ่งหมายเพื่อสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตย ตามแบบยุโรป และญี่ปุ่น เพราะอยู่ในรุ่นเดียวกัน
ญี่ปุ่นสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยสำเร็จ เมื่อ พ.ศ. 2432 ภายหลังความสำเร็จสมบูรณ์ของมหาปฏิวัติฝรั่งเศส 15 ปี คือปี พ.ศ. 2414 โดยที่ประเทศไทย ก็เริ่มเคลื่อนไหวประชาธิปไตยมาพร้อม ๆ กับญี่ปุ่น ในรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิ มัตซูฮิโต โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการปฏิวัติประชาธิปไตย ซึ่งในขณะนั้นเรียกทับศัพท์ว่า “เรโวลูชั่น” ด้วยวิธี “การปฏิรูปการปกครอง” ซึ่งเรียกทับศัพท์ว่า “คอเวิร์นเมนต์รีฟอร์ม” เพื่อบรรลุความมุ่งหมายเช่นเดียวกับญี่ปุ่น แต่ต่อมา แนวทางดังกล่าวต้องล้มเหลว ก็เพราะ การยึดอำนาจของคณะราษฎรในสมัยรัชกาลที่ 7 และล้มเหลวมาจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้น การสร้างประชาธิปไตย จึงต้องกลับสู่การนำโดยพระมหากษัตริย์ดังเดิม ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปด้วยความราบรื่นและเป็นผลดี

27. การจะทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองกันนั้น ก่อนอื่นเราจะต้องมีความเข้าใจรูปธรรมของความขัดแย้งทางสังคม ว่าอะไรคือคู่ขัดแย้ง เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็จะแก้ปัญหานั้นได้ มีผู้ที่อธิบายหลักการพิจารณาปัญหานี้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า “ถูกต้อง” ก็คือ “มาร์กซ” และ “เองเกลส์” ซึ่งเป็นผู้สร้าง ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ (Dialectic Materialism) ขึ้น แล้วก็ได้นำเอาวัตถุนิยมวิภาษไปประยุกต์กับพัฒนาการของพัฒนาการของสังคมและสรุปขึ้นเป็น วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (Historical Materialism) โดยถือว่าพัฒนาการของสังคมนั้น ยอมมีความขัดแย้งไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งต้องเป็นไปตาม กฎของวัตถุนิยมวิภาษ เช่นเดียวกับ โลกธรรมชาติทั้งปวง
โดยเห็นว่าความขัดแย้งภายในสังคม ซึ่งนอกจากจะเป็นความขัดแย้งแล้ว ยังเป็นพลังผลักดันพัฒนาการของสังคมด้วยก็คือ ความขัดแย้งระหว่าง “กำลังผลิต” (Productive Force) กับ “ความสัมพันธ์การผลิต” (Relation Production) ในสังคมชนชั้น มันจะแสดงออกเป็นความขัดแย้งทางชนชั้น โดยรูปธรรมของความขัดแย้งที่แท้จริงก็คือ “กรรมกร” กับ “นายทุน” นั่นเอง ดังนั้น ความปรองดองแห่งชาติในสังคมทุนนิยม จะเป็นไปได้ก็คือ คู่ขัดแย้งตัวจริงของสังคมทุนนิยมต้องสามัคคีกัน และการจะสามัคคีกันได้นั้น อยู่ที่ต้องสร้างประชาธิปไตยร่วมกัน ถ้าตราบใดที่ขบวนการกรรมกรยังไม่เข้าร่วมผลักดันการสร้างประชาธิปไตย ตราบนั้นก็จะยังไม่มีความปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นได้

28. การจะสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้ เราต้องเข้าใจว่า ระบอบเผด็จการ (Dictatorial Regime) เนื้อแท้ตัวจริงเป็นอย่างไร การปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Government) ซึ่งจะเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย (Democratic Regime) ก็ได้ แต่การปกครองแบบประชาธิปไตย กับ ระบอบประชาธิปไตยนั้น แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออก ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะ ระบอบ คือ มรรควิธีของการปกครอง กล่าวอย่างรูปธรรมหมายถึง อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ซึ่งมีเพียง 2 อย่างคือ “ปวงชน” และ “ชนส่วนน้อย” ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนก็เป็น “ระบอบประชาธิปไตย” ถ้าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของชนส่วนน้อยก็เป็น “ ระบอบเผด็จการ” ฉะนั้น ระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นหลักการปกครองที่สำคัญที่สุดของ การปกครองแบบประชาธิปไตย และเป็นตัวกำหนดการปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าปราศจากระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าหลักการอื่นหรือเงื่อนไขอื่นเช่นมีเสรีภาพ มีระบบรัฐสภา มีการเลือกตั้งฯลฯ ก็ไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย
ระบอบเผด็จการ ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย มีความหมายตามหลักวิชาคือ อำนาจอธิปไตยของชนส่วนน้อย ชนส่วนน้อยนั้นจะเป็น ชนชั้นสูงก็ได้ ชนชั้นกลางก็ได้ ชนกรรมาชีพก็ได้ อาจจะเป็นทหารก็ได้ เป็นกลุ่มอาชีพต่างๆ (ที่มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน) ก็ได้ ชนเหล่านี้ไม่ใช่เป็นผู้แทนของปวงชนทั้งสิ้น

นักการเมืองบ้านเราล้วนเป็นผู้แทนของชนส่วนน้อยทั้งหมด แต่การที่เป็นผู้แทนของ ชนส่วนน้อย ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นเป็นเผด็จการไปด้วย การจะเป็นเผด็จการได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปถืออำนาจอธิปไตยแล้วเท่านั้น ถ้ายังไม่ได้อำนาจอธิปไตยก็ยังไม่ใช่เผด็จการระบอบเผด็จการจึงมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1.เป็นผู้แทนคนส่วนน้อย
2.เป็นคณะหรือพรรคผู้ถืออำนาจอธิปไตย
ดังนั้น เผด็จการที่แท้จริงจึงอยู่ที่ตัวคณะผู้ปกครองหรือรัฐบาล ไม่ใช่อยู่ที่รัฐธรรมนูญเลย แล้วเราจะไปแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

29. การสร้างประชาธิปไตยก็คือ การปฏิวัติประชาธิปไตย กล่าวตามความหมายที่เป็นศัพท์ทางวิชาการก็คือ การทำให้ดีขึ้น แต่ถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็หมายถึง การยกเลิกสิ่งไม่ดีแล้วสร้างสรรค์สิ่งดีขึ้นมาแทน ทั้งนี้ก็เพราะว่า การสร้างสรรค์สิ่งที่ดีไม่สามารถเป็นไปได้ถ้าไม่ยกเลิกสิ่งที่ไม่ดี ทำนองเดียวกับการปฏิบัติธรรมคือต้องมีทั้ง “ปหานะ” และ “ภาวนา” ปหานะก็คือการ “ละ” อกุศลธรรม ภาวนาคือการ “เจริญ” กุศลกรรม ดังนั้นการเจริญกุศลกรรมโดยไม่ละอกุศลกรรมนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ การทำดีโดยไม่ละชั่วจึงเป็นไปไม่ได้ การทำนาโดยไม่กำจัดวัชพืชก่อนจึงเป็นไปไม่ได้
ฉะนั้นการสร้างประชาธิปไตยจึงจำต้องยกเลิกระบอบเผด็จการและการปกครองแบบเผด็จการโดยสิ้นเชิง ซึ่งประกอบด้วยมาตรการสำคัญดังต่อไปนี้
29.1 ทำให้รัฐบาลของการปกครองแบบเผด็จการสิ้นสุด
29.2 ทำให้รัฐสภาของการปกครองแบบเผด็จการสิ้นสุด
29.3 ยกเลิกธรรมนูญของการปกครองแบบเผด็จการ
29.4 สลายพรรคการเมืองเผด็จการ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือบริษัทค้าการเมืองอันเป็นเครื่องมือทำธุรกิจของบรรดาเจ้าพ่อทั้งหลาย
29.5 สลายกลุ่มผลักดันมาเฟียและองค์กรอิสระทั้งปวงที่เป็นกลไกปกป้องคุ้มครองระบอบเผด็จการ เพราะองค์กรเหล่านั้น “เป็นกลไกพรรค” ไม่ใช่ “กลไกรัฐ”
29.6 ให้จัดตั้ง “สภาปฏิวัติแห่งชาติ” ซึ่งประกอบไปด้วยองค์กรระดับชาติและองค์กรระดับจังหวัด มีผู้แทนในแต่ละอำเภอทั่วประเทศรวมกับผู้แทนอาชีพอย่างเป็นสัดส่วน
29.7 ผู้แทนสาขาอาชีพต่างๆ ได้เปิดประชุมในแต่ละสาขาอาชีพ สะท้อนปัญหาและเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาของอาชีพนั้นๆ
29.8 กำหนดนโยบายประชาธิปไตย ประกอบด้วยนโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้าซึ่งสาระสำคัญของนโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้าควรเป็นดังนี้
29.8.1 ยกเลิกการกดขี่ข่มเหงประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกๆกรณีทันที
29.8.2 ยกเลิกหนี้สินของประชาชนที่มีฐานะยากจนและเฉลี่ยรายได้แห่งชาติให้เกิดความเป็นธรรม
29.8.3 ตรึงและพยุงราคาสินค้า โดยใช้รัฐวิสาหกิจที่ได้ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพแล้วเป็นสำคัญ
29.8.4 ประกันราคาพืชผลเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผลประโยชน์ตกแก่ชาวนาชาวไร่อย่างทั่วถึง
29.8.5 ให้ข้าราชการเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงานและพรรคการเมืองได้อย่างเสรี ซึ่งจะยังผลให้ข้าราชการมีจิตสำนึกเป็นข้าราชการของประชาชนอย่างแท้จริง
29.8.6 ให้ผู้แทนรัฐวิสาหกิจ โดยองค์กรของผู้ใช้แรงงานที่แท้จริงเข้าร่วมกับฝ่ายบริหารเพื่อพิจรณากำหนดนโยบายและมาตรการในการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจ
29.8.7 ออกกฎหมายประกันสังคมให้เป็นธรรม รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหางานและส่งคนงานไปต่างประเทศ
29.8.8 ปรับปรุงแก้ไขสาธารณูปโภคให้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง
29.8.9 ปลดปล่อยนักโทษและยกเลิกคดีการเมือง
29.8.10 ปราบปรามอาชญากรรม คอรัปชั่นและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้พรรคการเมืองและองค์กรมวลชนร่วมดำเนินการ
29.8.11 ปรับปรุงระบบราชการให้เป็นประชาธิปไตย โดยใช้มาตรการประสานกับกลไกรัฐกับกลๆไกพรรคเป็นสำคัญ
29.8.12 ให้วุฒิสมาชิกมาจากสาขาอาชีพอย่างยุติธรรม
29.8.13 ให้พรรคการเมืองพัฒนาตามธรรมชาติ มิใช่โดยกฎหมายบังคับ
29.9.14 ให้มีสภาการเลือกตั้งแห่งชาติ ประกอบด้วยส่วนราชการ พรรคการเมืองและองค์การมวลชน ทำหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปตามหลักเลือกตั้งเสรีและผู้มีสิทธิ์ 1 คนเลือกผู้แทนได้คนเดียว
29.8.15 ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายทั้งปวงที่ทำลายหรือบั่นทอนเสรีภาพของบุคคล
29.8.16 ตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับโครงสร้างและหลักการประชาธิปไตยที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์แล้วนั้น เมื่อรัฐสภาลงมติเห็นชอบแล้วก็ให้ประชาชนลงมติก่อนบังคับใช้
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงและเป็นทางออกของชาติ

โดยอาจารย์วันชัย พรหมภา ประธานสภากรรมกรแห่งชาติ

สภาปฏิวัติแห่งชาติกับทางออกการเมืองไทย? #1

สภาปฏิวัติแห่งชาติกับทางออกการเมืองไทย? #1

ผมค้นหนังสือเก่าที่สะสมไว้เล่มหนึ่ง “คดีสภาปฏิวัติแห่งชาติ” แผนพัฒนาการเมืองไปสู่ “ระบอบประชาธิปไตย” ตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเห็นว่ามีประโยชน์ต่อผู้สนใจการเมือง โดยเฉพาะในสถานการณ์บ้านเมืองเราต้องการแสวงหาทางออกเพื่อสลายความขัดแย้งครั้งใหญ่



แม้ว่าจะมีการถกวิเคราะห์กันมามากกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาหลักคือ ระบอบการเมือง ยังไม่เคยแก้ให้ตกไปได้

ฉะนั้นเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จึงเหมาะควรที่เราท่านน่าจะได้นำมาทบทวนกันอีกครั้ง ตามความคิดเห็นของผม ผมยังมองว่าเนื้อหาในนี้มีความก้้าวหน้ามากทีเดียว และขอได้โปรดพินิจเคราะห์กันเองเถิด

นโยบายหลักของสภาปฏิวัติแห่งชาติ
ประกาศโดยที่ประชุมผู้แทนประชาชนทั่วประเทศ ก่อตั้งสภาปฏิวัติแห่งชาติ ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๓๐

สภาปฏิวัติแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรลักษณะผู้แทนปวงชนชาวไทยอันแท้จริง ขอแถลงนโยบายหลักของการปฏิวัติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ อันเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ดังต่อไปนี้

๑. สถาปนาระบอบประชาธิปไตยให้สำเร็จ
ระบอบประชาธิปไตย นอกจากจะเป็นความต้องการของประเทศชาติและประชาชนแล้ว ยังเป็นปัจจัยอันจำเป็นของการแก้ปัญหาทั้งปวงของชาติอีกด้วย จะต้องสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จจึงจะแก้ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และปัญหาวัฒนธรรมให้ตกไปได้ สภาปฏิวัติแห่งชาติจะสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยให้สำเร็จด้วยมาตรการต่อไปนี้

๑.๑ เทิดทูนและพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์
พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติไทย และคู่กับชาติไทยมาแต่บรรพกาล แม้ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราช พระมหากษัตริย์ไทยก็ประกอบด้วยลักษณะประชาธิปไตยเป็นอันมากอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของระบอบพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย จึงเป็นการถูกต้องและจำเป็นอย่างยิ่งที่ระบอบประชาธิปไตยของไทยจะมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ซึ่งเป็นอุปการคุณสำคัญที่สุดไม่เฉพาะแต่ในการสร้างระบอบประชาธิปไตยให้สำเร็จเท่านั้น หากในการแก้ปัญหาพิเศษต่างๆ ซึ่งสถาบันอื่นไม่อาจแก้ปัญหาได้อีกด้วย

๑.๒ การส่งเสริมความรู้ประชาธิปไตย
การที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยให้สำเร็จก็ดี การจะใช้ระบอบประชาธิปไตยแก้ปัญหาต่างๆ ของชาติก็ดีขึ้นอยู่กับความรู้ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยที่ผ่านมา เป็นเพราะขาดความรู้ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ฉะนั้น จะต้องส่งเสริมความรู้ประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านทฤษฎีและด้านการประยุกต์ทฤษฎีกับสภาวการณ์ และลักษณะพิเศษของประเทศไทย

๑.๓ ทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
หัวใจของระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน นัยหนึ่งคือ การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชนและของประชาชน แต่ความเป็นจริงอำนาจอธิปไตยยังไม่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะนโยบายของรัฐที่ผ่านมายังไม่สนองความต้องการของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ฉะนั้น จึงต้องปรับปรุงนโยบายของรัฐบาลทั้งนโยบายภายในประเทศและนโยบายต่างประเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศชาติและประชาชน และปรับปรุงรัฐสภาให้ทำหน้าที่ของปวงชนอย่างแท้จริง

๑.๔ ทำให้บุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์
เสรีภาพบริบูรณ์ของบุคคลจะมีได้ก็แต่เฉพาะภายใต้อำนาจอธิปไตยของปวงชน เสรีภาพที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของปวงชนนั้น ไม่ใช่เสรีภาพที่บริบูรณ์ ถ้าไม่เป็นเสรีภาพที่เกินขอบเขตแบบอนาธิปไตย ก็เป็นเสรีภาพที่จำกัดเกินควรแบบเผด็จการ และเสรีภาพบริบูรณ์ของบุคคลย่อมทำให้เกิดความรับผิดชอบแก่บุคคล ฉะนั้น เพื่อให้บังเกิดเสรีภาพชนิดนี้จะต้องทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง ในขณะเดียวกันก็ต้องยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่บั่นทอนเสรีภาพของบุคคล

๑.๕ สร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้มั่นคง
เสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยอันจำเป็นของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และปัจจัยอันสำคัญที่สุดของเสถียรภาพทางการเมือง ก็คือ ความสนับสนุนของประชาชน และปัจจัยความสนับสนุนของประชาชน ก็คือ นโยบายที่ถูกต้อง และปฏิบัตินโยบายนั้นให้ได้ผลประจักษ์แก่ประชาชน ฉะนั้นนอกจากจะต้องปรับปรุงนโยบายให้ถูกต้องอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยด้วย

๑.๖ สร้างระบบพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง
พรรคการเมืองประชาธิปไตย คือ ผู้แทนทางการเมืองของประชาชนทำหน้าที่จรรโลงและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่เข้มแข็งจะต้องเป็นพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกับนโยบายแห่งชาติที่ถูกต้อง จะต้องมีการจัดตั้งองค์กรอย่างเป็นระบบและมีลักษณะเป็นพรรคมวลชน มิใช่เป็นเพียงพรรคสภาหรือพรรคนักการเมืองเท่านั้น ฉะนั้น จะต้องส่งเสริมให้การสร้างพรรคการเมืองชนิดนี้บรรลุผลสำเร็จ ซึ่งเงื่อนไขประการแรกคือ จะต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อให้ระบบพรรคการเมืองพัฒนาไปตามธรรมชาติ

๑.๗ ปรับปรุงระบบราชการให้เป็นประชาธิปไตย
ระบบราชการในประเทศไทย ยังเป็นปฏิปักษ์อย่างมากต่อระบอบประชาธิปไตย จึงยังไม่สามารถสนองความต้องการของระบอบประชาธิปไตยได้ การปรับปรุงระบบราชการให้เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นปัจจัยที่จะขาดเสียมิได้ของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย วิธีการปรุงก็คือ ประสานระบบราชการเข้ากับระบบพรรคการเมือง โดยให้ข้าราชการเข้าร่วมกิจการของพรรคการเมืองได้อย่างเสรี ซึ่งจะยังผลให้ข้าราชการได้มีจิตสำนึกทางการเมืองของตน และจิตสำนึกทางการเมืองนั้น จะทำให้ข้าราชการเป็นข้าราชการของประชาชนได้

๑.๘ ส่งเสริมกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เป็นสิ่งแสดงออกของพลังมวลชนและเป็นพลังผลักดันทางการเมืองในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย แต่กลุ่มผลประโยชน์ย่อมมีความขัดแย้งกัน เพราะมีผลประโยชน์แตกต่างกัน ระบอบประชาธิปไตยย่อมแก้ไขความขัดแย้งด้วยการไม่ทำลายกัน แต่ด้วยการประสานประโยชน์ระหว่างกัน โดยการทำให้ผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผลประโยชน์ของชาติ โดยนายทุน กรรมกร ชาวนา นักศึกษา ฯลฯ จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของฝ่ายอื่นด้วย โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

๑.๙ ส่งเสริมสถาบันหนังสือพิมพ์และการแสดงประชามติประชาธิปไตย
สถาบันหนังสือพิมพ์ในฐานะฐานันดรที่ ๔ ย่อมเป็นกลไกอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยนอกเหนือจากเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของการแสดงประชามติ ฉะนั้นผู้ทำหนังสือพิมพ์จึงเป็นบุคคลในสถาบันซึ่งจะต้องมีความรับผิดชอบกว่าบุคคลธรรมดา การส่งเสริมเสรีภาพบริบูรณ์ของคนทำหนังสือพิมพ์ จึงแตกต่างกับบุคคลนอกสถาบัน จะถือว่า “เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ คือ เสรีภาพของประชาชน” หาได้ไม่
ประชามติที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชนจึงจะเป็น และความถูกต้องของประชามติก็มิได้วัดด้วยจำนวนคนที่แสดง แต่วัดด้วยผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ประชามติใดแม้จะแสดงด้วยคนจำนวนน้อย แต่ถ้าสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมก็เป็นประชามติประชาธิปไตย ฉะนั้น สภาปฏิวัติแห่งชาติจึงสนับสนุนประชามติที่ถูกต้อง แต่จะป้องกันประชามติที่ไม่ถูกต้อง

๑.๑๐ สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย
ขบวนการประชาธิปไตยย่อมประกอบด้วยบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่มีความมุ่งหมายเพื่อความสำเร็จของระบอบประชาธิปไตย แต่เนื่องจากแนวโน้มแห่งวิวัฒนาการของประเทศไทยเป็นแนวโน้มทางประชาธิปไตย จึงทำให้กลุ่มชนที่เป็นปรปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย จำเป็นต้องแอบแฝงโดยยกเอาประชาธิปไตยขึ้นนำหน้า
สภาปฏิวัติแห่งชาติสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริงทั้งสิ้น แต่จะขัดขวางขบวนการที่ขัดขวางขบวนการประชาธิปไตยที่แอบแฝงอำพราง

๑.๑๑ ทำลายการกดขี่ด้วยอำนาจและอิทธิพล
การกดขี่ด้วยประการใดๆ โดยผู้มีอำนาจและผู้มีอิทธิพลเป็นลักษณะของระบอบเผด็จการ ตราบใดที่มีการกดขี่โดยผู้มีอำนาจและผู้มีอิทธิพลตราบนั้นยังไม่มีระบอบประชาธิปไตย หรือไม่มีระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง ฉะนั้นจึงต้องกำจัดการกดขี่ด้วยอำนาจและอิทธิพลทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นให้หมดไป

๑.๑๒ จัดระบอบบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางให้สอดคล้องกันยิ่งขึ้น
การกระจายอำนาจเป็นลักษณะหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย วิธีการคือ ทำให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีอิสระมากขึ้น และให้องค์การบริหารส่วนภูมิภาคมีฐานะเป็นตัวแทนขององค์การบริหารส่วนกลางอย่างแท้จริง ไม่ใช่องค์การบริหารส่วนกลางทำงานแข่งขันซ้ำซ้อนกับองค์การบริหารส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น แต่ให้องค์การบริหารสามส่วนนี้มีการประสานงานกันเป็นอย่างดี

๑.๑๓ สร้างสันติภาพภายในประเทศให้สมบูรณ์ และกระชับความสามัคคีแห่งชาติ
สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ถึงแม้ว่ากองทัพสามารถยุติสงครามกลางเมืองลงได้โดยพื้นฐานแล้วก็ตาม แต่การต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายคอมมิวนิสต์แนวทางอาวุธยังดุเดือดเข้มข้นอยู่ โดยฝ่ายคอมมิวนิสต์แนวทางอาวุธพยายามทุกวิถีทางที่จะฟื้นฟูสงครามขึ้นใหม่ ซึ่งถ้าหากฝ่ายคอมมิวนิสต์สามารถทำได้แล้ว สงครามครั้งใหม่จะยังความหายนะแก่ประเทศชาติ และยังความทุกข์ยากแก่ประชาชนมากกว่าสงครามครั้งที่แล้วหลายเท่านัก อันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงแก่การสร้างระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็นที่จะต้องสกัดกั้นการฟื้นฟูสงครามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นการต่อสู้ในแนวทางสันติ ตามนโยบายประชาธิปไตยที่ถูกต้องที่ได้ประกาศไปแล้ว ซึ่งเป็นนโยบายรากฐานของความสามัคคีแห่งชาติ และเป็นเส้นด้ายทองคำร้อยพวงมาลัยแห่งความสามัคคีระหว่างประชาชนทุกหมู่เหล่าอีกด้วย
หมายเหตุ : วันข้างหน้าผมจะนำโพสต์ลงให้อ่านอีีก ขอบพระคุณที่ติดตาม


วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เจ้าตัวน้อยก็รักสุขภาพนะ รวมภาพโยคะน่ารักๆของเหล่าสัตว์เลี้ยง

เจ้าตัวน้อยก็รักสุขภาพนะ รวมภาพโยคะน่ารักๆของเหล่าสัตว์เลี้ยง



ช่วงนี้กระแสโยคะกำลังมาแรง ฟิตเนสทุกแห่งก็ต้องมีคอร์สโยคะไว้บริการลูกค้า วันนี้มีภาพน่ารักๆของเหล่าสัตว์เลี้ยงที่พยายามอยากจะเล่นโยคะบ้างมาดูกันว่าจะน่ารักขนาดไหน







จัดทำโดย :  suriya mardeegun